Archive

Archive for the ‘ภูมิใจไทย’ Category

“จตุพร”ซัดภท.ไม่บังควรตะโกน”เนวิน สุดยอด”ในงานเฉลิมฯ

ธันวาคม 23, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

มติชน : นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า กรรมการมูลนิธิ 5 ธันวามหาราชให้ข้อมูลตนว่า ทุกปีจะใช้งบประมาณ 15 ล้านบาทจัดงานวันเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งที่มาของงบฯ ทั้งหมดมาจากเงินบริจาค 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะคนเป็นประธานจัดงานต้องบริจาคงบประมาณที่นำมาใช้ตรงนี้ แต่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย ได้ใช้งบประมาณจำนวน 150 ล้านในการจัดงานบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมกับมีสปอนเซอร์ 23 ตัว อีกไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท สำหรับจัดงาน 7 วันเหมือนกับการจัดงานของมูลนิธิ 5 ธันวาฯ จนขณะนี้นายเนวินยังไม่กล้าแจงบัญชีทั้งหมด

“ที่สำคัญคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ควรมาบอกว่าตัวเองจงรักภักดี เพราะถ้าจงรักภักดี คงไม่ปล่อยให้มีการหากินกันในการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากนี้ นายเนวินทำเหมือนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เพราะในวันที่ 13 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน แทนที่จะสดุดีด้วยการกล่าวถวายพระพรชัยมงคลว่าทรงพระเจริญ เหมือนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนเสร็จสิ้นงานวันที่ 9 มิถุนายน 2549 แต่เหล่าบรรดาสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ขึ้นไปอยู่บนเวทีที่ลานพระบรมรูปทรงม้ากลับพร้อมใจกันตะโกนว่า “เนวิน สุดยอด” ” นายจตุพร กล่าว

รมต.โสภณ ณ เพื่อนเนวิน หมดปัญญาสกัดโทลล์เวย์ขึ้นราคาพรุ่งนี้ รวดเดียว30บาท – รณรงค์ประท้วงหยุดใช้10วัน

ธันวาคม 21, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

มติชน : ก.คมนาคมหมดปัญญาสกัดโทลล์เวย์ขึ้นราคา แนะเลี่ยงใช้วงแหวนตะวันออก และตะวันตกแทน ระดมเจ้าหน้าที่ทางหลวงรับมือ 120 คน แจงให้ขึ้นราคารวดเดียว30บาท เหตุเอกชนอ้างต้องขอขยายสัญญาอีก หลังได้ขยายสัมปทานมาแล้ว 2 ครั้ง อายุสัญญายาวนานถึง 45 ปีแล้ว

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมหารือร่วมกับ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อมปลัดกระทรวงคมนาคม และนายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง และฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาหาแนวทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากการปรับค่าผ่านทางตามสัญญาของ บริษัท ทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะมีผลวันที่ 22 ธันวาคม 2552นี้ ว่า คงต้องให้มีการปรับค่าผ่านทาง เพราะไม่เช่นนั้นเอกชนจะมาอ้างขอขยายอายุสัมปทานอีก จากที่ผ่านมา มีการแก้ไขสัญญา 2 ครั้ง ส่งผลให้ขยายอายุสัมปทานให้เอกชนไปอีกเกือบ 20 ปี และได้กำชับทุกหน่วยงานส่งเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรและแนะใช้ทางเลี่ยงวงแหวนรอบนอกแทน

นายโสภณกล่าวว่า โครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ลงนามในสัญญาเมื่อปี 2532 อายุมสัมปทาน 25 ปี จะสิ้นสุดในปี 2557 ต่อมามีการแก้ไขสัญญาสัมปทานอีก 2 ครั้งคือในปี 2539 มีการขยายสัมปทานเพิ่มให้อีก 7 ปี ในส่วนนี้ ได้คิดจากระยะเวลาในการก่อสร้างโครงการ 5 ปีรวมเข้าไปด้วย ทำให้บริษัทฯไม่สามารถจัดเก็บรายได้ ต่อมาในปี 2550 มีการขยายสัมปทานเพิ่มให้อีก 17 ปี จึงเท่ากับว่าขยายสัมปทานให้เอกชนไปเกือบ 20 ปีอีก ถ้าจะแก้ไขสัญญาอีก ก็ต้องขยายอายุสัญญาอีกไม่รู้กี่ปี ซึ่งไม่ไหวแล้ว

“ทางการไม่สามารถทำหนังสือขอให้เอกชนชะลอการปรับค่าผ่านทาง หรือจำหน่ายเป็นคูปองให้ส่วนลดแทน นอกจากขอปากเปล่าผ่านสื่อ แต่ที่จะทำได้คือให้ประชาชนงดใช้ทางด่วนดอนเมืองโทล์เวย์ 10 วัน เดี๋ยวเอกชนก็จะพิจารณาปรับลดค่าผ่านทางลงมาเอง” นายโสภณกล่าว

นายโสภณ กล่าวว่า เพื่อช่วยเหลือในการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน สำหรับผู้ที่ใช้ทางแบบขาจร หรือไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในแนวเส้นทางที่จำเป็นต้องใช้ จะมีการทำป้ายรณรงค์ให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางวงแหวนรอบนอกตะวันออกและตะวันตก เพราะค่าผ่านทางใกล้เคียงกัน แต่การจราจรจะคล่องตัวกว่า เพื่อลดความแออัดบริเวณถนนวิภาวดีรังสิตได้ทางหนึ่ง ส่วนผู้ที่จำเป็นต้องใช้ทางสายนี้ จะมีการจัดเจ้าหน้า 120 คนอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเข้มงวดกับกลุ่มผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรที่เป็นเหตุทำให้รถติดขัดได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า เส้นทางสายนี้รถติดอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ต้องรับไปตามสภาพ

ทั้งนี้ การปรับราคาในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ จะปรับตามระยะทาง ประกอบด้วย ด่านดินแดง-ดอนเมือง จาก 35 เป็น 60 บาท ดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน จาก 20 เป็น 25 บาท เท่ากับเป็นการปรับขึ้นตลอดระยะทางจาก 55 เป็น 85 บาท ส่วนรถใหญ่จาก 95 บาทรวมเป็น 125 บาท

แดง”กทม.-อีสาน”ไล่”บุญจง-วัชระ”

พฤศจิกายน 29, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

มติชน : นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบผ้าห่มกันหนาว 1,500 ผืน แก่ประชาชน ที่โรงเรียนนายางกลัก ต.นางยางกลัก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน นำโดยนายนายนัฐวุฒิ ชีวะวิทยานนท์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ห้วยต้อน อ.เมืองชัยภูมิ มายืนถือป้ายโจมตีนายบุญจง นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และรัฐบาล พร้อมผลัดเปลี่ยนกันกล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาล บริเวณปากทางเข้าโรงเรียนนายางกลัก ท่ามกลางการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาสมัคร (อส.) แต่ไม่มีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด

ต่อมา นายบุญจงเดินทางไปมอบผ้าห่มกันหนาว 1,500 ผืน ให้ประชาชนที่ห้องประชุม อบต.หนองสวรรค์ อ.เมืองหนองบัวลำภู โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 200 คน นำโดยนางเกสร บุดดา ประธานชมรมคนเสื้อแดงรักประชาธิปไตยหนองบัวลำภู ชุมนุมหน้า อบต.หนองสวรรค์ ปราศรัยโจมตีนายบุญจง แต่ไม่มีเหตุรุนแรง

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มไผ่แดง 52 และชาวเสื้อแดงหนองแขม กทม. ประมาณ 30 คน เดินทางมาที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน เพื่อขับไล่นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า หนังสือที่นายวัชระตีพิมพ์ชื่อ “สมัคร จาบจ้วง ป๋าเปรม ถึงนอมินีทักษิณ” มีการเหยียดหยามนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว ถือว่าไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากนายสมัครไปสงบแล้ว ไม่ควรมาทำแบบนี้ ฉะนั้น ขอเรียกร้องให้เก็บหนังสือเล่มนี้กลับทันที และลงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับขอขมานายสมัครและครอบครัว รวมทั้งให้ไปขอขมาต่อหน้าศพและครอบครัว หากไม่ดำเนินการทั้งหมดภายใน 1 อาทิตย์ จะมาเรียกร้องอีกครั้ง และจะร้องเรียนไปยังรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาลงโทษตามประมวลจริยธรรมต่อไป

ทลายขบวนการ ‘กลุ่ม16′ ผลาญเงินบีบีซี 8 หมื่นล้าน

ตุลาคม 31, 2009 Make Love Not War! 1 comment

16gangย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน แทบไม่มีใครเชื่อว่า แค่ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวชาวพม่าที่ชื่อ “มะไข่” กับ “สุชาติ ตันเจริญ” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตแกนนำนักการเมืองกลุ่ม 16 ยุค “บรรหาร ศิลปอาชา” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2539 ที่สุดแล้วจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อระบบสถาบันการเงินในประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง และทำให้นักการเมืองกลุ่ม 16 มีชนักติดหลังมากระทั่งทุกวันนี้

กว่าจะเป็นเช่นนั้น มีเสียงค่อนขอดว่า ข่าวทลายขบวนการนักธุรกิจ-นักการเมืองกลุ่ม 16 ผลาญเงินบีบีซี 80,000 ล้านบาท โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “มติชน” เป็นเพียงข่าวเก่าไม่ได้มี hint ใหม่แต่อย่างใด

ทว่า “มติชน” ลบเสียงครหาด้วยกระบวนการเจาะข่าว โดยนำเสนอชนิด “กัดไม่ปล่อย” อย่างหลากหลายมิติในเวลาต่อมา

มติชน ค่อยๆ เริ่มต้นแกะรอยถึงความสัมพันธ์ของอดีตแกนนำกลุ่ม 16 และหญิงสาว “มะไข่” จากบทความของ “ประสงค์ สุ่นศิริ” คอลัมนิสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์แนวหน้าในยุคนั้น ที่ระบุว่า มีรัฐมนตรีคนหนึ่ง ครอบครัวค้าไม้ชายแดน เวลานำไม้เข้ามาก็จะมีผู้หญิงติดไม้มาด้วยชื่อมะไข่ โดยที่ “มะไข่” มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับรัฐมนตรีผู้นั้น

หลังจากนั้นตัวละครสำคัญ ค่อยๆ ถูกเปิดประตูขึ้น เมื่อ “มติชน” ตรวจสอบประวัติของมะไข่เบื้องต้น พบว่าเธอเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เอิร์ท อินดัสเตรียล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯกว่า 16 ล้านหุ้น ร่วมกับ “เอกชัย อธิคมนันทะ” ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี และเป็นที่ปรึกษา “เนวิน ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และแกนนำกลุ่ม 16 ในขณะนั้น ถือหุ้น 11.05 ล้านหุ้น และ “ชวลิต อธิคมนันทะ” พี่ชายของเอกชัย ที่ถือหุ้นอีก 10.14 ล้านหุ้น

ถัดมาด้วยความบังเอิญ ผู้สื่อข่าวมติชนได้รับเอกสารจากเพื่อนนักข่าวต่างสำนักฉบับหนึ่งซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญของมะไข่

ปมหนึ่งที่มติชนพบจากเอกสารก็คือ การเทกโอเวอร์เอิร์ท อินดัสเตรียล ของมะไข่และเอกชัยในปี 2538 ขณะเดียวกันปมน่าสงสัยอีกประการคือ การใช้เทคนิคในการทำให้ราคาหุ้นสูง แล้วเทขายได้กำไร ทั้งๆ ที่เพิ่งซื้อบริษัทดังกล่าวมาไม่ถึงปี

เงินไปไหน ? หายอย่างไร ? มะไข่ซอเป็นใคร ? เป็นมะไข่คนเดียวที่ประสงค์ สุ่นศิริ เขียนถึงในแนวหน้าหรือไม่ ? ทุกสมมติฐานถูกตั้งคำถามอย่างรอบด้าน

“ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” มือข่าวเจาะชั้นครูของมติชน เล่าว่า เขานำเอกสารดังกล่าวมาวิเคราะห์ว่า ทำไมซื้อมาแค่ 11 เดือน จากราคา 11 บาท ขายได้ 16 บาท กำไรถึง 3-4 ร้อยล้าน เขาตั้งคำถามง่ายๆ ว่า เงินไปไหนอย่างไร ซึ่งเป็นคำถามเชิงธุรกิจที่ประสงค์ยอมรับว่า เขามีความรู้แค่งูๆ ปลาๆ
อย่างไรก็ตาม คำถามของประสงค์ถูกต่อยอดด้วยทีมข่าวเศรษฐกิจของมติชนในขณะนั้นว่า กรณีเช่นนี้ บีบีซีทำมาระยะหนึ่งแล้ว คือให้บริษัทหนึ่งกู้ แล้วให้อีกบริษัทหนึ่งมาซื้อไป จนทำให้มีกำไร
ส่งผลให้เวลาต่อมา คลังข้อมูลข่าวเจาะส่วนหนึ่งไหลมาจากโต๊ะข่าวเศรษฐกิจของมติชน อย่างไม่ขาดสาย

ขั้นตอนการแกะรอยปมปริศนาเป็นไปอย่างละเอียดทุกขั้นตอน มติชนค่อยๆ ตรวจสอบเอกสารจากตลาดหลักทรัพย์ฯว่า เกิดความผิดปกติเช่นนี้เหมือนกรณีมะไข่หรือไม่ กระทั่งเงื่อนปมค่อยๆ ถูกคลี่ออก

