พท.ตั้งฉายาเรียงตัว “มาร์ค” ซิวนายกฯรักษาการ, กษิต “กุ๊ยเหนือกุ๊ย”, “สุเทพ” เทือกแถทุกทาง
มติชน : ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงตั้งฉายารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในรอบปี 2552 ว่า ขณะนี้ประเทศไทยตกอยู่ในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย ขาดความยุติธรรมมีสองมาตรฐาน และเกิดการทุจริตในวงราชการอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าประเทศไทยอยู่ในยุคทุจริต ริสซึ้ม เพราะรัฐบาลชุดนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นหลากหลายจนน่าตกใจ เสมือนยุคปี 2499 อันพาลครองเมือง แต่วันนี้อยู่ในยุค 2010 อภิสิทธิ์ครองเมือง ซึ่งรัฐบาลบริหารงานมา 1 ปี มีแต่น้ำลาย กู้เงินสร้างหนี้มหาศาล ผลาญด้วยการโกงทุกโครงการ ทีมโฆษกพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน จึงตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่าเป็นรัฐบาลกินอยู่กับปาก อยากอยู่กับเก้าอี้ เพราะมีคนทุจริตมากมาย แต่สุดท้ายปลายทางก็ยังมีเก้าอี้นั่งกันอยู่ ขณะที่วาทะแห่งปีสำหรับรัฐบาล คือ ประชาชนต้องตายก่อน นอกจากนี้ ในส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้มีประชาชนฝากสุภาษิตมาให้ว่า ครม.ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาเจอกัน
นายพร้อมพงษ์ กล่าวว่า สำหรับฉายานายอภิสิทธิ์ ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ขอให้ฉายาว่าเป็น นายกฯ รักษาการเพราะนายอภิสิทธิ์ไม่มีอำนาจที่แท้จริง ไม่กล้าตัดสินใจ แม้แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ยังตั้งไม่ได้
ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาลนั้น เช่น นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี คือ เจ้าคุณเละเทะ สืบเนื่องจากโครงการชุมชนพอเพียง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงได้รับฉายาว่า เทือกแถได้ทุกทาง ซึ่งทำทุกอย่างเพื่อจะรักษารัฐบาลให้อยู่ใช้งบได้นานที่สุด
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ฉายาท่านรองส่วนตัว โดยจะให้บุตรชายรับตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาแทน เสมือนตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นสมบัติส่วนตัว
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ฉายา รมต.กุ๊ยเหนือกุ๊ย สืบเนื่องจากวาทะสำคัญที่ไปด่านายกรัฐมนตรีเพื่อนบ้าน
นายกรณ์ จาติวณิช รมว.คลัง ฉายากรณ์เด็กดื้อ ตื๊อขอกู้ จากการจัดการกู้เงินจนประชาชนถามว่า กู้ไม่ยากแต่ตอนใช้นี้มีแผนอย่างไร
และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฉายากุมารทองขี้เหงา ซึ่งที่เหงาเพราะร้องเพลงชาติคนเดียวไม่ได้ ใช้งบประมาณแผ่นดินกับงบท้องถิ่น ร้องเพลงชาติหมู่ ทั่วประเทศด้วยเงินงบประมาณแผ่นดินเกือบ 100 ล้านบาท”โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว
นายพร้อมพงษ์ กล่าวว่า ส่วนรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ฉายาเติ้ง..พี่พ้มมม ซึ่งการบริหารงาน 1 ปี ไม่มีแม้ผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์น้อยที่อาจจะเป็นเพราะมีพี่ชายชื่อ บรรหาญ ศิลปอาชา ส่วนนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ฉายา ลูกพี่ยี้ห้อย ขณะที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ฉายาร้อยลิ้น กะลาวน เพราะพูดจาเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ฉายามือปราบแรงงาน ซัวสะเด นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ฉายาเจ๊พรสั่นสู้ นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ฉายา รมต.หุ้นพิษ หลังโดน กกต.ชี้มูลความผิดว่าขัดต่อกฎหมายกรณีถือหุ้นในทีพีไอ
“นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉายารัฐมนตรีลดละ (เว้น) เพราะกรณีการละเว้นตรวจสอบเขายายเที่ยง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ฉายาอ็อดล็อตโต้โกอะเฮด ซึ่งคุมเรื่องของหวยออนไลน์ (ล็อตโต้) ทั้งที่ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ เคยคัดค้านโครงการในยุครัฐบาลไทยรักไทย นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม ฉายา รมต.เก้าอี้สองแสนล้าน สืบเนื่องจากโครงการลงทุนมาบตาพุด นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ฉายา โสภณ ณ.โทลเวล์ หลังยอมให้ทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ทั้งที่สัญญายังมีปัญหา”นายพร้อมพงษ์ กล่าว
ฉายาสภาผู้แทน 2552-ถ่อยเถื่อนถีบ
ข่าวสด : วันที่ 27 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของทุกปี ที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง 2 สภาคือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกและการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ในรอบปี 2552 สื่อ มวลชนประจำรัฐสภา เล็งเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศ หลังจากเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการ เมือง จึงอาศัยเทศกาลปีใหม่นี้ตั้งฉายาให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ตามผลงานที่ปรากฏออกมาในมุมมองของสื่อมวลชน
สื่อมวลชนประจำรัฐสภาขอยืนยันว่า การตั้งฉายารัฐสภาทุกครั้งได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ พยายามหลีกเลี่ยงการใช้อคติ ปราศจากการแทรกแซงจากทุกฝ่าย สำหรับฉายาที่ตั้งขึ้นได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ผลการพิจารณามีดังต่อไปนี้
ฉายาสภาผู้แทนราษฎร
ถ่อย-เถื่อน-ถีบ
ตลอดหนึ่งปี ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎรตกต่ำอีกครั้ง เพราะเต็มไปด้วยความแตกแยกอย่างหนักระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล จนเกือบมีการใช้ความรุนแรง ทั้งการเปิดศึกหวิดวางมวยกลางสภากันหลายครั้ง
หรือมีการโต้เถียง ท้าทายการนับองค์ประชุมกันดุเดือด ด่ากันด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมและบางครั้งถึงขั้นหยาบคายหลายคู่ ซึ่งเป็นพฤติ กรรมที่เกิดถี่มากขึ้นแทบทุกเดือน
เช่น กรณี นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ที่ยั่วฝ่ายรัฐบาลด้วยการเดินตรวจการเสียบบัตรลงคะแนนของสมาชิกรอบ ห้องประชุม จนเกือบวางมวยกับ นายอภิชาต สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปรี่จะเข้ามาชกและยกเท้าเตรียมถีบ จนต้องเข้าห้ามกันชุลมุนท่ามกลางถ้อยคำผรุสวาทของสองฝ่าย
หรือกรณีที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อ นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระ นครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวคำหยาบคายถึงขั้นชูนิ้วกลางให้นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนจะท้าไปดวลกันนอกห้องประชุม
พฤติกรรมเหล่านี้สร้างความเสื่อมทรามให้กับสภาผู้แทนฯ ในยุคการเมืองต่อสู้กันรุนแรง และดำเนินต่อเนื่องมาจากปี 2551 ถึงปัจจุบัน กรณีที่ นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย สร้างวีรกรรมกระโดดถีบทำร้ายร่างกาย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ศาลก็มีคำพิพากษาเมื่อต้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ให้จำคุก 1 เดือน รอลงอาญากำหนด 2 ปี
พฤติกรรมส.ส.ที่ก้าวร้าวมากขึ้น นอกจากไม่เป็นแบบอย่างที่ดีของ สภาผู้ทรงเกียรติแล้ว ยังมีส่วนกระตุ้นให้สังคมแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง โดยไม่ใช้หลักเหตุผล
ฉายาวุฒิสภา
ตะแกรงก้นรั่ว
วุฒิสภาได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสภาสูง ที่คอยตรวจสอบและกลั่นกรองการทำงานของสภาผู้แทนฯ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศก็ตาม แต่หลังจากเกิดการสะวิงสับขั้วทางการเมือง
ภาพการตรวจสอบของวุฒิสภากลับไม่เข้มข้นเหมือนรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล จนทำให้สังคมผิดหวังกับบทบาทการตรวจสอบของวุฒิสภา เสมือนว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง เสมอตัว เหมือนความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ
ขณะเดียวกัน ภาพของวุฒิสภากลายเป็นองค์กรที่คอยตอบแทนบุญคุณกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.สรรหา หรือ ส.ว.เลือกตั้ง จนทำให้พฤติกรรมของสภาสูง ไม่แตกต่างจากสภาผู้แทนฯ ที่ทำให้การประชุมต้องล่มซ้ำซาก เพราะเกิดความขัดแย้งระหว่าง ส.ว.สรรหา กับส.ว.เลือกตั้ง
![]() 1.นายชัย ชิดชอบ (ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์ ) 2.นายประสพสุข บุญเดช (ประธานหลักเลื่อน ) 3.น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว (ดาวเด่น) 4.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (ดาวดับ) |
และยังมีการวิ่งเต้นล็อบบี้ ให้วุฒิสภาผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาล ล่าสุด นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา ออกหนังสือเรื่อง “ความรับผิดชอบของสมาชิกรัฐสภาและสภาฯล่มซ้ำซาก” ระบุมีการวิ่งเต้นของแกนนำกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้วุฒิผ่านร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินโดยเร็ว จนทำให้บทบาทการตรวจ สอบเหมือนกับตะแกรง ในการแยกสิ่งดีไม่ดีออกจากกันไม่เป็นผลสำเร็จ จึงไม่ต่างจากตะแกรงก้นรั่วนั่นเอง
ฉายาประธานสภาผู้แทนราษฎร
นายชัย ชิดชอบ
ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์
ท่ามกลางสภาวะการเมืองสองขั้ว ทำให้ นายชัย ชิดชอบ ประ ธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องรับบทหนักในการทำหน้าที่ประธานควบ คุมการประชุม ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง รุนแรง วุ่นวาย ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล
แต่ด้วยชั้นเชิงที่คร่ำหวอดในสภามานาน ทำให้นายชัยใช้บทร้อยเล่ห์ทั้งการประนีประนอม ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม กระทั่งใช้ความอาวุโสความเป็น “พ่อเฒ่า” หลอกล่อสมาชิกรุ่นลูก ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลจนหัวหมุน หลงประเด็น
โดยเฉพาะการปล่อยมุขขำขัน กลบประเด็นจนช่วยผ่อนคลายบรรยา กาศตึงเครียดระหว่างการประชุม และประคองไม่ให้การประชุมล่มได้หลายครั้ง การทำหน้าที่ของนายชัย
ด้วยชั้นเชิงที่แพรวพราวดัง “ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์” ทำให้ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลส่วนใหญ่ต่างยอมรับกับบทบาทการทำหน้าที่ของนายชัย ในการทำหน้าที่ประธานการประชุม
ฉายาประธานวุฒิสภา
นายประสพสุข บุญเดช
ประธานหลักเลื่อน
ด้วยต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่เดิม และส.ว.ส่วนใหญ่ให้ความไว้วาง ใจให้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักของวุฒิสภา เพราะเคยเป็นถึงอดีตประธานศาลอุทธรณ์ ทุกฝ่ายจึงต่างคาดหวังว่าการทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาของ นายประสพสุข บุญเดช จะสามารถ เป็นเสาหลักให้กับสภาสูงได้
แต่บทบาทของประธานวุฒิสภาหลายครั้ง สร้างความผิดหวังกับสังคม เช่น กรณีการเป็นตัวแทนของ ฝ่ายส.ว.เข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน เพื่อหาทางออกปัญหาความขัดแย้งในสังคมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่เมื่อถูกทักท้วงจากสมาชิกบางส่วนว่าไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของวุฒิสภา ทำให้นายประสพสุข ไม่กล้าตัดสินใจใช้อำนาจใน ฐานประมุขของสภาสูงในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
และบ่อยครั้งมักจะโอนเอนไปตามแรงกดดันของสังคมหรือเกมการ เมือง ทำให้เกิดภาวะเลื่อนลอย เปรียบเหมือนหลักยึดที่เลื่อนไป-มา ตาม แรงกดดัน จนขาดภาวะผู้นำของสภาสูง
ขณะเดียวกันท่ามกลางประเทศประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ ประธานวุฒิสภา กลับพาสมาชิกไปดูงานต่างประเทศ จนเกิดเสียง วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม แทนที่จะทำเป็นตัวอย่างกลับทำเสียเอง
ดาวเด่น
น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว
บทบาทที่ผ่านมาของ น.พ.ชลน่าน ต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา ถือว่ามีความโดดเด่น โดยเฉพาะการอภิปรายที่ใช้ข้อบังคับการประชุมมาเป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลัก ไม่มุ่งเน้นอภิปรายรัฐบาลด้วยการใช้วาทศิลป์เป็นสำคัญ
![]() 5.คู่กัดแห่งปี นายจตุพร พรหมพันธุ์ – นายวัชระ เพชรทอง 6.คนดีศรีสภา นายเจริญ คันธวงศ์ |
ขณะเดียวกันแม้ว่าจะมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล อย่างเช่นการอภิปรายเกี่ยวกับข้อกฎหมาย น.พ.ชลน่าน ก็สามารถยกข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายมาหักล้างได้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณที่ผ่านมา
ดาวดับ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
เคยมีวลีที่รู้กันอยู่ในวงการเมืองว่า ถ้าไปทะเลเจอฉลาม แต่มาสภาเจอเฉลิม ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม เป็นบุคคลที่หากใครเป็นรัฐบาลแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม เป็นฝ่ายค้าน จะมีการทำหน้าที่ทั้งในสภาและนอกสภาในการตรวจสอบการทำงานในสภาอย่างเข้มข้น ด้วยข้อมูลที่สร้างความสั่นสะเทือนให้คนที่เป็นรัฐ บาลได้พอสมควร
แต่ปรากฏว่า ร.ต.อ.เฉลิม ในวันนี้ กลายเป็นดาวอับแสง ด้วยบทบาทการทำหน้าที่ที่แทบจะหาสาระหลักไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายหรือการยื่นกระทู้ถามในสภา ไม่ได้แสดง ความเป็นขุนศึกของฝ่ายค้านได้อย่างที่สมศักดิ์ศรี
มีแต่วาทะที่เชือดเฉือนกระแหนะกระแหนไปยังฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพุ่งเป้าไปที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มุ่งไปที่เนื้อหาสาระของการอภิปรายที่เคยทำได้อย่างโดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา
เหตุการณ์เด่นแห่งปี
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา
เพื่อหาทางออกกรณีวิกฤตการเมือง
เหตุการณ์แห่งปีต้องยกให้กับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 22-23 เม.ย.2552 เพื่อพิจารณาญัตติด่วนที่รัฐบาลขอคำเสนอแนะจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อหาทางออกในการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง หลังเกิดเหตุการณ์ “สงกรานต์จลาจล”
หลายฝ่ายคาดหวังว่า การประชุมรัฐสภานัดนี้จะช่วยให้ความตึงเครียดทางการเมืองลดอุณหภูมิลง แต่ปรากฏว่า เวทีรัฐสภากลับไม่เป็นที่พึ่งหวังในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะไม่ได้เป็นการประชุมอย่างสร้างสรรค์
หลายประเด็นที่หยิบมาพูดและมีการถ่ายทอดสด ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อมูลและปลุกระดมซ้ำ ทั้งกรณีรถแก๊ส การป่วนเมืองที่มาจาก กลุ่มที่มีความขัดแย้งกันอยู่ เนื้อหาการอภิปรายมุ่งเอาชนะคะคานกันด้วยคำพูด กล่าวหากันโดยไม่มีหลักฐานข้อพิสูจน์ ทำให้เกิดการประ ท้วงวุ่นวาย เพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งในสังคมมากขึ้นไปอีก
แม้ผลสรุปของการประชุมรัฐสภาจะมีการตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ ไขรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การชุมนุม แต่จนถึงวันนี้ก็ไม่มีผลความคืบหน้าในการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การ แก้ปัญหา ขณะที่ความรุนแรงทางสังคมยังคงอยู่
วาทะแห่งปี
“พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย
แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม”
วาทะดังกล่าวส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้หยิบมาพูดหลายครั้งเพื่อยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้กระทำทุจริตหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย หยิบวาทะนี้มาพูดในสภา ระหว่างตั้งกระทู้สดถามนายกฯ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. เรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ระบุว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยทำทุจริต ที่ถูกศาล ตัดสินเป็นเรื่องทำสิ่งที่กฎหมายห้ามแต่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย” พร้อมท้าทายว่าหากเป็นเรื่องทุจริตจริงจะเอาปริญญาเอกนิติศาสตร์ไปคืนมหาวิทยาลัยรามคำแหง
วาทะดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นเด่นชัดว่าเป็นการเลี่ยงบาลี บิด เบือนข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนเกิดความสับสนในคำพิพากษาศาลฎีกา และเป็นการสะท้อนจุดยืนและบรรทัดฐานทางการเมืองของร.ต.อ.เฉลิม ที่ไม่สมกับอวดอ้างสรรพคุณตัวเองว่า จบด๊อกเตอร์ด้านกฎหมาย
คู่กัดแห่งปี
นายจตุพร พรหมพันธุ์ – นายวัชระ เพชรทอง
นักการเมืองคู่นี้เป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกัน แต่เมื่อมาอยู่ต่างพรรค ต่างขั้ว ทำให้วิถีทางการต่อสู้ทางการเมืองต้องเข้าห้ำหั่นกัน ด้วยความที่รู้ไส้รู้พุงกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา
ทำให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ มักมีประเด็นวิวาทะกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันมาโดยตลอด บางจังหวะเลยเถิดไปถึงการพาดพิงบุพการี ทำให้อุณหภูมิในสภาเดือดดาลอยู่หลายครั้ง บางครั้งหวุดหวิดที่จะวางมวยกันในสภา
นอกจากนั้น นายจตุพรและนายวัชระ ยังออกมาท้าทายกันที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภาเป็นประจำ จึงทำให้ศึกสายเลือดระหว่างส.ส.หนุ่มคู่นี้จึงถูกยกให้เป็นคู่กัดแห่งปี
คนดีศรีสภา
นายเจริญ คันธวงศ์
ปัญหาการทำงานของสภา ในรอบปีที่ผ่านมาเรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือ สภาล่มบ่อยครั้ง 11 เดือน 11 ครั้ง เพราะส.ส.ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่เข้าประชุมทำให้งานสภาเดินหน้าไปไม่ได้
แต่นายเจริญ ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ขั้วตับ กลับเข้าประชุมสภาและร่วมลงมติผ่านกฎหมาย 88 ครั้งจากการประชุมสภา การลงมติ 100 ครั้ง และในช่วงก่อนปิดสมัยการประชุม ที่เกิดเหตุการณ์สภาล่มติดกันซ้ำซาก นายเจริญยังเข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดโรคมะเร็งก่อนหน้านี้ 1 วัน จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นคนดีศรีสภา
เพื่อเป็นตัวอย่างของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างสมศักดิ์ศรี
ฉายาผู้นำฝ่ายค้าน
ไม่มีการตั้งฉายา
หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ จับมือพรรคต่างๆ พลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติด้วยเสียงข้างมากให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 15 ธ.ค. 2551 ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ซึ่งจัดตั้งหลังจากคดียุบพรรคพลังประชาชน ไม่ตั้งหัวหน้าพรรคจากบุคคลที่เป็นส.ส.อยู่ในสภา ทำให้ไม่สามารถแต่ง ตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้
เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 110 บัญญัติว่า ผู้นำฝ่ายค้านคือ ส.ส. ผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่ส.ส.สังกัดของพรรคมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และมีจำนวนมากที่สุดในบรรดาพรรค การเมืองที่ส.ส.ในสังกัดมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรในขณะแต่งตั้ง เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
กรณีดังกล่าว สื่อมวลชนประจำรัฐสภา จึงมีมติเอกฉันท์ งดการตั้งฉายาผู้นำฝ่ายค้าน ในฉายารัฐสภาประจำปี”52
เสธ.แดงเผย”ทักษิณ”สั่งลุยหลังวาเลนไทน์ ขู่ไม่สมานฉันท์90วันสู้กัน “พัลลภ”ปลุกรวมตัวพร้อมตายคนแรก
มติชน : เสธ.แดงออกโรงขู่รัฐบาลไม่สมานฉันท์ภายใน 90 วันก็ต้องออกมาสู้กัน อ้างแม้วส่งสัญญาณให้เสิ้อแดงชุมนุมใหญ่หลังวันแห่งความรัก “พัลลภ” ปราศรัยปลุกระดมคนรวมตัวราชดำเนินไล่โจรปล้นประชาธิปไตยและพร้อมตายก่อนใคร
เสธ.แดงขู่ไม่สมานฉันท์90วันสู้กัน
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณให้เสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่หลังวันวาเลนไทม์ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งสัญญาณให้ชุมนุมช่วงดังกล่าว เพราะเห็นว่าน่าจะเหมาะสมกว่า คือ ให้โอกาสรัฐบาลทำงาน และช่วยกันสร้างความสมานฉันท์ เพราะไม่มีประเทศไหนที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปไหนก็ถูกขับไล่ แม้แต่ประธานองคมนตรีเดินทางมารับประทานสุกี้ที่โรงแรมกลางกรุงก็ยังถูกประชาชนขับไล่ คือ เรามาสมานฉันท์ดีกว่า เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน จากนี้ไปภายใน 90วัน เราจะให้อิสระนายกรัฐมนตรีเดินทางไปไหนก็ได้ เพื่อให้โอกาสรัฐบาลจับมือกันสมานฉันท์ใน 90 วัน เดินทางไปสมานฉันท์ทั่วประเทศ คือ เราให้โอกาสและให้เวลารัฐบาลในการทำงาน แต่หากไม่ทำให้เกิดสมานฉันท์ในเวลาที่บอกก็ต้องมาต่อสู้กัน
เตือนอย่ายัดข้อหาขายชาติเสื้อแดง
“วันนี้เราคนไทยด้วยกันรบกันเอง จึงบอกว่าจะรบกันวันไหน ระเบิดจะลงวันไหน เพราะไม่ใช่ข้าศึก เรารบแบบนักรบจะแจ้งเตือนก่อนทุกครั้ง ไม่ใช่รบแบบกะเทยที่จะทำอะไรไม่บอก ทำเลยอย่างที่เจ็กลิ้ม โดน เมื่อก่อนเวทีเสื้อแดงถูกตั้งข้อหาว่าล้มล้างสถาบันแล้ว เพราะเมื่อก่อนจะมีกลุ่มซ้ายจัดตั้งเวทีซ้อนใช้เวทีคนเสื้อแดงในการปลุกระดม แต่ผมได้ไล่พวกนี้ออกจากเวทีเสื้อแดงแล้ว ได้แจ้งให้ตำรวจไล่จับหมดแล้วตั้งแต่ ดา ตอร์ปิโด พระยนกอินทรีย์ ชีพ ชูชัย ก็ถูกจับหมดแล้ว มาวันนี้เสื้อแดงถุกตั้งข้อหาขายชาติอีก ด้วยการขอต่างชาติช่วยเหลือ เราขายชาติยังดีกว่าต้องสิ้นชาติเหมือนพวกอำมาตย์มันทำ การที่ พ.ต.ท.ทักษิน ไปขอความช่วยเหลือไม่ใช่ขายชาติ แต่เป็นการช่วยเหลือชาติไม่ให้สิ้นชาติจากพวกอำมาตย์ที่มันทำเศรษฐกิจไม่ดี ทำประเทศพัง ดังนั้น อย่ามายัดข้อหาขายชาติให้มอบเสื้อแดง เหมือนยัดข้อหาล้มสถาบันให้คนเสื้อแดงอีก”
“ตู่”เมิน เสธ.แดงยันระดมพลม.ค.
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการให้คนเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมใหญ่ออกไปหลังวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เพื่อกดดันให้ยุบสภาในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า กลุ่มนปช. ยังไม่มีการประชุมหารือในเรื่องดังกล่าว โดยนปช.จะนัดหารือกันหลังการจัดงานเคาท์ดาวน์คนเสื้อแดงที่ จ.เชียงใหม่เพื่อประเมินสถานการณ์กันอีกครั้ง ทั้งนี้เบื้องต้นยังยืนยันว่าจะยังคงจัดการชุมนุมในช่วงเดือนมกราคม หลังจากวันที่ 11 มกราคม ที่คนเสื้อแดงจะบุกเขายายเที่ยง จ.นครราชสีมา
ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.ต.ขัตติยะ อ้างว่าการเลื่อนการชุมนุมเป็นความต้องการของพ.ต.ท.ทักษิณ นายจตุพร กล่าวว่า ยอมรับว่ายังไม่ได้หารือกับพ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องนี้ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนเสื้อแดงคนหนึ่งที่สามารถมีความเห็นได้ แต่การตัดสินใจนั้นอยู่ที่มติของที่ประชุมนปช.