เมื่อมติชนพบว่าบีบีซียังได้ปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มนักธุรกิจต่างประเทศ เช่น “อัดนัน คาช็อกกี้” นักค้าอาวุธชาวซาอุดีอาระเบีย นักธุรกิจ-การเมืองกลุ่ม 16 “ฉัฐวัสส มุตตามระ” เลขาธิการพรรคเอกภาพในยุคนั้น แม้กระทั่ง “ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์” ประธานกลุ่มบ้านฉาง รวมเป็นเงินนับหมื่นล้านบาท เพื่อเทกโอเวอร์บริษัทในตลาดหลักทรัพย์กว่า 10 บริษัท

นอกจากนี้ มติชนยังรวบรวมข้อมูลจากนิตยสารดอกเบี้ยรายเดือน พบว่ามีบริษัท 5-6 บริษัท ที่เข้าเทกโอเวอร์เพียงครึ่งปีหรือหนึ่งปีก็ขายทิ้งเหมือนจับตะกร้าล้างน้ำ ซื้อมาขายไปได้กำไรหลายร้อยหลายพันล้านบาท เช่น บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด(มหาชน) ของกลุ่มสุชาติได้กำไรกว่า 1,000 ล้านบาท

ข้อมูลของมติชนน่าเชื่อถือและสร้างความตื่นตะลึงให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ

แหล่งข่าวเปิดเผยมติชนว่า มีการปล่อยสินเชื่อให้กับนักธุรกิจ-นักการเมืองกลุ่ม 16 ในการเทกโอเวอร์บริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ถึง 15 บริษัท รวมทั้งสิ้น 21 ครั้ง ในช่วงเวลาแค่ปีเศษ เป็นวงเงินสูงถึง 36,000 ล้านบาท โดยกลุ่มที่เข้าเทกโอเวอร์มีเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

จากปมสวาทกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่อาจส่งผลอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ มติชนจึงนำข้อมูลเบื้องต้นรวบรวมเสนออย่างเป็นระบบ เพื่อไขปริศนาเทกโอเวอร์หุ้นเน่าดังกล่าว
ข่าว สกู๊ป รายงาน บทวิเคราะห์ บทความ ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในขณะนั้น ได้สั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบและรายงานให้ทราบโดยด่วน

นอกจากนักธุรกิจ-นักการเมืองกลุ่ม 16 แล้ว ตัวละครสำคัญของข่าวเจาะชิ้นนี้ อย่าง “ราเกซ สักเสนา” นักธุรกิจชาวอินเดีย ที่ปรึกษาของ “เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์” กรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งบีบีซี คืออีกหนึ่งความยากในการแกะรอย เพราะกว่าที่มติชนจะหาข้อมูลมาปะติดปะต่อว่า นายราเกซผู้นี้เป็นใคร ทำเอานักข่าวใช้เวลาแรมเดือนในการเก็บข้อมูล

ความยากประการหนึ่งในการแกะรอยนักธุรกิจใหญ่ชาวอินเดียผู้นี้ ประสงค์บอกว่า การรวบรวมชื่อและข้อมูลที่เราคิดว่าเกี่ยวข้องกับราเกซให้มากที่สุด หรือค้นจากการที่มีคนบอกเล่าเกี่ยวกับนายคนนี้ ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ เพราะยุคนั้นระบบสืบค้นโดยอินเทอร์เน็ตยังไม่มี เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ต้องไปค้นเพิ่มเติมที่กรมทะเบียนการค้า ( กรมพัฒนาธุรกิจ) กระทรวงพาณิชย์

ประสงค์ ล่าว่า แหล่งข่าวระดับสูงคนหนึ่งบอกว่า ราเกซนี่แหละเป็นคนสำคัญ แล้วเขาก็ให้ชื่อบริษัท ให้ชื่อกลุ่มคนกับเรา เราก็พยายามจดรวบรวมให้ได้ทั้งหมด แล้วไปค้นที่กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์

สิ่งที่มติชนพบคือ ข้อมูลกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่โยงใยเกี่ยวกับราเกซ ที่สำคัญกลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทอย่างสูงในการเข้าเทกโอเวอร์และบริหารบริษัทที่ถูกเทกโอเวอร์หลายบริษัท

มติชนนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจัดทำข้อมูลข่าวอย่างเป็นระบบ ถึงพฤติกรรมและเส้นทางการเงิน การซื้อหุ้นของกลุ่มก๊วนเศรษฐีอินเดียผู้นี้

กระทั่งเกริกเกียรติยอมรับกับมติชนในเวลาต่อมาว่า บีบีซีได้ปล่อยเงินกู้จำนวนหนึ่งให้กับราเกซ ทว่ากรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งบีบีซียังคงปิดปากเงียบถึงจำนวนเงินกู้ดังกล่าว

กระนั้นก็ตาม จำนวนเงินกู้เกินหลักพันล้านบาทถูกเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับสูงในบีบีซีในเวลาต่อมา ท่ามกลางข่าวลือว่า กระทรวงการคลังเตรียมแผนปลดเกริกเกียรติออกจากตำแหน่งในทางการเมือง ประตูสวรรค์เริ่มเปิดออก ปมที่มติชนแกะรอยมานานแรมปี ถูกนำไปขยายผลโดยพรรคประชาธิปัตย์ ที่กลับมาทวงแค้นจากนักการเมืองกลุ่ม 16 ด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539

ประเด็นที่พรรคสะตอหยิบมาถล่มเวลานั้นก็คือ กรณีบริษัทในครอบครัว “ตันเจริญ” คือ บริษัท ซีล่าร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส และบริษัทวินิเวส ไปซื้อที่ดินยังจังหวัดหนองคาย แล้วนำไปค้ำประกันการขอกู้เงินจากบีบีซี เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นทำกำไรในระยะสั้น ทว่าที่ดินเหล่านั้นกลับเป็นที่ดินที่ออก น.ส. 3 ก.โดยมิชอบ ส่งผลให้เกิดเอ็นพีแอลอย่างมหาศาลในบีบีซี

รวมถึงกรณีนักการเมืองกลุ่ม 16 จำนวนหนึ่งไปกู้ยืมเงินจากบีบีซี เพื่อนำไปซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้สุชาติ ตันเจริญ แถลงลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้งน้ำตา

ประสงค์ ล่าถึงควันหลงหลังการอภิปรายว่า หลังจากสุเทพ เทือกสุบรรณ เอาข้อมูลมาแฉกลางสภา ทุกคนก็ตกตะลึงว่า เขาเอาข้อมูลมาจากไหน เพราะมันเยอะมาก ซึ่งภายหลังสุเทพเล่าให้ฟังว่า ส่วนหนึ่งเขาเอาฐานมาจากมติชน แล้วก็เอาไปแกะเพิ่มเติม

ประชาธิปัตย์นำข้อมูลหลักฐานการปล่อยสินเชื่อของบีบีซีไปถล่มนักการเมืองกลุ่ม 16 ในสภา ว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อบีบีซีสูงถึง 70 กว่าล้านบาท