“พัลลภ”ปลุกปชช.สู้ราชดำเนิน
เมื่อเวลา 19.00 น.ที่หน้าว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทยขึ้นเวทีปราศรัยช่วยนายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่าจากนี้ไปคนเสื้อแดงจะไม่โดดเดี่ยวเหมือนช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพราะตน และอดีตจปร.กว่า 100 คนจะรวมเป็นร่วมตายขับไล่โจรที่ปล้นประชาธิปไตย และคนที่ทรยศต่อประชาชน นอกจากนี้ยังมีกองทหารพรานปักธงชัย นักรบเสื้อดำที่คอยรบทั้งในและต่างประเทศเกือบพันคน ภายใต้การนำของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิทหารบก
“ยืนยันว่าเราจะชนะอย่างแน่นอน หากพี่น้องร่วมใจกันเข้าไปเป็นล้านๆคน ผมเป็นทหารมาตลอดชีวิต จึงรู้เลยว่าทำอย่างไรที่จะทำให้พวกเราได้รับชัยชนะ แต่หากเราไม่ได้รับชัยชนะ คนที่ตายคนแรกคือผม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเสียสละ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงอยู่อย่างสันติสุข เราจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ประชาชนต้องการประชาธิปไตย เราจึงจำเป็นต้องสู้ และเสียสละ กับทหาร เราไม่ต้องไปกลัว เพราะผมคุมทหารตลอดชีวิต รู้ว่าพวกมันไม่กล้ายิงประชาชน ทำได้อย่างเดียวยิงขึ้นฟ้า”พล.อ.พัลลภกล่าว และว่า ขณะนี้ทราบว่ามีตำรวจอยู่ฝ่ายเราถึง 80% ส่วนทหารอยู่กับโจรปล้นประชาธิปไตยนั้นน้อยมาก ฉะนั้น ไม่นานนับจากนี้ประเทศเราจะมีความมั่นคง ประชาชนอยู่อย่างสันติสุขภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่นานเกินรอ ไม่เกินเดือนเมษายน หากประชาชนพร้อมใจกันต่อสู้ พร้อมใจกันไปถนนราชดำเนิน
ฮาโคตรๆ สื่อโกเต๊กซ์-ข้่าวธัญญทิพย์แฉกันเละ!
เอเอสทีวี-ผู้จัดการ : “จิตตนาถ ลิ้มทองกุล” CEO เอเอสทีวี แฉซ้ำ! บริษัท “ธัญญทิพย์” ยังไม่สำนึก หลังโดนแฉเล่นไม่ซื่อ แอบสอดไส้ข้าวยี่ห้ออื่นให้ลูกค้าข้าวเอเอสทีวีตรามือ และเบี้ยวจ่ายเงินรายได้ให้ ASTV แต่ยังดื้อแพ่ง ส่ง SMS ให้ร้ายกล่าวหา ASTV ไม่รู้จักพอ – เผยเตรียมฟ้องแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายแล้ว และหากยังไม่หยุดให้ร้าย ASTV ก็จะรวบรวมรายชื่อฟ้องข้อหาฉ้อโกงประชาชนทันที
วันนี้ (23 ธ.ค.) นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอเอสทีวี ผู้จัดการ ได้แถลงข่าวถึงกรณีข้อโต้แย้ง ระหว่าง เอเอสทีวี ผู้จัดการ และ บริษัทธัญญทิพย์ อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตข้าว เอเอสทีวี ตรามือ โดยมีรายละเอียดดังนี้
สวัสดีครับผู้รับชมของเอเอสทีวี และผู้สนับสนุน เอเอสทีวีทุกท่าน วันนี้ผมจิตตนาถ ลิ้มทองกุล CEO เอเอสทีวี ขอมาแถลงข่าวความคืบหน้า จากกรณีที่บริษัท ธัญญทิพย์ อินเตอร์เทรด จำกัด ไม่ยอมจ่ายส่วนแบ่งจากการขายข้าวเอเอสทีวี ตรามือ ให้กับเอเอสทีวี ของ 2 เดือนสุดท้ายคือเดือน ตุลาคม และพฤศจิกายน และก็ไม่ยอมจ่ายค่า คอลเซ็นเตอร์ ของเดือนกันยายน ตุลาคม และ พฤศจิกายน นะครับ รวมกันทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 1 ล้าน 7 แสนบาท
จากที่เราได้ออกข่าวไปแล้วนะครับ ก็ได้กระทบกับทางเอเยนต์ในหลายๆ เจ้า ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือว่าไม่ทันได้อ่านจดหมายของเรา ก็ได้สั่งข้าวเอเอสทีวี ตรามือ ของบริษัทธัญญทิพย์ไปขายนะครับ เมื่อข่าวออกไปแล้ว ลูกค้าเอเอสทีวี คนที่รักเอเอสทีวี ก็ไม่มีใครอยากจะซื้อข้าวเอเอสทีวีตรามือ ที่ค้างอยู่ที่ร้านนะครับ ทำให้มีปัญหาในการที่ข้าวระบายไม่ออก ขอเรียนครับ ถึงแม้ว่าบริษัท ธัญญทิพย์ เจ้าของสินค้าจะได้รับเงินของ 2-3 เดือนดังกล่าวไปแล้วนะครับ จากเอเยนต์ โดยที่ยังคงไม่ยอมจ่ายเงินให้กับเอเอสทีวี แต่ผมขอร้องด้วยความที่เราเป็นแฟนของเอเอสทีวี เรามีจิตใจที่เป็นพันธมิตรฯ ด้วยกันนะครับ ช่วยซื้อข้าวเอเอสทีวีตรามือ ล็อตที่หลงเหลืออยู่ในร้านของเอเอสทีวีช๊อป ซึ่งเอเย่นต์ได้หลงกลบริษัทธัญญทิพย์หน่อยเถอะครับ ช่วยระบายข้าวให้เขาหน่อยนะครับ ใครเบี้ยวเรายังไงเดี๋ยวเราจัดการแน่นอน แต่ว่าพันธมิตรฯ ด้วยกัน คนดูเอเอสทีวีด้วยกัน ช่วยเขาหน่อยครับ ร้านเอเอสทีวีอยู่ได้ สินค้าเอเอสทีวีก็สามารถขายต่อไปได้ครับ เรื่องแค่นี้ช่วยกัน ไม่ยากเกินไปนะครับ ขอบคุณครับ
ส่วนความคืบหน้าจากที่ ได้มีการแถลงข่าวกรณีที่บริษัทธัญญทิพย์ไม่ยอม จ่ายเงินให้กับเรา แล้วก็ที่ผมออกมาแฉถึงพฤติกรรมของบริษัทธัญญทิพย์ที่มีการปลอมปนสินค้า ในอีกยี่ห้อนึงเข้ามาให้กับผู้ที่ต้องการซื้อข้าวเอเอสทีวีตรามือ หลังจากที่แถลงข่าวเสร็จ เจ้าของตัวจริงของบริษัทธัญญทิพย์นะครับ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นผู้ใหญ่ชื่อคุณทวี นะครับ ก็ติดต่อผ่านทางผู้ใหญ่เข้ามานะครับ พยามติดต่อกับคุณสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ เข้ามา พยายามที่จะชี้แจงและพยายามที่จะไกล่เกลี่ย คุณสุวัตร แจ้งว่า คุณทวี ต้องการหอบเอกสาร จะมาพร้อมด้วยลูกชายก็คือ อาจจะเป็นคุณการุณ ที่เคยติดต่อกับผม มาขอความเป็นธรรมกับทนายสุวัตร นะครับ ซึ่งก็ได้มีการนัดกัน 9 โมงเช้า ของวันถัดมา แต่ในที่สุดทนายสุวัตร ก็รอถึง 9 โมงเช้า ก็มีโทรศัพท์มาจากเจ้าของธัญญทิพย์บอกว่าไม่มาแล้ว ทางทนายสุวัตร ก็คิดว่าเดี๋ยวอาจจะมีการติดต่อมาโดยตรงมาทางผม ก็ปรากฎว่าก็ไม่ได้มีการติดต่อใด ๆ จากบริษัทธัญทิพย์เข้ามานะครับ แต่กลับมีSMS จากบริษัทธัญญทิพย์นะครับ ถึงลูกค้าที่เคยสั่งข้าวของบริษัทธัญญทิพย์ ผ่านเอเอสทีวี คอลเซ็นเตอร์ พาดพิงดังนี้ครับ
เรียนผู้สนับสนุนข้าวตรามือ จากที่มีข่าวเกี่ยวกับเรา เราเองก็เป็นพันธมิตร มาโดยตลอด จะไม่ขอโต้ตอบหรือทะเบาะให้พันธมิตรด้วยกันเสียหน้า ธัญทิยพ์ได้บริจาคให้พันธมิตรมาไม่รู้กี่ล้านบาทแล้ว กับเงินเพียงล้านกว่าบาท ไม่จำเป็นต้องเบี้ยวพันธมิตรด้วยกัน เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะผลประโยชน์ของผู้รับที่ไม่รู้จักพอ ทำให้เรารับเงื่อนไขไม่ได้ แต่เรายังรักพันธมิตร
ผมมีข้อร้องเรียนจากคนที่ ได้รับSMS ดังกล่าว หลายสิบหลายร้อยคนนะครับ ผ่านทางคอมเม้นของข่าวที่เกี่ยวกับข้าวตรามือ ของธัญญทิพย์ที่เราได้แถลงข่าวไป จำนวนมากเลยนะครับ คอมเม้นแบบนี้ ในเมื่อแถลงมาอย่างนี้ก็ดีครับ ผมจะได้มีหลักฐานบางอย่างตอกฝาโลงให้เห็นเลยนะครับว่า ใครกันแน่ที่ไม่รู้จักพอ มาดูกันนะครับ อันนี้คือ (แสดงเอกสารแสดงยอดขายข้าวของบริษัทธัญญทิพย์) อันนี้คือสรุปยอดขายข้าวตรามือตั้งแต่เดือน มีนาคม ถึงเดือน กรกฎาคม 2552 ก็คือตั้งแต่ที่เอเอสทีวีได้ทำธุรกรรมกับบริษัทธัญญทิพย์นั่นเอง
เดือนมีนาคม เอเอสทีวีคอลเซ็นเตอร์ รายงานว่ายอดขายข้าวที่มีการโทรสั่งจำนวน 44,086 ถุง เป็นเงินราว 8,198,720 บาท นะครับ ยอดขายจากที่ทางธัญญทิพย์แจ้งเรามา มีจำนวนทั้งสิ้น 83,214 ถุง เป็นจำนวนเงิน 14,619,638 บาท ดูเอาเองนะครับว่าแค่เดือนแรก ยอดขายที่เรารับจากคอลเซ็นเตอร์ มีเพียง 4 หมื่นกว่าถุง แต่ยอดขายทางบัญชีของธัญญทิพย์ มีสูงถึง 8 หมื่นกว่าถุง นี่ก็เป็นข้อสงสัยขึ้นแล้วนะครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในระหว่างตัวเลขที่คอลเซ็นเตอร์ที่เรารับ กับจำนวนที่ธัญญทิพย์ไปขายออกมา ต่างกันถึงราว 6 ล้านบาท เห็นไหมครับ นี่ก็เป็นคำถามแล้วนะครับ เพราะอย่างที่ผมเรียนว่า ธุรกรรมทางการขายนั้น call center รับออเดอร์ให้กับธัญญทิพย์เฉยๆ ธัญญทิพย์จะได้รับข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของคนที่สั่งแล้วก็เอเย่นจากcall center นั่นก็แสดงว่าธัญญทิพย์มีการไปขายเองโดยไม่ผ่านcall center หรือถ้ามีการสั่งเพิ่มธัญญทิพย์ ก็ไม่ได้แจ้งกลับมาที่call center เห็นไหมครับ
เดือนเมษายน call centerแจ้งมาว่า ยอดออเดอร์คือ 57,717 ถุง เป็นจำนวนเงิน 10,604,930 บาท นะครับ แต่ธัญญทิพย์ทางบัญชีแจ้งเรามาว่าขายได้ถึง 72,784 เป็นจำนวนเงิน 13,123,417 บาท เช่นเดียวกันครับยอดก็ต่างกันอีกแล้ว สำหรับจำนวนข้าวถึง 2 หมื่นกว่าถุง จำนวนเงินรายรับที่เข้ามาก็ต่างกันอีกแล้วถึง 3 ล้านกว่าบาท เห็นไหมครับว่า ธัญญทิพย์อาจจะแจ้งก็ได้ว่า ลูกค้าขอสั่งเพิ่ม แต่สิ่งที่เราตกลงกันก็คือว่าธัญญทิพย์ จำเป็นต้องแจ้งยอดทั้งหมดให้กับเอเอสทีวีรับทราบ แต่นี่คือยอดต่าง ฉะนั้นความเป็นจริงแล้วธัญญทิพย์ ขายได้มากกว่ายอดนี้เท่าไหร่ ทั้งหมดไม่มีใครทราบ แต่ตัวเลขทางบัญชี แสดงให้เห็นชัดเจนแล้ว ว่ามันไม่เท่ากันนะครับ
กรณีที่ธัญญทิพย์ พาดพิงว่า ธัญทิยพ์ได้บริจาคให้พันธมิตรมาไม่รู้กี่ล้านบาทแล้ว กับเงินเพียงล้านกว่าบาท ไม่จำเป็นต้องเบี้ยวพันธมิตรด้วยกัน เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะผลประโยชน์ของผู้รับที่ไม่รู้จักพอ ทำให้เรารับเงื่อนไขไม่ได้ แต่เรายังรักพันธมิตร ผมถามนิดนึงครับว่า ใครกันแน่ที่ไม่รู้จักพอ ยอดขายทางบัญชีที่ทางธัญญทิพย์แจ้งเรามา ซึ่งก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงว่า มีเพียงเท่านี้หรือเปล่านะครับ ผมถือว่าเยอะมาก แต่พอหมดสัญญากันนะครับในเดือนสิงหาคม เดี๋ยวผมมีจดหมายนี้เอาไปให้ดูกันนะครับ ธัญทิยพ์ก็ได้เสนอมานะครับ บอกว่า
เรียนคุณจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ทางบริษัทจำกัด ธัญญาทิพย์ อินเตอร์เทรด ได้มีการทบทวนและวิเคราะห์ผลดำเนินการของบริษัท ในระยะ 5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าทางบริษัทมียอดขาดทุนสะสมเฉลี่ยเดือนละ 800,000 บาทโดยประมาณ ทางบริษัทจึงมีข้อสรุปว่า ณ ปัจจุบันทางบริษัทยังไม่สามารถช่วยเหลือและเพิ่มค่าลิขสิทธิ์ให้ตามที่ทาง ASTV ได้เสนอมา ทางบริษัทธัญญทิพย์ ใคร่ขอต่อสัญญาเป็นระยะเวลาอีก 6 เดือน และยื่นข้อเสนอเดิมที่ 500,000 บาท ต่อเดือนสำหรับค่าลิขสิทธิ์ จึงเรียนมาเพื่อทราบและโปรดพิจารณา
แถลงข่าวครั้งที่แล้วนะครับ ผมพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่ามีข้อเสนอจากเอเอสทีวี ที่มองว่า ควรจะแบ่งประโยชน์กัน 8% สำหรับข้าว 3 ชนิด และ 6% สำหรับข้าวอีก 1 ชนิด ธัญญทิพย์เองก็ไม่พอใจ ถึงจะออกจดหมายฉบับนี้กลับมานะครับ จนเราแจ้งไปว่ามันไม่แฟร์นะครับ ควรจะปรับให้ถูกต้อง เขาจึงยินยอมออกจดหมายอีกฉบับหนึ่งบอกว่า พร้อมจะรับเงื่อนไขที่ 8% แต่เบื้องหลังก็คือจดหมายฉบับนี้ 8% ก็ไม่ยินยอมให้ด้วยจริง ๆ แล้ว ยังยืนเงื่อนไขข้อเสนอเดิมที่ 500,000 บาท ผมไม่ทราบว่า ทั้ง ๆ ที่ตัวเองรายรับตั้งเท่าไหร่ แล้วก็บิดเบือนจากจำนวนcall centerมาตั้งเท่าไหร่ ตรงนี้นะครับ เป็นตัวที่เขาก็ได้ประจานตัวเขาเอง จากการที่เขาได้ส่ง SMS มาจากที่ผมให้ท่านดูไปนะครับ ไม่ทราบว่าใครกันแน่ที่ไม่รู้จักพอ นี่หรือคนที่ติดต่อทนายสุวัตร มา บอกว่าจะเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่กลับส่ง SMS ให้ร้ายเอเอสทีวี อย่างนี้หรือครับ ท่านก็ลองไปพิจารณาดูนะครับ
คราวนี้ถามว่าเอเอสทีวี จะมีมาตรการอย่างไร เราก็จะขอแบ่งเป็น 2-3 เรื่องด้วยกันนะครับ เรื่องแรกก็คือว่า กรณีที่บริษัทธัญญทิพย์ ไม่ยอมจ่ายเงินเอเอสทีวี เป็นจำนวน 1,700,000 บาท เรามีสัญญาอยู่ เราคงจะต้องให้ฟ้องแพ่งบริษัทธัญญทิพย์ไปนะครับ จริง ๆ เงินแค่นี้กับสิ่งที่เอเอสทีวี ลงทุนด้วยเลือดและน้ำตามา ต่อสู้มาถือว่าจิ๊บจ๊อยครับ ถึงแม้ว่าเอเอสทีวี จะไม่ค่อยมีเงิน แต่ว่าเงินแค่นี้ถือว่าขี้หมา มากนะฮะ ไม่เท่าไหร่ แต่เราไม่ฟ้องคงไม่ได้เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงินของประชาชน ในการที่จะซื้อข้าวเอเอสทีวี ตรามือ เพื่อที่จะสนับสนุนเอเอสทีวี เราไม่สามารถให้บริษัทหนึ่ง ฉ้อโกงเงินของประชาชน แล้วก็มีเหตุผลอะไรบ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้ มากล่าวอ้างได้นะครับ ผมทางธัญญทิพย์เองคงจะได้มีการคุยกับทนายความแล้วหล่ะ ว่าต้องการให้เอเอสทีวี ฟ้อง เพื่อที่เขาจะได้ยื่นว่า เข้ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ๆ และเขาขาดทุนยังไง
ทำไมเขาถึงให้เราไม่ได้
แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ปัญหาของเราใช่ไหมครับ ทำไมผู้ผลิตสินค้ารายอื่น เขารับเงื่อนไขได้ ไม่เห็นจะมีใครเป็นอะไร ทำไมผู้ผลิตข้าวรายอื่นที่เข้ามาตกลงกับเรา ไม่เห็นจะต้องมีปัญหาอะไรอย่างนี้เลย ข้าวขายถุงแรกก็กำไรแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรที่มันจะเป็นต้นทุนนะครับ และบริษัทธัญญทิพย์เองก็ชอบอ้างว่าตัวเอง ขาดทุนตลอดเวลานะครับ แต่ผมมีนี่ให้ดูครับ (แสดงภาพโฆษณาข้าวของบริษัทธัญญทิพย์ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
หลายคนที่อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คงจะเห็นโฆษณานะครับ ข้าวหอมมะลิมาแล้วจ้า รับสมัครตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ถุงเดียวส่งถึงบ้าน โดยบริษัทธัญทิยพ์ ข้าวหอมมาแล้วจ้าเนี๊ยะ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ก็คงจะเป็นข้าวที่หลายคอมเม้น ส่งข้อความร้องเรียนมาหนาเป็นปึกๆ แบบนี้แหละครับ ที่ได้รับการยัดไส้มาแทนข้าวเอเอสทีวี
คำถามคือ ถ้าคุณไม่มีเงิน คุณขาดทุนเดือนละ 800,000 บาท ของ 6 เดือนแรก โดยการที่คุณจะไม่ยอมขึ้น 8% ให้ด้วยซ้ำเนี๊ยะ คุณเป็นพ่อค้านะ คุณขาดทุนเดือนละ 800,000 คุณจะขายข้าวทำไมครับ ผมคุยกับคุณการุณ ผู้บริหารธัญญทิพย์เองบอกว่า พี่ ถ้าพี่ขาดทุนเดือนละ 800,000 เนี๊ยะ พี่ไม่ต้องต่อสัญญากับผมก็ได้นะครับ จะมาต่อทำไม คุณขาดทุนเดือนละ 800,000 คุณกัดฟันขึ้นให้เอเอสทีวี 8% นี่ โอ้โหเป็นบุญคุณเหลือเกินนะครับ คุณขาดทุนเดือนละ 800,000 ล่าสุด คุณไปเพิ่มเปอร์เซ็นต์ให้กับเอเย่นต์อีกเป็น 15% แล้วคุณทำได้ยังไงฮะ คุณบอกคุณขาดทุนอยู่ไม่ใช่เหรอ ที่สำคัญคุณขาดทุนอยู่เดือนล 800,000 คุณมีเงินไปลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าจะราว 2 เดือนแล้วนะครับ
ค่าโฆษณาในไทยรัฐก็ไม่ได้ถูก ตีเป็นเงินเนี๊ยะ เดือนนึงเดือนละล้านกว่าบาทเลยนะครับของค่าโฆษณาข้าวหอมธัญญทิพย์เนี๊ยะ แล้วก็ไปดูสิครับตามทางด่วน ตามบิวบอร์ดใหญ่ ๆ ก็ใช้ budget (งบประมาณ)ในการทำโฆษณาจำนวนเงินผมว่า มีจำนวนเป็นสิบล้าน ผมทำงานโฆษณามาก่อน ผมรู้นะครับว่าค่าโฆษณาเท่าไหร่ คำถามคือบริษัทธัญญทิพย์เพิ่งตั้งมาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แตกสาขามาจากบริษัทเก่าซึ่งผมไม่อยากพาดพิงถึง คุณเอาเงินมาจากไหนเป็นสิบ ๆ ล้านมาลงโฆษณาแบบนี้ อันนี้คงจะต้องตอบคำถามของแฟน ๆ เอเอสทีวีนะครับ แล้วก็ชาวพันธมิตรฯ ให้ดีนะครับ ว่าใครกันแน่ที่ไม่รู้จักพอ แล้วคุณเอาเงินมาจากไหนนะครับ
เอาล่ะในกรณีของการที่เราจะฟ้องทางแพ่ง แน่นอนครับต้องมี ต่อมา ถ้าใครสังเกตเห็นนะครับโลโก้ของสินค้าเอเอสทีวี ที่สนับสนุนเอเอสทีวี เนี๊ยะ บอกชัดเจนเลยนะครับว่า สินค้านั้น ๆ ทำขึ้นเพื่อสนับสนุนเอเอสทีวี ทีวีของประชาชน รายได้จากการขายสินค้าสนับสนุนเอเอสทีวี
การที่คุณได้รับเงินจากประชาชนไป 2 เดือน และไม่จ่ายค่า Call Center อีก 3 เดือนเนี๊ยะ ประชาชนยอมจ่ายเงินให้คุณเพราะว่ามีข้อความ และประชาชนก็รับรู้โดยทั่วกันว่ารายได้จากการขายจะสนับสนุนเอเอสทีวี นี่คือเหตุจูงใจที่เขาซื้อ แต่คุณกลับไม่ทำตามเงื่อนไขที่ประชาชนซื้อของ ของคุณ ไม่ทำตามเงื่อนไขตามสัญญา แบบนี้เข้าข่ายเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค และเข้าข่ายการฉ้อโกงประชาชนนะครับ ผมจะขอเตือนว่า ถ้าเกิดว่าประชาชนและ เอเอสทีวี รวมตัวกันฟ้องคุณในกรณีนี้ เมื่อฟ้องไปแล้วไม่สามารถที่จะถอนคำฟ้องได้ ด้วยประการทั้งปวงนะครับ เรื่องแพ่งยังมีการถอนฟ้องได้ถ้าคุณเอาเงินมาจ่าย แต่ตรงนี้หลักฐานและประชาชนที่พร้อมที่จะร่วมกันฟ้องโดยที่เราเป็นศูนย์กลางมีเป็นร้อยคน หลักฐานมีกันจะๆ ผมประสานกับทางทนายสุวัตร ครับ ว่าเราจะมีแบบฟอร์มให้ประชาชนร่วมกันลงชื่อแล้วก็ฟ้องธัญญทิพย์นะครับ ผมให้โอกาสคุณอีกไม่นาน กลับตัวกลับใจซะ อย่าพยายามหาทางที่จะมาเคลียร์ อ้างว่าเป็นผมบริหารงานไม่ดี แล้วก็พยายามที่จะเคลียร์กับคุณสนธิ นะครับ คุณสนธิ ทำงานทางด้านการเมืองแล้วไม่เกี่ยวกับตรงนี้แล้ว คุณสนธิ ให้ความไว้วางใจกับผมในการที่จะบริหารตรงนี้ ในการที่ผมทำตรงนี้คือผมก็คือตัวแทนที่คุณสนธิ ไว้ใจ ผมต้องทำงานให้ดีที่สุดในเรื่องของสื่อ คุณสนธิ อย่าไปยุ่งกับท่าน ท่านทำงานทางด้านการเมืองไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตรงนี้นะครับ
และตรงนี้ก็มีอีกประเด็นหนึ่งตรงที่ เรากำลังดูว่าเราจะฟ้องคุณหรือเปล่าก็คือ ประเด็นเรื่องของการหมิ่นประมาทเพราะว่ามีจดหมายของธัญญทิพย์เอง มักที่จะพาดพิงถึง เอเอสทีวี ตลอดเวลา โดยที่เราไม่เคยไปพาดพิงอะไรถึงคุณก่อน SMS นี้ก็เช่นเดียวกันครับ แต่อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ผมว่าคงไม่ใช่ประเด็นหลัก ผมคิดว่าที่ผมแถลงข่าววันนี้ น่าที่จะเพียงพอและ แฉกลับแล้วนะครับ ว่าอะไรเป็นอะไร ก็แค่นี้แหละครับ ขอเตือนนะครับว่าคุณมีเวลาอีกไม่นาน
ลับจนเละ
จากคอลัมน์ รุ้งตัดแวง
หนังสือพิมพ์ข่าวสด 25 ธ.ค. 2552
โดย สปาย-กลาส
กรณี “เอกสารลับมาก” เรื่อง “แนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” (และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ สหายร่วมรบกลุ่มพันธมิตร ส่งถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นทำท่าจะ “ลับจนเละ” จริงๆ
เพราะเล่นลับ-ลวง-พรางจนระเบิดเถิดเทิงไปหมด ผลตอนนี้จึงปรากฏว่าออกข่าว “รับรู้” กันไปทั่วโลก!