ประชาชนแห่ไปถอนเงินวันละ 2,000 ล้านบาท

การเปิดโปงความจริงส่งผลกระทบต่อฐานะความมั่นคงของบีบีซีอย่างรุนแรง จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพิ่มทุนทันที 5,400 ล้านบาท เพื่อเข้าควบคุมการบริหารงานได้อย่างเต็มที่

ขณะที่กระทรวงการคลังต้องประกาศเข้าควบคุมบีบีซีอย่างเบ็ดเสร็จ

แรงกดดันจากการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ได้นำไปสู่การดำเนินคดีกับนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ และราเกซ สักเสนา ในข้อหายักยอกทรัพย์บีบีซี 1,657 ล้านบาท

โดย…ราม อินทรวิจิตร
เวบไชต์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ย้อนประวัติ กลุ่ม 16 (วิกิพีเดีย) : กลุ่ม 16 เป็นชื่อกลุ่มการเมืองที่เกิดจากการรวมกันของ ส.ส.รุ่นใหม่ ในปี พ.ศ. 2535 โดยส่วนใหญ่เป็น ส.ส.พรรคชาติไทย และ พรรคชาติพัฒนา ก่อตั้งกลุ่มเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 โดยมี นายเนวิน ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย ร่วมกับ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี, นายจำลอง ครุฑขุนทด ส.ส.นครราชสีมา, ธานี ยี่สาร ส.ส.เพชรบุรี, นายวราเทพ รัตนากร ส.ส.กำแพงเพชร เป็นแกนนำ และมี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคชาติพัฒนา เป็นหัวหน้ากลุ่ม

รายชื่อสมาชิก สส.กลุ่ม 16 ที่รวมรวมได้ พรรคสังกัดในขณะนั้น มีดังต่อไปนี้

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคชาติพัฒนา (ปัจจุบันสังกัดพรรคพลังประชาชน)
นายเนวิน ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคชาติไทย
สุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคชาติไทย
ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา
นายจำลอง ครุฑขุนทด ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา
นายสนทยา คุณปลื้ม สส.ชลบุรี พรรคชาติไทย
นายวิทยา คุณปลื้ม ส.ส..ชลบุรี พรรคชาติไทย
นายธานี ยี่สาร ส.ส.เพชรบุรี พรรคชาติไทย
สรอรรถ กลิ่นประทุม ส.ส.ราชบุรี พรรคชาติไทย
นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคชาติไทย
นายวราเทพ รัตนากร ส.ส.กำแพงเพชร พรรคชาติไทย
นายอิทธิ ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคชาติพัฒนา
นายประวัฒน์ อุตตะโมต ส.ส.จันทบุรี พรรคชาติพัฒนา
นายยิ่งยศ อรุณเวสสะเศรษฐ ส.ส.ระยอง พรรคชาติไทย
นายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคชาติไทย
นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคชาติไทย
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคนำไทย
นายเกษม รุ่งธนเกียรติ ส.ส.สุรินทร์ พรรคชาติไทย
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคพลังธรรม
นายเฉลิมชัย อุฬารกุล ส.ส.สกลนคร พรรคความหวังใหม่
ร้อยตรีหญิงพนิดา เกษมมงคล ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคชาติไทย

หิ้วตัว ‘ราเกซ’ พ่อมดการเงินถึงไทย-กลุ่ม16ก๊วนเนวินระทึกถูกลากไส้บีบีซี

THAILAND/

แนวหน้า : มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องภายหลังจากศาลฎีกาประเทศแคนาดา มีคำสั่งไม่อนุมัติคำร้องฎีกาของ นายราเกซ สักเสนา ชาวอินเดีย เจ้าของฉายา “พ่อมดการเงิน” อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี โดยให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้กับทางการไทยเพื่อนำมาดำเนินคดียักยอกทรัพย์บีบีซี

             ”ราเกซ”ยอมรับคำตัดสิน
โดย นายอมันทีป ซิงห์ ทนายความในแคนาดาของ นายราเกซ กล่าวว่า นายราเกซ ยอมรับคำตัดสินของศาลและพร้อมจะไปต่อสู้คดีที่ประเทศไทย และได้ออกเดินทางจากนครแวนคูเวอร์พร้อมกับตำรวจไทยเมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 29 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น

ผวาถูกตั้งข้อหาเพิ่ม
นายซิงห์ บอกด้วยว่า จากการพูดคุยกับ นายราเกซ ครั้งสุดท้าย นายราเกซ มีขวัญและกำลังใจดีและมีความมั่นใจที่จะกลับมาสู้คดีในประเทศไทย ซึ่งเขาจะตามมาต่อสู้คดีด้วย แต่ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับรายงานข่าวจากทั้งหนังสือพิมพ์ไทยและสื่อท้องถิ่นที่ระบุว่า ตำรวจและอัยการไทยกำลังเตรียมตั้งข้อหาในคดีอื่นๆ เพิ่ม นอกจากจากคดีที่ระบุไว้ในคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน

จนท.หิ้วบินกลับไทยทันที
ขณะที่เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกเอกสารข่าวเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับ นายราเกซว่า ศาลฎีกาของแคนาดามีคำสั่งดังกล่าวเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งตรงกับเวลา 22.00 น. วันที่ 29 ตุลาคม ตามเวลาในประเทศไทย โดยภายหลังศาลแคนาดามีคำสั่งดังกล่าว คณะผู้แทนของไทยซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ไปรับตัว นายราเกซ เดินทางกลับประเทศไทยทันที โดยมีกำหนดแวะเปลี่ยนเครื่องบินที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จากนั้นจึงจะมุ่งหน้าถึงประเทศไทยในเวลา 21.30 น. วันที่ 30 ตุลาคม ด้วยเที่ยวบินที่ TG615

“ราเกซ”ป่วย-ไม่ขัดขืน
เวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด พร้อมด้วย นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร ร่วมกันแถลงข่าว โดย นายจุลสิงห์ กล่าวว่า ได้โทรศัพท์สอบถามตัวแทนสำนักงานอัยการสูงสุดที่เดินทางไปรับตัว นายราเกซ ทราบว่า นายราเกซ ให้ความร่วมมือในการควบคุมตัวเป็นอย่างดีไม่มีทาทีขัดขืนใดๆ และมีปัญหาสุขภาพนิดหน่อย

เร่งฟ้องก่อนหมดอายุความ
นายจุลสิงห์ กล่าวด้วยว่า เมื่อ นายราเกซ กลับถึงประเทศไทยในคืนวันเดียวกันนี้ จะมีการส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนควบคุมตัวและสอบปากคำในคดียักยอกทรัพย์บีบีซี กรณีอนุมัติให้สินเชื่อกับ บริษัทซิตี้ เทรดดิ้ง จำกัด โดยทุจริตมูลค่าจำนวน 1,657 ล้านบาท ซึ่งคดีดังกล่าวอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องตั้งแต่เดือนกันยายน 2539 ทั้งนี้เมื่อได้ตัวกลับมา อัยการก็พร้อมจะส่งตัวยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันทีก่อนคดีจะหมดอายุความในวันที่ 20 กรกฎาคม 2553