ในเบื้องแรกพบว่า เอกสารดังกล่าวจัดทำโดยกองเอเชียตะวันออก 2 กรมเอเชียตะวันออก แต่ขณะนี้เมื่อกลายเป็น “ประเด็นร้อน” ฉาวโฉ่ขึ้นมา…
แผน “ปล่อยข่าว” เพื่อชี้ตัว “ผู้กำหนดทิศทางเอกสารลับ” ตัวจริง ก็เริ่มเดินเครื่อง
ข่าววงในอ้างว่า ท่านทูตสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก รองเลขาธิ- การนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ และตำแหน่งล่าสุดที่ปรึกษานายกษิต
คือ “คนต้นคิด” ผู้ลงมือร่างกรอบเนื้อหาในเอกสารลับด้วยตัวเอง!?
จากนั้นก็ “ชง” เอกสารส่งต่อไปถึงหน่วยงานอื่นๆ เช่น หน่วยความมั่นคง กองทัพ กระทรวงพาณิชย์ และยังส่งไปถึงส.ส. ประ ชาธิปัตย์ ก่อนหลุดถึงมือ “เพื่อไทย”
เพื่อ “ผลักดัน” ให้แผนตอบโต้นายกฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา กับแผนขจัด “ภัยหลัก” อันหมายถึงพ.ต.ท.ทักษิณ กลายเป็นจริง!
สำหรับตัวทูตสุรพงษ์เองแล้ว ใครๆ ในกระทรวงต่างประเทศต่างทราบดีว่า เป็นคนรักชาติ รักความยุติธรรมสูง กล้ายืนหยัดให้ข้อมูลความผิดปกติด้าน “นโยบายต่างประ เทศ” ของรัฐบาลทักษิณอย่างไม่หวาดหวั่น กระทั่งถูกพ.ต.ท.ทักษิณตราหน้าว่า “ไอ้ทูต 3 ตัว” บนเวทีพันธมิตร
ไม่ว่าเนื้อหาในเอกสาร “ลับมาก” จะเกิดจากความคิดทูตสุรพงษ์จริงตามข่าวปล่อยหรือไม่ แน่นอนที่สุดว่า แรงจูงใจของคนที่ทำลงไปน่าจะมาจากความรักชาติเต็มเปี่ยม
เพียงแต่สิ่งควรระวัง คือ บางครั้งถ้าปล่อยให้ “อารมณ์รักชาติ” ครอบงำเหนือ “เหตุและผล” มากเกินไป
ยุทธศาสตร์ที่กำหนดออกมา อาจส่งผลร้ายมากกว่าดี โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ!
ทักษิณส่ง ส.ค.ส. ปีใหม่ถึงคนเสื้อแดง
โครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคโกเต๊กซ์ (พรรคการเมืองใหม่) ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2552
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่
นายสนธิ ลิ้มทองกุล
หัวหน้าพรรค
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
รองหัวหน้าพรรค
นายสุริยะใส กตะศิลา นายนรัณยู วงศ์กระจ่าง
เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค
นายสำราญ รอดเพชร นายชุมพล สังข์ทอง พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์
โฆษกพรรค นายทะเบียนพรรค เหรัญญิกพรรค
นายประพันธ์ คูณมี นางสาวอาภารัตน์ ชาติกำจร นายสุทธิ อัฌชาศัย
กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค
นายชาลี ลอยสูง นายบรรจง นะแส นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก
กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค
นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ นายเทิดภูมิ ใจดี
กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค
พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ นางลักขณา ดิษยะศริน นางเสน่ห์ หงส์ทอง
กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค
นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์ นายพิชิต ไชยมงคล นายธัญญา ชุนชฎาธาร
กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค
นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์ นายสราวุธ นิยมทรัพย์ นายรังษี ศุภชัยสาคร
กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค
‘ใบตองแห้ง’ ออนไลน์: “มาบตาพิษ”ชัยชนะ(?)ของ”การเมืองใหม่”
ประชาไท : ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่จัดอันดับ 10 ก้าวหน้า 10 ถดถอย แล้วยกให้กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับ 65 โครงการมาบตาพุด เป็นอันดับหนึ่งของความก้าวหน้าทางสิทธิมนุษยชนในปี 2552
กรณีนี้จะมองเป็น “ชัยชนะของประชาชน” ชาวมาบตาพุดเพียงด้านเดียวไม่ได้ เพราะมันส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อผู้ประกอบการ ต่อแรงงาน และต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งก็มี “ประชาชน” ได้รับผลอีกด้านหนึ่งเช่นกัน และอาจจะกว้างขวางใหญ่โตกว่าด้วยซ้ำ
ผลกระทบนี้ยังอาจจะเป็นผลลบด้านกลับต่อการต่อสู้ของภาคประชาชน ถ้ามีสายตายาวไกลพอ
นอกจากนี้ คำสั่งศาลดังกล่าวยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมาย ซึ่ง-แม้ใจหนึ่งจะชื่นชมยกย่องว่าตุลาการท่านกล้าหาญอย่างยิ่งในการออกคำสั่งดังกล่าว โดยไม่กริ่งเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อเครือธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. (และปูนซีเมนต์ไทย) แต่ผมก็มีความรู้สึกตะหงิดๆ กังขาคาใจ จนต้องอุตสาหะไปสัมภาษณ์อาจารย์วรเจตน์ (ทั้งที่อยู่ในสภาพไร้ทรัพยากรและทีมงาน ต้องแกะเทปเองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี)
ซึ่งก็ได้คำตอบที่ชัดเจนในประเด็นกฎหมาย ได้ความเห็นอย่างที่อยากได้ นี่ไม่ได้แปลว่าวรเจตน์พูดอะไรผมต้องเห็นเป็นนกเป็นไม้ แต่บอกแล้วว่าสามัญสำนึกทำให้เกิดความรู้สึกตะหงิดๆ ตั้งแต่แรก เพียงอธิบายเองไม่ถูก ต้องหาผู้รู้มาอธิบาย
วรเจตน์พูดถึงดุลยภาพของสิทธิทั้งสองด้าน สิทธิชุมชน สิทธิของผู้ประกอบการ และแย้งว่าไม่ควรจะ extreme ไปด้านใดด้านหนึ่ง นั่นเป็นสิ่งที่นักสิทธิมนุษยชนและภาคประชาชนควรคำนึงถึง กฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรม คุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพียงแต่กฎหมายไม่ได้บอกว่าคุ้มครองเพียงความเป็นธรรมของชาวบ้าน สิทธิของคนจน สิทธิของม็อบ กฎหมายต้องคุ้มครองสิทธิของ “นายทุน” ด้วยเช่นกัน
เมื่อเคลียร์ประเด็นทางกฎหมายแล้ว สิ่งที่ผมอยากพูดต่อไปก็คือ ทัศนะต่อการต่อสู้ของภาคประชาชน รวมทั้งคำถามว่านี่คือ “ชัยชนะของประชาชน” จริงหรือไม่
ทั้งนี้ไม่ใช่ผมไม่เข้าใจมุมมองของภาคประชาชน ไม่ใช่ไม่เข้าใจความทุกข์ทรมานของชาวมาบตาพุด ที่ต้องทนรับพิษร้ายตกทอดไปชั่วลูกชั่วหลาน เพราะผมเคยไปมาบตาพุด ไปสัมภาษณ์สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก และตัวแทนชาวบ้าน แค่ลงจากรถก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศที่หายใจเข้าไปแย่มาก เราอยู่แป๊บเดียวยังอึดอัด แล้วชาวบ้านที่เขาต้องทนอยู่ทั้งชีวิตล่ะ ปัญหาคุณภาพน้ำ อาหารการกิน ปลา เคย ที่มาจากทะเล ผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ และสภาพแวดล้อมอื่นๆ อีกล่ะ มันเป็นความทุกข์ทรมานร้ายแรงเร่งด่วนที่ทำอะไรได้ก็ต้องรีบทำ เพื่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนบริสุทธิ์ผู้ได้รับเคราะห์กรรมจากการลงทุนที่ไม่รับผิดชอบ
ที่พูดนี่ไม่ใช่ออกตัวตามสูตร เพราะหลายปีที่ผ่านมา ผมก็เป็นปากเสียงให้การต่อสู้ของภาคประชาชนมาตลอด สัมภาษณ์ NGO มานับไม่ถ้วน ขอให้บอกเหอะ รสนา สารี วิทูรย์ นิมิตร์ หาญณรงค์ หมอวิชัย หมอชนบท ฯลฯ ไอ้มด วนิดา หมอหงวน สุวิทย์ วัดหนู สัมภาษณ์ตั้งแต่มีชีวิตยันงานศพ จะเรื่องยา เรื่องคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องต่อต้าน FTA เรื่องต่อต้านอะไรที่ไหน ขอให้บอก บ่อนอก บ้านกรูด บางสะพาน ผมไปเองไม่ได้มีใครสั่ง (ไม่เคยได้สปอนเซอร์จาก สสส.-ฮา)
เพียงแต่ยังไม่เคยจัดฉากให้นักอนุรักษ์กอดต้นไม้ถ่ายภาพ เท่านั้นเอง
ฉะนั้นแม้ไม่อาจบอกว่าผมเข้าใจภาคประชาชนดี (เพราะไม่เคยเป็น NGO และชาตินี้ไม่คิดจะเป็น) แต่ผมก็เป็น “ผู้สังเกตการณ์” ที่ใกล้ชิดภาคประชาชนตลอดมา
หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ผมไปนั่งคุยกับเพื่อน (อดีตสหาย) ที่สนับสนุนพันธมิตรสายภาคประชาชน เขาเชียร์พันธมิตร แม้ไม่เอาทั้ง “ทุนสามานย์” และ “ศักดินาล้าหลัง”
คุยกันเรื่องมาบตาพุดแล้วผมก็แสดงความเห็นแย้งทางกฎหมาย และบอกว่าเราควรคิดถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจ แน่นอนผมไม่แยแสไอ้พวกที่โวยวายว่านักลงทุนจะหนีไปประเทศที่เข้มงวดน้อยกว่า อย่างจีน (ที่ใช้เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ! พัฒนาทุนนิยมโดยไร้ความรับผิดชอบ มลพิษท่วมเมือง) แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เพราะผู้ลงทุนต้องการกฎเกณฑ์ที่มั่นคง แน่นอน มั่นใจได้ จะเข้มงวดอย่างไรก็ขอให้มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่เขาเข้าใจว่าทำได้ ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับมาหงายหลังตึง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันไม่ใช่ว่าทั้ง 65 โครงการจะตั้งหน้าตั้งตาเจตนามาปล่อยสารพิษฆ่าคนมาบตาพุดให้สูญพันธุ์ โครงการส่วนใหญ่อาจจะทำถูกต้องด้วยซ้ำ เพียงแต่ยังไม่ได้ทำตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแค่ “กระบวนการ” เท่านั้น แต่เนื้อหาจริงๆ เขาอาจจะสอบผ่านหมด ฉะนั้นผมอยากเห็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แยกแยะไปทีละโครงการ จัดการกับพวกที่ทำให้เกิดมลพิษ แล้วให้คนที่เขาทำถูกต้องดำเนินต่อไปโดยสะดวกไม่มีปัญหา
เพื่อนผมเห็นด้วย แต่เขามองอีกมุม
“คุณจะเอาอะไรกับไอ้ประเทศเฮงซวยนี่ ที่มีแต่การคอรัปชั่น อำนาจทุกขั้ว นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร อำมาตย์ ไม่มีดีทั้งนั้น เราจะเอาระบบอะไรกับมัน ไม่มีทางเป็นไปได้”
ในทัศนะของเขา ถ้ารอแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ทำทุกอย่างถูกต้อง ชาวมาบตาพุดตายก่อน เพราะที่ผ่านมาหลายแห่งก็ทำถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการพิจารณาเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ผ่านปัญหาคอรัปชั่นที่เน่าเฟะ คนมาบตาพุดจึงมีสิทธิที่จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อปกป้องตนเองและลูกหลาน
เพื่อนผมจึงเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นต้องใช้ “ยาแรง” คำสั่งศาลเป็นการ “ช็อต” ระบบ ทำให้สังคมไทยตื่น แน่นอนว่าอาจจะมีผู้ลงทุนหลายรายใน 65 โครงการ ที่ไม่ได้คิดจะก่อมลพิษ แต่ก็จำเป็นต้องถูกบูชายัญ เพื่อทำให้เกิดความตื่นตัวขนานใหญ่ในเรื่องมลภาวะ ปลุกประชาชนให้ตื่นขึ้นมาปกป้องคุ้มครองสิทธิของตัวเอง เพราะเขาไม่หวังอีกแล้วว่าการแก้ปัญหาตามระบบจะเป็นไปได้ ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนเรื่องใหญ่ การคอรัปชั่นฝังรากลึก ลงมาถึงสถานีตำรวจ เขต เทศกิจ จราจร แก้ไขไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องทำให้ประชาชน ชุมชน ลุกขึ้นมาจัดการปัญหา