จับฟ้องเพิ่มอีก20คดี
นอกจากนี้ นายราเกซ ยังตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับผู้อื่นกระทำความผิดลักษณะเดียวกันอีก 20 คดี ความเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งอัยการมีคำสั่งฟ้องและยื่นฟ้องผู้ต้องหาอื่นต่อศาลไปแล้วทุกคดี โดยในส่วนของ นายราเกซ อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารเพื่อดำเนินการยื่นฟ้องต่อไป และจะทำหนังสือแจ้งต่อทางการแคนาดาว่า นายราเกซ ต้องถูกดำเนินคดีทุจริตปล่อยกู้ในลักษณะเดียวกันให้บริษัทในเครือของตัวเองอีก 20 สำนวน เนื่องจากการยื่นคำร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน อัยการระบุถึงคดีของ บริษัทซิตี้ เทรดดิ้ง เป็นหลัก และใช้คำว่าคดีอื่นๆแนบท้ายในคำร้อง ดังนั้นจึงต้องชี้แจงให้เข้าใจ เพื่อให้การดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นไปตามข้อตกลงในสนธิสัญญา

สู้กันมา13ปีไม่สูญเปล่า
“เมื่อเรื่องถึงที่สุดแล้ว ผมก็รู้สึกสบายใจ เพราะการต่อสู้เพื่อขอตัว นายราเกซ มาดำเนินคดีในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 13 ปีไม่เสียเปล่า โดยเมื่อ นายราเกซ มาถึงประเทศไทย เราก็จะนำตัวส่งมอบให้พนักงานสอบสวน โดยคาดว่าจะยื่นฟ้องในสำนวนแรกได้ภายในสัปดาห์หน้า”

ล่าอายัดทรัพย์20ล้านเหรียญ
นายจุลสิงห์ กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนของทรัพย์สิน นายราเกซ ที่เหลืออยู่ทั้งในหมู่เกาะเกริร์นซี่ย์ ประเทศอังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมกว่า 20 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ อัยการก็จะติดตามนำทรัพย์ดังกล่าวต่อไป ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร
ขณะที่ นายเศกสรรค์ กล่าวเสริมว่า คดีทุจริตปล่อยเงินกู้ที่ นายราเกซ ตกเป็นผู้ต้องหาอีก 20 สำนวน ก็ใกล้จะหมดอายุความ 15 ปีเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อัยการกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมยื่นฟ้องต่อไป หลังจากฟ้องคดี บริษัทซิตี้ เทรดดิ้ง เป็นสำนวนแรก

ธปท.เตรียมพยาน-เอกสารมัด
นายชาญชัย บุญฤทธิ์ไชยศรี ผู้อำนวยการอาวุโสสายกฎหมายและคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท. มีคดีความที่ฟ้องร้องบีบีซีทั้งทางแพ่งและอาญากว่า 20 คดี วงเงินรวมมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีฟ้องร้อง นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บีบีซี คดีที่ฟ้อง นายราเกซ และคดีที่ฟ้องร้องบุคคลทั้ง 2 ร่วมกัน ซึ่งหลังจากนี้ ธปท. คงต้องรออัยการประสานติดต่อมาว่า ต้องการให้ ธปท. สนับสนุนในเรื่องใด ไม่ว่าจะเป็นการขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม หรือประสานงานเรียกพนักงาน ธปท. ไปเป็นพยาน ทั้งในส่วนพนักงานปัจจุบันและที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว

พร้อมรื้อคดียื่นฟ้องราเกซ
นายชาญชัย กล่าวอีกว่า คดีความที่ ธปท. ได้ฟ้องร้อง นายเกริกเกียรติ ซึ่งมี นายราเกซ เป็นจำเลยร่วม แต่ยังไม่สามารถดำเนินการในส่วนของนายราเกซได้ เนื่องจากหนีไปต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อ นายราเกซ กลับมาก็เชื่อว่า อัยการคงประสานงานมายัง ธปท. เพื่อขอเอกสารหลักฐานหรือความร่วมมืออื่นๆ ในการทำสำนวนฟ้องร้องในส่วนของ นายราเกซ ต่อไป

ยอมรับยังต้องสู้กันอีกนาน
“อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การดำเนินคดีต้องใช้เวลายาวนาน เพราะส่วนใหญ่จะมีการอุทธรณ์และสู้กันจนถึงศาลฏีกา ต้องใช้เวลาพิจารณากว่า 10 ปี โดยในส่วนของ นายราเกซ คดีความส่วนใหญ่เป็นคดีอาญาที่มีอายุความ 15 ปี หรือสิ้นสุดในปี 2553 แต่เมื่อเข่าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะรู้ผลเป็น ที่สิ้นสุด” นายชาญชัย กล่าว

“เทือก”ฟุ้งผลงานจับทุจริต
ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า คดีดังกล่าวเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการที่ตนได้อภิปรายในสภาฯ โดยชี้ให้เห็นถึงการทุจริตและฉ้อโกงธนาคารบีบีซี ทำให้ นายราเกซ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากตนถึง 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมีการนำเอกสารหลักฐานมาเปิดเผยกับสื่อมวลชน จึงทำให้ไม่มีการดำเนินคดีกับตน ส่วน นายราเกซ ก็หนีออกไปนอกประเทศ

ไม่ฉวยต่อรองผลประโยชน์
เมื่อถามว่า กรณีบีบีซีมีนักการเมืองจากกลุ่ม 16 ในขณะนั้น ซึ่งเวลานี้หลายคนเป็นแกนนำในพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำตัว นายราเกซ มาดำเนินคดี จะส่งผลให้เกิดการต่อรองใดๆ กันทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพ ตอบว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต่อรองเรื่องผลประโยชน์กับใครทั้งนั้น ซึ่งในเรื่องนี้พรรคได้ทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านในเวลานั้นได้เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว และก็มีหลายคนถูกดำเนินคดีไปแล้ว

โยงถึงใครก็ว่าไปตามกม.
ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า การกลับมาของ นายราเกซ จะทำให้เกิดความยุ่งยากทางการเมืองหรือไม่ เพราะมีนักการเมืองเกี่ยวข้องหลายคนและบางคนก็อยู่ในรัฐบาล นายสุเทพ ตอบว่า ก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า มีหลักฐานเกี่ยวพันกับใครก็ให้เป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ถ้าไม่มีหลักฐานก็จบ
ส่วนที่เกรงกันว่า กลุ่มผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลอาจใช้อำนาจเอื้อประโยชน์กับคนผิดนั้น นายสุเทพ ยืนยันว่า รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่เข้าไปช่วยเหลือใครที่ผิดกฎหมายแน่นอน