ผมฟังแล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน และยอมรับข้อหนึ่งว่า เออ ถ้าเราเป็นคนมาบตาพุด เราก็จะไม่คำนึงถึงหลักการ ไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางวิธีการ ไม่คำนึงถึงข้อโต้แย้งทางกฎหมาย ไม่คำนึงถึง “สิทธิของนายทุน” เพราะเราจะตายอยู่แล้ว (นี่หว่า)
คนมาบตาพุดมีสิทธิต่อสู้ ทุกวิถีทาง สุทธิมีสิทธิต่อสู้ ทุกวิถีทาง เพื่อมวลชนของเขา เพื่อไล่อุตสาหกรรมปล่อยมลพิษ ใช่เลย เพียงแต่ถ้าบอกว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีสิทธิต่อสู้ทุกวิถีทาง กระทั่งไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย เพื่อไล่ระบอบทักษิณ มันไม่ใช่ (ฮา)
อย่าว่าผมมั่ว เอาเรื่องไม่เกี่ยวกันมาพัวพัน เพราะความจริงมันเกี่ยว
ทัศนะของเพื่อนผมสะท้อนทัศนะของพันธมิตรสายภาคประชาชน ที่ความจริงไม่ได้นิยมชมชื่นศักดินาอำมาตย์ที่ไหน แต่พวกเขามองว่าอำมาตยาธิปไตยน่ะเป็นเหมือนอาทิตย์อัสดง ขณะที่ทุนสามานย์รวมศูนย์อำนาจเข้มแข็ง พวกเขาหมดความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานจากการเลือกตั้ง หมดความเชื่อมั่นระบอบการปกครองที่เน่าเฟะ คอรัปชั่นตั้งแต่บนสุดถึงล่างสุด พวกเขาจึงเชื่อว่า “การเมืองใหม่” เท่านั้นที่จะเป็นทางออก “การเมืองใหม่” ที่ไม่ใช่ 70-30 ดังปากพูด แต่ “การเมืองใหม่” จริงๆ ที่พวกเขาต้องการคือให้ภาคประชาชนสามารถแทรกตัวเข้าไปมีอำนาจ ท่ามกลางความย่อยยับของระบอบทักษิณ และความอ่อนล้าของอำมาตยาธิปไตย (Chaos = อนาธิปไตย)
นี่…คือการมองพันธมิตรภาคประชาชนในแง่ดีมากนะครับ คือเข้าใจในเจตนาดี แต่ไม่เห็นด้วยทั้งหลักการและวิธีการ
ถ้าเราย้อนมองการต่อสู้ของชาวมาบตาพุด เราจะเห็นมิติใหม่ของการต่อสู้ของภาคประชาชน เพราะชาวมาบตาพุดน่ะต่อสู้มานับสิบปีแล้ว เป็นข่าวครึกโครมมาหลายปีดีดัก แต่เพิ่งจะมามีพลังการต่อสู้และประสบความสำเร็จเอาใน 2-3 ปีนี้เอง เมื่อมีผู้นำอย่าง สุทธิ อัชฌาศัย ผู้สวมหมวก 2 ใบ คือผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาชนภาคตะวันออก และแกนนำพันธมิตรภาคตะวันออก กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่
หมวก 2 ใบนี้แยกกันไม่ออก เป็นเหมือนเงื่อนไข “ต่างตอบแทน” ในขณะที่มวลชนภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในกำลังหลักของพันธมิตร (สุวรรณภูมิใกล้แค่นี้เอง) เรื่องราวของชาวมาบตาพุดก็ได้รับการถ่ายทอดทาง ASTV ได้แรงหนุนจากสื่อกระแสหลัก นักวิชาการ นักกฎหมาย ที่เป็นพันธมิตรของพันธมิตร สุทธิและชาวมาบตาพุดเข้าถึงช่องทางการต่อสู้หลากหลายรูปแบบ เข้าถึงชนชั้นนำ ได้เสียงชนชั้นกลาง มีอำนาจต่อรองมากขึ้น สร้างกระแสสังคมสนับสนุนมากขึ้น ตัวสุทธิเองก็เข้าไปเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่หมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ (ณ พันธมิตร) ผลักดันให้อานันท์ ปันยารชุน (แบ็กพันธมิตร) มาเป็นประธานกรรมการแก้ไขปัญหา
ถามว่าถ้าสุทธิไม่โดดมาเป็นพันธมิตร พวกเขาจะประสบผลสำเร็จเช่นนี้หรือไม่
มาบตาพุดจึงเป็นภาพสะท้อนมิติใหม่ของการต่อสู้ภาคประชาชน ที่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น และเริ่มเข้าไปมีส่วนแบ่งอำนาจ ไม่ใช่ภาพการต่อสู้ของภาคประชาชนในอดีต ที่สู้แล้วแพ้ ได้แค่ความเห็นใจ ลงท้ายผู้นำถูกยิงตาย ถามว่าผมอยากเห็นแบบนั้นซ้ำซากหรือ ก็ไม่ใช่ แต่การมีอำนาจและใช้อำนาจ ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม
ที่บอกว่าภาคประชาชนเริ่มมีอำนาจ ไม่ได้พูดเว่อร์นะครับ มีจริงๆ กองทัพภาคประชาชน (ณ พันธมิตร) มีท่อน้ำเลี้ยงจากเครือข่ายลัทธิประเวศ ทั้ง พอช. สสส. มีสื่อให้ใช้ ทั้ง ASTV และสื่อกระแสหลักทั้งหลาย มีมือกฎหมายเจ๋งๆ (อย่างเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ม.7) มีนักวิชาการทุกมหาลัยพร้อมลงชื่อเป็นหางว่าวออกแถลงการณ์สนับสนุน มีคนเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ ในสภา ในวุฒิสภา มีแนวร่วมในหมู่ขุนนางอำมาตย์ (และมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเองแร้วด้วยยย…)
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะภาคประชาชน (ณ พันธมิตร) มีบทบาทสำคัญในการไล่ระบอบทักษิณ แล้วเกิดสภาวะที่รัฐอำมาตยาธิปไตยอุปถัมภ์อ่อนแอ จึงทำให้ภาคประชาชนมีอำนาจต่อรองสูง (จะสูงยิ่งขึ้นถ้าช่วยกันเลือกพรรคการเมืองใหม่ ฮิฮิ)
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี ถ้าเชียร์สิทธิชุมชน ชาวมาบตาพุด บ้านกรูด บ่อนอก บางสะพาน ฯลฯ ก็เหมือนไม่มีอะไรต้องค้าน และต้องยอมรับคุณูปการด้วยว่าคุณสามารถแปร Chaos มาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ไม่น้อย
จะเปรียบไปก็คล้ายกับหลังรัฐประหาร ที่หมอมงคลเป็น รมว.สาธารณสุข นำแพทย์ฝ่ายก้าวหน้าประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ ดัดหลังบรรษัทยาข้ามชาติที่ขายยาราคาแพงมหาโหด เป็นคุณูปการที่ผมยกย่อง สดุดี แม้จะต้องทนผะอืดผะอมที่เห็นแพทย์ฝ่ายก้าวหน้าสนับสนุนและปกป้องรัฐประหารเป็นวรรคเป็นเวร
แต่ครั้งนั้นยังรับได้กว่าครั้งนี้ เพราะอย่างน้อยก็ยังไม่ได้บังคับใช้สิทธิยารวดเดียว 65 ตัว มันเป็นเรื่องระหว่าง extreme กับความเหมาะสม
ฉะนั้นในขณะที่ภาคประชาชนไชโยโห่ร้องว่า คดีมาบตาพุดคือ “ชัยชนะของประชาชน” ผมมองในมุมกลับก็พบว่าครั้งนี้ภาคประชาชน NGO เจอปฏิกิริยาด้านลบ ถูกเหม็นขี้หน้าอย่างกว้างขวางเช่นกัน
ไม่คิดบ้างหรือว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการต่อสู้ครั้งต่อๆ ไป
ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” ภาคประชาชน ที่หวังว่าคงไม่ถูกมองเป็น “พวกนายทุน” ขอย้ำว่าผมยอมรับว่าชาวมาบตาพุดมีสิทธิต่อสู้ทุกรูปแบบวิธีการ เพื่อชีวิตตัวเองและลูกหลาน (เหมือนแม่ศิวรักษ์มีสิทธิทำทุกอย่างไม่ให้ลูกติดคุก) แต่คุณก็ต้องยอมรับสิทธิของคนอื่นที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นต่าง โดยไม่ใช่ว่าเป็นพวกนายทุนเสียหมด เหมือนใครไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรคือพวกทักษิณ
ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” ผมขอตั้งข้อสังเกตตรงๆ ว่า ทัศนะของนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน “มีปัญหา” มีมานานแล้วด้วย
คือไอ้ความเป็นนักเคลื่อนไหวน่ะมันไม่ง่ายหรอก แต่ก็ไม่ยาก ขอแค่เกลียดอำนาจรัฐ เกลียดนายทุน ต่อต้านกลไกรัฐ ต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์ ฯลฯ ไปยาลน้อยไปยาลใหญ่ ใช้อุดมการณ์แรงกล้าเดินขบวน นำม็อบชาวบ้านลุยตำรวจ เวลายื่นข้อเรียกร้องจะเอาคืบต้องยื่นศอก จะเอาศอกต้องยื่นวา เพื่อมาต่อรองกับนักการเมืองชั่วววข้าราชการเลววว… บอกแล้วว่าคุณต่อสู้แทนชาวบ้าน ทำอะไรก็ไม่ผิด
แต่เวลาที่คุณจะก้าวขึ้นมามองภาพรวมของสังคม ที่มันมีทั้งกระแสหลักกระแสรอง ต้องคำนึงถึงทั้งการพัฒนาทุนนิยม และคำนึงถึงผู้บริโภค คำนึงถึงคุณภาพชีวิต ให้มันสมดุลและไปด้วยกัน คุณต้องมองอะไรกว้างกว่านั้น ไม่ใช่ยึดแค่ทัศนะเดิมสูตรสำเร็จ
ทัศนะของ NGO ที่อยู่กับการต่อสู้เพื่อผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ นานๆ เข้าก็กลับจากขอบเข้ามาอยู่ตรงจุดศูนย์กลางไม่ได้เหมือนกันนะครับ NGO ส่วนใหญ่จึงถลำเข้าไปใน “ลัทธิประเวศ” ปฏิเสธทุนนิยม ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ แต่ก็หาคำตอบให้สังคมไม่ได้
ที่ผ่านมา NGO ยังเป็นกระแสรองของสังคม บอกแล้วว่าแพ้ตลอด ได้แค่ความเห็นใจ มันก็มีความอัดอั้น เก็บกด แต่เวลาที่คุณจะก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งอำนาจ ไม่ได้เป็นผู้แพ้ตลอดศกอีกแล้ว คุณต้องรู้จักมองภาพกว้าง หัดทำความเข้าใจทุนนิยม หัดเรียนรู้เศรษฐศาสตร์มหภาค ดัชนีตลาดหุ้น ค่าเงินบาท ฯลฯ เสียมั่ง เพราะมันส่งผลไปถึงปากท้องของคนยากคนจนอีกมากมายเช่นกัน (หรือถ้าจะไม่เอาระบอบทุนนิยมก็โปรดดีไซน์ระบอบสังคมใหม่ให้ดู)
คุณต้องรู้จักคิดถึงอกเขาอกเรา แม้คุณจะคิดว่าไอ้พวกนายทุนเชี่ยๆ มันไม่เคยคิดถึงหัวอกเรา แต่มันก็คือตัวแทนของกระแสหลักในสังคม มันจ้างงาน มันจ่ายภาษี มันกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ (รวมทั้งทำให้เกิดการกินเหล้า สูบบุหรี่ แล้ว สสส.จะได้มีเงินมาหนุน NGO-ฮิฮิ)
ผมชื่นชมนักต่อสู้อย่างสุทธิ อัชฌาศัย, บรรจง นะแส, ภินันทน์ โชติรสเศรณี ฯลฯ ประเทศไทยต้องมีคนอย่างนี้เยอะๆ เพื่อสร้างอำนาจชุมชน ต่อรองถ่วงดุลอำนาจรัฐ ต่อต้านการพัฒนาทุนนิยมที่ไม่รับผิดชอบ
ผมยกย่องพวกเขา เพราะคนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่สามารถต่อสู้อย่างพวกเขาได้ ไม่สามารถเสียสละ ทุ่มเท อุทิศตัว ยังเห็นแก่ความสุขสบายส่วนตัว เกินกว่าจะพลีทุกอย่างได้
อย่างไรก็ดี บทเรียนของเหมาเจ๋อตงที่เสียสละทุกอย่างเพื่อการปฏิวัติ แล้วนำประเทศไปจ่อปากเหวแห่งหายนะ ก็สอนเราว่าการเป็น “นักต่อสู้” ไม่สามารถอาศัยแค่จิตใจ ไม่สามารถอาศัยแค่อุดมการณ์
คือถ้าคุณจะชูป้ายเย้วๆ นำมวลชนมาลุยตำรวจหน้าทำเนียบ คุณอยากสุดขั้วสุดโต่งแค่ไหนก็เชิญตามสบายครับ แต่ถ้าคุณอยากเข้ามามีอำนาจ มีสิทธิเสียงต่อรองในสังคม หรืออยากมีฐานะทางการเมือง มีส่วนกำหนดนโยบายของประเทศ
คุณก็ต้องเข้าใจว่าการเป็นสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักอนาธิปไตยผู้อุทิศชีวิตเพื่อคนยากคนจน มันยังแตกต่างห่างไกลกับการเป็นลูลา ดา ซิลวา อยู่หลายขุมเด้อ! อาจต้องใช้เวลาเดินทางอีกหลายปีแสง ถ้าจะก้าวไปบริหารประเทศ พัฒนาการเมืองภาคประชาชนให้เป็นปึกแผ่น เป็นพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง
ฉะนั้น ถ้าสมมติว่าเกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว พรรคการเมืองใหม่เหินหาว ชนะถล่มทลาย สนธิเป็นนายกฯ สุทธิเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม บรรจงเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ภินันทน์เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์
อันดับแรกผมจะชูจั๊กกะแร้แสดงความยินดีกับพวกคุณ ผู้มีจุดยืนต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างแน่วแน่ แต่อันดับสอง ผมก็จะบอกว่านับถอยหลังได้แล้วประเทศไทย เพราะความฉิบหายทางเศรษฐกิจกำลังมาเยือน!
นี่อาจสมมติอะไรเว่อร์ไป แต่เมื่อวกกลับมาที่ “ชัยชนะของภาคประชาชน” ในกรณีมาบตาพุด ผมก็อยากบอกด้วยความหวังดีว่า ชัยชนะแบบ extreme ในขณะที่ภาคประชาชนเพิ่งจะได้อำนาจต่อรองมาแค่หยิบมือ มันก็อาจเป็นเหมือน “ชัยชนะ” ที่พันธมิตรประกาศหลังยึดสนามบิน แล้วศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคพลังประชาชน
คือเป็นชัยชนะที่จะมีผลกระทบมีปฏิกิริยาด้านลบกลับมาสู่การต่อสู้ของพวกคุณเอง และไม่เฉพาะพวกคุณ แต่รวมถึงภาคประชาชนทั้งหมดด้วย NGO ทั้งหมดด้วย ที่จะถูกตั้งแง่จากสังคม
ใบตองแห้ง
บทเรียนเอกสารลับ จาก เพนตากอน เปเปอร์ ถึง กต 1302/2318
ข่าวสด : หลักการ “ป้อมค่ายตีแตกจากภายใน” เป็นสัจธรรมแห่งสงคราม ไม่ว่าจะเป็นในสมรภูมิหลั่งเลือดหรือ ในสมรภูมิที่ไม่หลั่งเลือด
บทสรุปนี้ได้มาจาก สงครามกรุงทรอย
นั่นก็คือ ฝ่ายของยูลิสเซสได้จัดทำม้าไม้ขนาดมหึมา ภายในนั้นซ่อนพลรบเอาไว้จำนวนมาก
พวกกรุงทรอยเห็นจึงลากม้าไม้เข้าไปไว้ในเมือง
เมื่อสบโอกาสเหมาะ ยามรัตติกาลพลรบที่ซ่อนตัวอยู่ข้างในม้าไม้ก็ค่อยๆ ออกมาและไล่ล่าโจมตี
เป็นการโจมตีจาก “ภายใน” ประสานการรุกเข้าไปจาก “ภายนอก”
ตรงนี้เองนำไปสู่ผลึกทางความคิดทางการยุทธ์ที่ว่า “ป้อมค่ายตีแตกจากภายใน” ผลึกทางความคิดนี้ใช้ได้ทั้งในสงครามจริงๆ ที่มีการหลั่งเลือด
และแม้กระทั่งในสงคราม “การเมือง” ที่ไม่หลั่งเลือด
ไม่ว่าจะเป็นสงครามจรยุทธ์จากความจัดเจนของ เหมาเจ๋อตุง ไม่ว่าจะเป็นสงครามจรยุทธ์จากความจัดเจนของ โว เหวียน ก๊าป
หลัก “ป้อมค่ายตีแตกจากภายใน” ยังคงเป็นสัจธรรม
เมื่อปี 2518 คนไทยได้ยินกองกำลัง “แซปเปอร์” จากการเปิดเผยของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ที่เข้ามาแสดงบทบาทในการซุ่มโจมตีฐานทัพสหรัฐที่อุดรธานี
ชื่อดั้งเดิมของ “แซปเปอร์” คือ “ดัคกง”
กองกำลังจรยุทธ์เหล่านี้สันทัดอย่างเป็นพิเศษในการรุกเข้าไปโจมตีฝ่ายศัตรูโดยแตกเสียงปืนจากภายในฐาน
เมื่อแตกเสียงปืนในฐาน กำลังที่ซุ่มอยู่ข้างนอกก็บุกเข้าไป
จีไอในสมรภูมิเวียดนามรับรู้ฤทธิ์เดชการสู้รบของ “ดัคกง” เป็นอย่างดี เหมือนๆ กับทหารก๊กมินตั๋งรับรู้ฤทธิ์เดชของทหารปลดแอกจีนระหว่างสงครามกลางเมือง
บทเรียนนี้เป็นบทเรียนให้ตระหนักในบทบาทและความหมายของปัจจัยภายใน
หาก “ภายใน” แตกแยก ระส่ำระสาย ก็ยากจะรักษา “ฐานที่มั่น” เอาไว้ได้
พลันที่เอกสารลับมาก ด่วนที่สุด ที่ กต 1302/2318 ลงนามโดย นายกษิต ภิรมย์ หลุดรอดมาอยู่ในมือของพรรคเพื่อไทย
แทนที่จะโทษ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แทนที่จะโทษ พรรคเพื่อไทย
เพราะอยู่ๆ พรรคเพื่อไทยคงไม่ได้มาเอง เพราะอยู่ๆ นายจตุพร พรหมพันธุ์ คงไม่สามารถเนรมิตเอกสารลับมากขึ้นมาเองได้
“คนใน” ต่างหากที่นำเอาสารลับมากนี้ส่งไปให้
เหมือนกับเอกสาร เพนตากอน เปเปอร์ ที่หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ได้มา หาก ดร.เอลสเบอร์ก ไม่ส่งไปให้ ไฉน วอชิงตัน โพสต์ จะได้ข่าวอย่างชนิดเอ็กคลูซีฟ
นั่นเป็นเอกสารลับสุดยอดยิ่งกว่า เอกสารที่ กต 1302/2318 หลายเท่า
แทนที่ทำเนียบขาวจะโทษวอชิงตัน โพสต์ แทนที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐจะโทษวอชิงตัน โพสต์
ทำเนียบขาวจำเป็นต้องโทษตัวเอง
การจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนการรั่วไหลของ “เอกสาร” มีความจำเป็น
แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เมื่อชี้นิ้วออกไปยังพรรคเพื่อไทย ไปยัง นายจตุพร พรหมพันธุ์ อีก 3 นิ้วที่เหลือย่อมชี้เข้าไปยังกระทรวงการต่างประเทศ
ย่อมชี้เข้าหา นายกษิต ภิรมย์ อย่างยากจะปัดปฏิเสธได้
“ฮุนเซน”อ้างเอกสารลับ ไทยมีแผนก่อรัฐประหารรบ.เขมร-เตรียมทำสงคราม กร้าวอย่าแม้แต่จะคิด รู้ดีใครทำ
มติชน : ฮุนเซนอ่านเอกสารลับกระทรวงการต่างประเทศ ลั่นไทยมีแผนรัฐประหารรัฐบาลเขมรและเตรียมทำสงคราม ประกาศกร้าวอย่าแม้แต่จะคิด รู้ดีว่าใครทำ ส่งให้เจ้านโรดมรับรู้บุคลิกเลวร้ายผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน
สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาโจมตีไทยอีกรอบ โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยมีแผนที่จะก่อรัฐประหารรัฐบาลกัมพูชา โดยอ้างตามเอกสารลับของกระทรวงการต่างประเทศที่ถูกนำมาออกมาเผยแพร่ก่อนหน้านี้
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมว่า สมเด็จฯฮุน เซน ระบุว่า ได้เห็นเอกสารลับของทางการไทยที่ระบุถึงแผนก่อรัฐประหารดังกล่าว และได้นำเอกสารดังกล่าวขึ้นถวายองค์สมเด็จนโนดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชาเพื่อแสดงให้เห็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียกว่าเป็น ” บุคลิกเลวร้ายของผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน “
” ในเอกสารลับบอกเอาไว้ว่า แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยไม่ได้เห็นด้วยที่จะก่อรัฐประหารขึ้นในกัมพูชา ก็มีคนอื่นกำลังดำเนินการเรื่องดังกล่าวอยู่ ” นายกฯกัมพูชากล่าวและว่า ” อย่าแม้แต่จะคิด ผมรู้ดีว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ “
สมเด็จฯฮุน เซน กล่าวด้วยว่า ได้เห็นเอกสารของไทยที่แสดงให้เห็นว่า ไทยกำลังพิจารณาว่าจะเปิดฉากทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาหรือไม่ ” พวกคุณวาดเค้าโครงว่าในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายเอาไว้ ซึ่งรวมถึงการเตรียมการที่ก่อสงครามกับกัมพูชา ” นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ระบุ
“แม้ว”อวยพรส.ส.เพื่อไืทยเตรียมตัวเป็นรัฐบาล-โยนหินถามทางกลับไทยสงกรานต์
มติชน : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค เวลา 19.50 น. วันที่ 23 ธันวาคม ระหว่างงานเลี้ยงปีใหม่ของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.ทักษิณ วิดีโอลิงก์มาในงาน มีนายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายจักรภพ เพ็ญแข นั่งขนาบข้าง พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าขอร่วมปาร์ตี้ด้วยอีก 3 คน และจากนั้นสอบถาม พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี ตท.10 และสมาชิกพรรค ที่ให้สัมภาษณ์เรื่อง พล.อ.สุรยุทธ์ ว่าเป็นอย่างไร ถึงทำให้เต้นกันไปหมด และการที่ พล.อ.สุรยุทธ์ชักเข้าชักออกอย่างนี้คงไม่ได้รับอนุญาตจริงๆ และยังกล่าวทักทายเพื่อน ตท.10 คนอื่นๆ
โยนหินถามทางกลับสงกรานต์
“ผมยังสบายดี ยังกินได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ตรุษจีนนี้ขอเชียร์อยู่ข้างนอก ยังไม่ได้กลับไปตรุษจีนที่ประเทศไทย แต่กำลังคิดอยู่ว่าถ้าตรุษไทย (สงกรานต์) จะกลับไปดีหรือเปล่า”พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวตอนหนึ่ง และได้อวยพรปีใหม่ ส.ส. ว่าขอให้ทุกคนมีความสุข และขอให้ปีใหม่ 2553 เป็นปีของพรรคเพื่อไทย เพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายด้าน ขอให้ทุกคนทำตัวเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ เพราะการเป็นนักการเมืองที่แย่ มีตัวอย่างให้ดูตลอด 2552 แล้ว เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลได้ทำให้เห็นแล้ว ในอนาคตใครเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่ว่าจะคิดแย่อย่างไรก็คงไม่แย่ได้เท่านี้อีกแล้ว
อวยพร”ส.ส.พท.”เตรียมเป็นรบ.
“สำหรับปีใหม่ไม่รู้ว่าเดือนใดจะเป็นเดือนของพรรคเพื่อไทย แต่ที่เคยบอกว่า ทูเดย์ อีส มายเดย์ นั้นปี 2553 จะเป็นดีส เยียร์ อีส มายเยียร์ เพราะไม่มีครั้งใดแล้วที่ประชาชนจะออกจากบ้านมาต่อสู้กับเรามากขนาดนี้ เรื่องนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลและมีผู้อำนาจนอกเหนือรัฐบาลที่ทำให้เกิดสองมาตรฐานครั้งแล้วครั้งเล่า วันนี้เขากลั่นแกล้งเราเท่าไร ก็เท่ากับกำลังเพิ่มคะแนนให้เราเท่านั้น จึงต้องยิ้มรับกับความไม่ยุติธรรมทั้งหลาย ปีใหม่นี้ขอให้ทุกคนแข็งแรงและเตรียมตัวเป็นรัฐบาล”พ.ต.ท.ทักษิณระบุ
ช่วงท้ายของการวิดีโอลิงก์นายสมชายได้จับรางวัลใหญ่ โดยให้ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศรายชื่อ ส.ส.ผู้ได้รับรถยนต์โตโยต้า วีโก้ คือนายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ ส.ส.ศรีสะเกษ ด้วย
อัยการสั่งทนายพา ‘ศาสดาโกเต๊กซ์’ รายงานตัวคดีหมิ่นสถาบันทันทีหลังกลับ ตปท.
เนชั่นแชนแนล : 23 ธค. 2552 19:55 น.
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน ได้มอบหมายให้ทนายความ เดินทางมาขอเลื่อนการเข้ารายงานตัวในการฟังคำสั่งคดี ต่ออัยการฝ่ายคดีอาญา เนื่องจากนายสนธิ อยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ จึงไม่สามารถมาฟังคำสั่งได้ตามกำหนด
อย่างไรก็ตาม อัยการพิจารณาแล้วให้ทนายความพานายสนธิ มารายงานตัวทันที ที่กลับจากต่างประเทศ เพื่อฟังคำสั่งคดี โดยอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องนายสนธิ ในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีนำคำปราศรัยจาบจ้วงสถาบันของน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช. ) ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก 18 ปี ในคดีหมิ่นเบื้องสูง มาเผยแพร่ซ้ำบนเวทีพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 โดยอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เจ้าของสำนวน ได้ส่งสำนวนความเห็นดังกล่าวเสนอต่อนายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เพื่อพิจารณาต่อไป
“จตุพร”ซัดภท.ไม่บังควรตะโกน”เนวิน สุดยอด”ในงานเฉลิมฯ
มติชน : นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า กรรมการมูลนิธิ 5 ธันวามหาราชให้ข้อมูลตนว่า ทุกปีจะใช้งบประมาณ 15 ล้านบาทจัดงานวันเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งที่มาของงบฯ ทั้งหมดมาจากเงินบริจาค 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะคนเป็นประธานจัดงานต้องบริจาคงบประมาณที่นำมาใช้ตรงนี้ แต่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย ได้ใช้งบประมาณจำนวน 150 ล้านในการจัดงานบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมกับมีสปอนเซอร์ 23 ตัว อีกไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท สำหรับจัดงาน 7 วันเหมือนกับการจัดงานของมูลนิธิ 5 ธันวาฯ จนขณะนี้นายเนวินยังไม่กล้าแจงบัญชีทั้งหมด
“ที่สำคัญคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ควรมาบอกว่าตัวเองจงรักภักดี เพราะถ้าจงรักภักดี คงไม่ปล่อยให้มีการหากินกันในการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากนี้ นายเนวินทำเหมือนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เพราะในวันที่ 13 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน แทนที่จะสดุดีด้วยการกล่าวถวายพระพรชัยมงคลว่าทรงพระเจริญ เหมือนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนเสร็จสิ้นงานวันที่ 9 มิถุนายน 2549 แต่เหล่าบรรดาสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ขึ้นไปอยู่บนเวทีที่ลานพระบรมรูปทรงม้ากลับพร้อมใจกันตะโกนว่า “เนวิน สุดยอด” ” นายจตุพร กล่าว
ปธ.อนุสมานฉันท์ให้”ทักษิณ”กลับมาติดคุกบันไดสู่การยุบสภา-เจรจาแก้ รธน.-จัดลือกตั้งใหม่
มติชน : ปธ.อนุกก.ศึกษาสมานฉันท์ร้อง”ทักษิณ”กลับมารับโทษ ติดคุกก่อน ค่อยแก้รธน. -ยุบสภาฯ -เลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ชาติหลุดพ้นวิกฤต ขอให้ทุกคนยอมรับความจริง”เทพเทือก” ชี้ไม่มีช่องเลิกรธน.50 ต้องให้คนทั้งชาติเห็นดีด้วย “วิปรบ.” ชงยุบใน120 วันหลังรื้อรธน. ยินดีเป็นบันไดก้าวแรก
ส.ว.จวก 3 ข้อเสนอเป็นไปไม่ได้
นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ประธานอนุกรรมการศึกษาหาแนวทางการสมานฉันท์ คณะกรรมการสมานฉันท์ฯกล่าวว่า ข้อเสนอของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเจรจา 3 ข้อคือ นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 หรือที่มีเนื้อหาใกล้เคียงมาใช้, การยุบสภา และการเลือกตั้งใหม่โดยให้ทุกสีต้องลงสัตยาบันยอมรับผลการเลือกตั้ง ว่า เป็นจินตนาการบนเงื่อนไขของตนเองทั้งสิ้น แต่ข้อเสนอให้เจรจาของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ คือเจรจาบนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน และจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร นั่นคือ ทุกคู่ขัดแย้งต้องยอมรับความจริง ต้องยอมรับระบบประเทศไทย ยอมรับ 3 อำนาจอธิปไตย หากทุกฝ่ายยอมรับก็สามารถมาเจรจากันได้ หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมารับโทษ ตามกระบวนการยุติธรรม
“ผมคิดว่า คุณทักษิณหากกลับมาติดคุก ก็แป๊บเดียว ออกมาแล้วก็มาเจรจากัน จะแก้รัฐธรรมนูญกี่มาตรา ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ลงสัตยาบัน ก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าคุณทักษิณจะให้วกกลับไปก่อน 19 กันยายน 2549 มันเป็นไปไม่ได้ เพราะการเจรจาไม่ใช่เพื่อคุณทักษิณ เพื่อรัฐบาล หรือเพื่อใครคนหนึ่ง แต่เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นวิกฤต” นายตวงกล่าว
“สุเทพ” ชี้ไม่มีช่องเลิกรธน.50
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กล่าวถึง กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ประกาศเงื่อนไขที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข คือ ให้ทุกฝ่ายลงสัตยาบันว่า รัฐบาลยุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ใครแพ้ต้องยุติความเคลื่อนไหว ว่า อยู่ๆ จะบอกว่าใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 มันทำไม่ได้ การที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีช่องทางให้ยกเลิก วิธีที่ทำได้มีเพียงแนวทางที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้ประเด็นไหนอยากให้เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับใดก็เสนอมา จากนั้น ไปทำประชามติเพื่อถามประชาชน หากร่วมมือร่วมแรงกันจริงๆ เพียง 5-6 เดือนก็แก้ไขเสร็จ ซึ่งเมื่อได้กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ จะยุบสภาก็ยอมรับได้
ชี้ต้องให้คนทั้งชาติเห็นดีด้วย
“แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำก่อนเลือกตั้งใหม่คือ ทุกคนทุกฝ่ายต้องยอมรับกติกา ไม่ใช่ว่าผมไปปราศรัยแล้วพวกเขาเอาเก้าอี้ขวาง หรือไล่ตีกบาล แบบนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องทำให้นิ่งให้สงบ เพราะบ้านเมืองไทยเมื่อก่อน การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แต่ตอนนี้ถ้าดูตามที่เขากำลังทำอยู่ทุกวันนี้ ไม่มีความมั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย” นายสุเทพกล่าว
เมื่อถามว่า กระบวนการที่รัฐบาลกำลังทำอยู่น่าจะใช้เวลานานไม่ทันใจคนบางคนหรือบางกลุ่ม นายสุเทพ กล่าวว่า บ้านเมืองไม่ใช่เรื่องที่จะเอาตามใจใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ ต้องทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม จะเดินหน้าไปทางไหนต้องให้คนทั้งประเทศเห็นดีเห็นงามด้วย เมื่อถามว่า นายจตุพรถึงขนาดขอเดิมพันแผ่นดิน คนที่แพ้จะไม่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความรุนแรง นายสุเทพกล่าวว่า เป็นคนที่ไม่เชื่อถือคำพูดนายจตุพร ดังนั้น ไม่ว่าจะพูดอะไรก็เชื่อไม่ได้ แต่ถ้าทุกคนเคารพกติกาบ้านเมือง ทุกอย่างก็เรียบร้อยไม่ต้องมาท้าเดิมพันอะไรกัน
“วิป” ชงยุบใน120 วันหลังรื้อรธน.
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล กล่าวว่า อยากให้ฝ่ายค้านเข้าร่วมกระบวนการแก้ไขรัฐธรรนูญ เพื่อหาทางออกให้ประเทศ ไม่ใช่จะมาเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้คนใดคนหนึ่ง เพราะการยุบสภาต้องมาจาก 2 แนวทาง คือ รัฐบาลถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเสียงไม่ไว้วางใจมากกว่า หรือการร่วมมือแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดช่องให้มีการเขียนในบทเฉพาะกาลเลยว่า เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว 120 วันจะต้องมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา เพราะเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ อย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการ
“หากพรรคเพื่อไทย (พท.) ต้องการให้มีการดำเนินการอย่างแท้จริง ผมในฐานะประธานวิปรัฐบาล ยินดีเป็นบันไดก้าวแรกที่จะมาพูดคุยกัน เพราะเงื่อนไขตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะมาพูดคุยกับนายกฯ หรือคนที่สูงกว่านายกฯ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องให้ ส.ส.พท.ที่ไว้วางใจ มาเจรจากับผม จะได้เป็นบันไดขั้นแรกที่ทำให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างใจจริงที่นำไปสู่การหาทางออกของประเทศ” นายชินวรณ์กล่าว และว่า หาก พท.เข้าร่วมด้วยแก้รัฐธรรมนูญก็ใช้เวลาประมาณ 1 ปี จึงจะมีการยุบสภา
เปิดสภาสมัยสามัญ21ม.ค.53
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี พท.ท้าให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ ว่า สนามการเมืองเหมือนสนามการค้า ที่จะต้องมีการแข่งขัน ตราบใดก็ตาม ที่ยังไม่รู้แพ้รู้ชนะ ก็อย่าเพิ่งพูด เพราะทุกอย่างอยู่ที่การวางแผน
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป ประจำปี 2553 ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2553 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ และให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป
ทักษิณชี้-ไม่เจรจาเดือดแน่
โพสต์ทูเดย์ : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการทอล์ก อะราวด์ เดอะเวิลด์ วานนี้ว่า ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องการเจรจา ก็ไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่บ้านเมืองก็คงต้องอึมครึมต่อไป
“ก็ไม่เป็นไร ในเมื่อผู้มีอำนาจบอกต้องเป็นอย่างนี้ ใช้ศาลทำสองมาตรฐานต่อไป อย่างที่เรียนทุกอย่างมันมีจุดเดือดของมัน” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ทั้งนี้ ตนเองค่อนข้างปรับตัวได้จากการอยู่ที่กัมพูชา เพราะคิดว่าเหมือนอยู่บ้าน เพราะนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้อยู่บ้านฟรี เฮลิคอปเตอร์ก็ให้ใช้ฟรี
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า การยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั้นใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็นคดีพรรคอื่นใช้เวลารวดเร็ว มีคนเล่าให้ฟังจากการคุยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บางคนบอกว่ามีการสั่งมาห้ามยุบเด็ดขาด
“เรื่องนี้อยู่ที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. แต่เรียนวปอ. รุ่นเดียวกับนายบัง (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช.) และเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นเดียวกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน (รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์) ฟังดูก็รู้ ฟังธงได้เลยว่าจะไม่ยุบทั้งที่ความผิดประจักษ์ ดังนั้นขอแสดงความยินดีด้วย แต่แสดงความเสียใจกับสังคมไทยที่ได้สองมาตรฐาน” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
สำหรับเอกสารลับของกระทรวงการต่างประเทศนั้น เขียนชัดว่า ตนเองเป็นภัยหลักจะต้องขจัด ตนเองถูกลอบฆ่าหลายครั้ง แต่โชคดีเส้น ลายมือผมไม่ตายโหง และไม่เหมือน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ จากผู้ก่อการร้ายก็กลายเป็นผู้ก่อการดี
วันเดียวกัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และน.ส.วาสนา นาน่วม พิธีกรในรายการ “ลับ ลวง พราง” ทางสถานีวิทยุ 100.5 ได้กล่าวตอบโต้กันอย่างดุเดือดกรณีมีการเสนอข่าวพล.อ. สุรยุทธ์อาสาเป็นคนกลางเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ
ทั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ เปิดแถลงว่า ไม่เคยอาสาที่จะเป็นคนกลางในการเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ
“ผมมองสื่อในแง่ที่ดี เป็นผู้ที่เคยไปไหนมาไหนด้วยกัน โดยเฉพาะคุณวาสนา ซึ่งเคยเป็นประธานในงานแต่งงาน ดังนั้นจึงมีความไว้วางใจ แต่ในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าจะต้องระมัดระวัง เพราะคุณวาสนาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว” พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว
ด้านน.ส.วาสนา กล่าวยืนยันไม่ได้พูดชี้นำว่า พล.อ.สุรยุทธ์จะเป็นตัวกลางเจรจาและเข้าใจว่าท่านคงโดนตำหนิ โดนอัดเยอะ และคิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุ ก็ขอยอมเป็น กระโถนแล้วกัน




ความเห็นล่าสุด