มาร์คเปิดทางสางคดีเต็มที่
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ในส่วนของคดีเจ้าหน้าที่สามารถเดินหน้าไปได้ตามอำนาจหน้าที่ ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ตรงนี้เราให้ความมั่นใจได้ว่า ทุกอย่างสามารถว่าไปตามข้อเท็จจริงและกระบวนการของกฎหมาย ไม่มีเป็นอย่างอื่น เมื่อมีการขอตัวกลับมาแล้ว ก็ต้องเอาตัวมาดำเนินการ

ลั่นต้องขยายผลต้นตอบีบีซีล้ม
ส่วนจะใช้โอกาสนี้เชื่อมโยงไปถึงคนที่ทำให้ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ (บีบีซี) ล้ม หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ทั้งหมดจะต้องเดินหน้า เมื่อทำคดีแล้วจะต้องมีการขยายผล
เมื่อถามถึงกรณีนักการเมืองซึ่งเป็นอดีตกลุ่ม 16 และมีความเกี่ยวพันกับคดีนี้ จะทำอย่าไร นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ในส่วนของคดีก็ต้องมีการดำเนินการ เพราะข้อมูลก็มีอยู่แล้ว สำหรับกรณีที่ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เคยเดินทางไปประเทศแคนาดา แล้วบอกว่าได้รายชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาแล้วนั้น นายอภิสิทธ์ กล่าวว่าทุกคนต้องให้ความร่วมมือกับการดำเนินคดี ส่วนใครจะมีบทบาทอย่างไรในรัฐบาลเวลานี้ ก็ต้องดูตามข้อเท็จจริง

เกี่ยวพันกับใครก็ต้องโดนทั้งนั้น
เมื่อถามว่า คดี นายราเกซ ถือเป็นคดีเศรษฐกิจที่สำคัญ รัฐบาลควรจะต้องทำให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า รัฐบาลก็เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่เอาตัวกลับมา และเมื่อมาแล้วก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อถามต่อว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะไม่ปกป้องคนผิด นายกฯ กล่าวว่า “ไม่มี ผมยืนยันว่าไม่มีการปกป้อง”
“แนวทางการสืบสวนสอบสวนจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการเอง รัฐบาลคงไม่ชี้นำคดี เพราะถ้าชี้นำก็จะกลายเป็นว่าไปแกล้งคนนั้นคนนี้ ผมยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีแกล้ง ไม่มีช่วยใครทั้งนั้น เกี่ยวพันกับใครก็ต้องโดนทั้งนั้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ภท.ระทึกแผลกลุ่ม16
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี นายราเกซ เคยประกาศจะแฉนักการเมืองกลุ่ม 16 ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตบีบีซีว่า ไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะเกิดขึ้นก่อนจะมาเล่นการเมือง จึงไม่มีความเห็น
ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า ข้อมูลของ นายราเกซ ส่งผลกระทบต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เพราะบางคนเช่น นายเนวิน ชิดชอบ ก็เป็นสมาชิกในกลุ่มนี้ นายชวรัตน์ ตอบว่า ต้องรอดูข้อมูลที่เขาจะแฉก่อน การจะพูดอะไรต้องมีหลักฐาน นายราเกซ ต้องเอาหลักฐานมาแสดงว่าเกี่ยวข้องกับใคร หากไม่มีหลักฐานก็อาจจะต้องฟ้องกลับ

พท.ฉวยปูดระวังฆ่าปิดปาก
นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้านกำลังจับตาดูว่า การให้ปากคำของ นายราเกซ ว่าจะเชื่อมโยงหรือสาวถึงบุคคลใดหรือไม่ โดยเฉพาะนักการเมืองกลุ่ม 16 ซึ่งขณะนี้หลายคนอยู่พรรคร่วมรัฐบาลและกำลังอยู่อย่างสุขสบาย มีเงินทองมากมาย จึงเป็นห่วงว่า เมื่อนายราเกซกลับมาถึงประเทศไทย อาจจะเกิดอันตรายกับ นายราเกซ ได้ เพราะมีคนที่ไม่อยากให้ นายราเกซ เปิดปากพูดยังมีอีกมาก ต้องยอมรับว่า มีคนจ้องปิดปาก นายราเกซ อยู่

ตร.วางคอมมานโดคุ้มกันเข้ม
วันเดียวกันที่กองบังคับการตำรวจปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินคดี นายราเกซ โดย พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รอง ผบช.ก. หนึ่งในคณะพนักงานสอบสวน เผยว่า เมื่อนายราเกซ เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิทางพนักงานสอบสวน จะเข้าไปทำบันทึกจับกุม โดยจะทำทั้งภาษาไทยและอังกฤษ มีการจัดล่ามแปลไว้ด้วย จากนั้นกำลังตำรวจคอมมานโดของกองปราบฯ จะนำตัวนายราเกซไปควบคุมไว้ที่ห้องขัง บก.ป. เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับและสอบปากคำ

เตรียมแพทย์พร้อมตรวจร่างกาย
ส่วนที่โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.อรรถพันธ์ พรมณฑารัตน์ รองนายแพทย์ใหญ่ (สบ 7) รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า โรงพยาบาลตำรวจได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านสุขภาพของ นายราเกซ โดยมีการเตรียมสถานที่ห้อง 1304 ชั้น 13 หอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรม อาคารเฉลิมพระเกียรติ พร้อมกับบุคลากรเพื่อเตรียมตรวจร่างกาย นายราเกซ หลังเดินทางกลับมายังประเทศไทย ซึ่งได้เตรียมพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ มีการตั้งคณะกรรมการแพทย์ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ ไว้เพื่อประเมินสุขภาพ พร้อมทั้งให้การดูแลอย่างดีที่สุด

ชี้อาการป่วยไม่น่าจะรุนแรง
ทั้งนี้โรงพยาบาลตำรวจได้ส่ง พ.ต.อ.นพ.สุรพล เกศประยูร นายแพทย์ (สบ 5) เป็นทีมงานไปรับตัว นายราเกซ และได้ทำการประเมินสุขภาพตั้งแต่อยู่ที่ประเทศแคนาดาและขณะอยู่บนเครื่องบิน ซึ่งเบื้องต้นพบว่า มีโรคอัมพฤกษ์และโรคอื่นๆ ที่ผู้สูงอายุโดยทั่วไปเป็นกัน แต่ยังไม่ได้รับรายละเอียดมากนัก ต้องรอให้มาถึงประเทศไทยเสียก่อน แต่เท่าที่ทราบไม่น่าจะมีอาการรุนแรงมาก ยังสามารถช่วยตัวเองและเดินทางโดยเครื่องบินได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษใดๆ

ปัดไม่ได้ให้ห้องวีไอพีรับรอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การจัดห้องพักดังกล่าวซึ่งถือเป็นห้องพิเศษระดับวีไอพี จะเป็นการให้สิทธิผู้ต้องหามากเกินไปหรือไม่ พล.ต.ต.อรรถพันธ์ ตอบว่า ไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่น เพราะตามปกติห้องพิเศษวีไอพี ประชาชนทั่วไปก็สามารถใช้ได้ ตึกนี้ก็มีห้องพิเศษหลายห้อง ที่เตรียมห้องนี้ไว้เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย เพราะอยู่อาคารเดียวกับห้องฉุกเฉิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับห้องวีไอพีดังกล่าวเป็นห้องขนาดใหญ่ อยู่ในหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ หรือ ฉก.13 ซึ่งทั้งชั้นเป็นห้องวีไอพีทั้งหมด โดยภายในแบ่งเป็นห้องรับแขก และห้องพักผู้ป่วยภายใน มีเครื่องอำนวยความสะดวก เช่น ไมโครเวฟ ตู้เย็น ทีวี โซฟา โต๊ะรับประทานอาหาร ซึ่งโดยปกติบุคคลทั่วไปจะไม่มีสิทธิได้เข้าใช้แต่อย่างใด

เครื่องดีเลย์
ต่อมาเวลา 19.00 น. พล.ต.ต.ปัญญา เปิดเผยอีกครั้งว่า พนักงานสอบสวนได้เตรียมห้องประชุมสุรสีหนาท บริเวณชั้น 2 อาคารผู้บังคับบัญชากองบัญชาการกองปราบปรามไว้สำหรับใช้เป็นห้องสอบสวน นายราเกซ โดยมี พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ผบก.ปอศ. กับพนักงานสอบสวน 4 นาย ร่วมสอบปากคำพร้อมกับล่ามแปลภาษาอังกฤษด้วย เนื่องจากเชื่อว่า นายราเกซ จะให้การเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนคำให้การนั้นเป็นสิทธิของผู้ต้องหาว่าจะให้การอย่างไร และหากผู้ต้องหาปฏิเสธที่จะให้การในคืนนี้ พนักงานสอบสวนอาจจะต้องสอบปากคำในช่วงเช้าวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ก่อนจะส่งตัวไปขออำนาจศาลฝากขังก่อนเวลา 12.00 น.
พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวอีกว่า ได้รับรายงานว่าเครื่องบินเที่ยวที่ นายราเกซ เดินทางมาจะดีเลย์ออกไปประมาณครึ่งชั่วโมง ส่งผลให้มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิล่าช้ากว่ากำหนด จากเดิมในเวลา 21.30 น.เป็นเวลาประมาณ 22.00 น.แต่คงไม่มีผลกระทบกับมาตรการการรักษาความปลอดภัย

ขอประเมินอาการก่อนสอบ
ด้าน พล.ต.ต.อรรถพันธ์ ซึ่งเดินทางมารอที่กองบังคับการตำรวจปราบกราม เผยว่า คณะแพทย์ได้เตรียมรถพยาบาลและอุปกรณ์การตรวจร่างกายไว้พร้อมแล้ว โดยประสานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกโรคที่ได้รับรายงานว่า นายราเกซ มีอาการเจ็บป่วย โดยเมื่อเดินทางมาถึงกองปราบปราม ทีมแพทย์ก็จะตรวจเพื่อประเมินอาการเบื้องต้น และสามารถวินิจฉัยอาการได้ทันที
พล.ต.ต.อรรถพันธ์ กล่าวต่อว่า โดยทั่วไปแล้วอาการของผู้ป่วยที่ไม่สามารถให้การได้นั้น จะเป็นอาการทางสมอง ส่วนโรคอื่นๆ ที่อาจเข้าข่าย เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน ซึ่งโรคเหล่านี้แพทย์ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ประเมินได้ว่ าผู้ป่วยมีความพร้อมกับการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่หรือไม่ หรือควรจะส่งตัวไปยังโรงพยาบาลตำรวจ

“ราเกซ”ถึงไทย-หิ้วส่งป.ทันที
กระทั่งเวลา 22.45 น. เครื่องบินการบินไทยเที่ยวบินที่ TG615 ซึ่งเจ้าหน้าที่นำ นายราเกซ โดยสารกลับมายังประเทศไทย ก็เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่า นายราเกซ อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างอิดโรยและต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา โดยทันทีที่ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทำการแจ้งข้อกล่าวหาให้ นายราเกซ รับทราบ พร้อมกับควบคุมตัวไปยังกองบังคับการตำรวจปราบปรามทันที

แม้วทีวี-ข่าวมือถือ ส่งถึงแฟน ประเดิมพรุ่งนี้

ไทยรัฐ : ทีวีทักษิณ ได้ฤกษ์ประเดิมออกอากาศ พร้อมข่าว sms ส่งตรงถึงแฟน ๆ พรุ่งนี้ นพดล เย้ย รัฐบาลอย่าตื่น แค่หวังสื่อสารผู้สนับสนุน ไม่ได้มุ่งหวังโค่นล้ม …

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการเปิดทีวี 100 ช่องของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ในวันที่ 1 พ.ย. เวลา 12.00 น. ทีวี 100 ช่องจะเปิดตัวเป็นครั้งแรก ซึ่งประชาชนสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ 100 channelstv.com โดยช่วงแรกจะทดลองออกอากาศ 2 ช่องแรก คือ O channel คือโทรทัศน์ช่องโอท็อป เพื่อเปิดโอกาสให้มีการขายสินค้า และเผยแพร่ไปทั่วโลก และ Clever Channel ซึ่งเป็นช่องโทรทัศน์เพื่อการศึกษา โดยจะมีแผนการเรียนการสอนของโรงเรียนดัง อย่างเตรียมอุดมศึกษา มงฟอร์ต และโรงเรียนชั้นนำอีกหลายแห่ง ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ได้รับการอนุเคราะห์จากมูลนิธิไทยคม

ทั้งนี้หลังออกอากาศไประยะหนึ่งจะพิจารณาดูเรื่องจานรับสัญญาณดาวเทียม เพราะต้องยอมรับว่าทั่วโลกที่จะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นไปได้ยาก นายนพดล กล่าวอีกว่า สำหรับช่องทางที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ กับประชาชน ขณะนี้มี 6 ช่องทาง คือ 1.ทางเว็บไซต์ทักษิณไลฟ์ดอทคอม (www.thaksinlives.com)ซึ่งเป็นข่าวสารทั่วไปของพ.ต.ท.ทักษิณ 2. ทางเว็บไซต์ทักษิณไลฟ์ดอทคอม/เรดิโอ (www.thaksinlives.com/radio) ซึ่งเป็นการจัดรายการวิทยุทุกวันอังคารเวลา 20.30 น. – 21.30 น. 3.ทวิตเตอร์ ซึ่งมีอยู่ 2 ช่องทาง คือ thaksinlives ซึ่งเป็นข่าวสารทั่วไป และเปิดช่องทางอีกอย่างคือ thaksinbiz เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจได้สอบถามปัญหาและขอคำแนะนำต่างๆ 4.ช่องทางทางเฟซบุ๊ค 5.โทรทัศน์ 100 ช่อง และ 6.เอสเอ็มเอส ซึ่งประชาชนสามารถส่งขอรับข้อความได้ โดยเสียค่าบริการในการส่งครั้งแรก 3 บาท จากนั้นจะรับข้อมูลจากพ.ต.ท.ทักษิณฟรีตลอดจนกว่าจะเลิกใช้บริการ

“อยากฝากบอกรัฐบาลและนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ว่าไม่ต้องตระหนกอะไร เพราะการดำเนินการทุกอย่างไม่ได้หวังผลทางการเมือง หรือล้มรัฐบาลแต่เป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ กับประชาชนให้มากขึ้นเท่านั้น”นายนพดล กล่าว

ส่วนจะเดินทางไปร่วมงานแต่งงาน น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวของน.ส.ณหทัยด้วย จากที่ตนได้รู้จักมา น.ส.ณหทัย เป็นคนดี เป็นผู้หญิงที่ดี สมควรที่จะมีความสุข เท่าที่ทราบ ได้มีการ์ดเชิญส่งมาถึงตนด้วย แต่ตนคงไม่ไปร่วมงานเพราะติดภารกิจ ส่วนเรื่องของขวัญนั้น ตนคิดว่าเขามีพร้อมอยู่แล้ว ดังนั้นจะขอส่งใจที่หวังให้มีความสุขไป และอาจจะเขียนการ์ดให้สักใบ

ด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการจัดพิมพ์นโยบายครบรอบ 1 ปีของรัฐบาลกว่า 2 แสนเล่มเพื่อแจกจ่ายประชาชน ว่า ตนไม่แน่ใจว่าผลงานที่จะจัดพิมพ์จะมีความหนาถึง 2 หน้ากระดาษหรือไม่ แต่หากไม่พอขอแนะนำให้เอาผลงานที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริต หรือผลงานยอดแย่ในผลงานต่างๆ อาทิ ปลากระป๋องเน่า โครงการชุมชนพอเพียง โครงการเช็คช่วยชาติ โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ฯลฯ ก็น่าจะเพิ่มความหนาให้มากขึ้นได้บ้าง นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทย กำลังรวบรวมข้อมูลผลงานการทุจริตคอร์รัปชั่นและความไม่ชอบมาพากลในโครงการ ต่างๆของรัฐบาล รวมทั้งผลงานที่เด่นชัดของรัฐบาลคือการพยายามตามจับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และความพยายามถอดยศมากกว่าการดูแลปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งตนเชื่อว่าเมื่อเปรียบเทียบกันเล่มต่อเล่ม ระหว่างผลงาน 1 ปี กับผลงานยอดแย่ของรัฐบาลที่รัฐบาลกำลังจัดทำ คาดว่าคงมีความหนาและน่าอ่านกว่าผลงานรัฐบาลหลายเท่า

ส่วนเรื่องที่รัฐบาลพยายามกล่าวหาพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ว่าชักศึกเข้าบ้านนั้น จริงๆแล้วรัฐบาลต้องไปถามนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เพราะเป็นคนชักศึกเข้าบ้าน ด้วยการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ โจมตีผู้นำประเทศอาเซียนว่าเป็นกุ๊ย สิ่งที่พล.อ.ชวลิต ต้องการคืออยากไปแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะประชาคมอาเซียนนั้นมีประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่ม จึงถือเป็นการช่วยชาติคู่ขนานกันไป เพราะรัฐบาลไม่ทำอะไร แต่ไปวุ่นวายกับการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ได้ดูแลประชาชน ดังนั้นขอให้ในช่วงลอยกระทง ขอเรียกร้องให้นายกฯ นายกษิต และนายเทพไท เสนพงษ์ ไปลอยกระทงเพื่อปลดปล่อยสิ่งที่ไม่ดีที่ประเทศกัมพูชา แต่ถ้าไม่ว่างก็ขอให้ลอยกระทงที่ประเทศไทยเพื่อให้ได้สติและจิตใจที่สงบกลับ คืนมา และให้เลิกดีแต่พูด เพราะประชาชนเบื่อจนอยากอาเจียน จึงได้ฝากกระโถนเอามาให้รัฐบาล

ส่วนที่รัฐบาลตั้ง กปช.ขึ้นมาเพื่อตอบโต้ฝ่ายค้าน ว่า ถือเป็นเรื่องตลก เพราะรัฐบาลมีสื่อในมือหลากหลาย ขณะที่ฝ่ายค้านเป็นเพียงกลุ่มคนตัวเล็กๆ อยู่มุมห้อง จะพูดหรือตะโกนอย่างไรก็ไม่ดัง ตนไม่เข้ใจว่าเหตุใดไม่ใช้สื่อที่อยู่ในมือรัฐบาลทั่วประเทศ แทนที่จะมาเสียงบประมาณกับการตั้งกปช.ขึ้นมา และรู้สึกแปลกใจว่าสื่อที่มีกับงบประมาณที่ใช้ออกไปขณะนี้ไม่เพียงพอหรือ ถึงต้องตั้งกปช.ขึ้นมาซ้ำซ้อนกับกรมประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจึงถือเป็นการแทรกแซงสื่อมากขึ้นกว่าเดิม เป็นการข่มขืนกระทำชำเราสื่อเสียด้วยซ้ำ

ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ​ ชินวัตร ทวิตเตอร์ เชิญชวนบรรดาผู้ให้การสนับสนุน รับข่าวสารผ่านระบบ sms ที่จะมีการประเดิมส่งครั้งแรกในวันพรุ่งนี้ โดยเปิดเผยว่า “พรุ่งนี้เราจะเริ่มคุยกันผ่าน sms ครับ ผมยังคิดว่าจะมีรายการสนุกๆเช่น มีคนมาเยี่ยมผม ผมก็ให้นำของไปฝากชาว sms บางคนหรือไม่ก็มาหาที่นี่” รวมทั้งเปิดเผยว่า ในวันนี้ มีกลุ่มบุคคลจากประเทศไทย มาเยี่ยมอีกด้วย แต่มิได้เปิดเผยว่าเป็นผู้ใด

โดยกล่าวว่า “ต้องขอตัวไปออกรอบ กอล์ฟกับพรรคพวกที่มาเยี่ยมจากเมืองไทยก่อนครับ อย่าลืมเป็นสมาชิกรับข่าวสารจากผมผ่าน sms ฟรีเพียงกด ts ส่งมาที่ 426425 เริ่ม 1 พ.ย.”

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ตอบคำถามถึงบุคคลที่ทวิตเตอร์ เข้ามาสอบถามถึงความเห็นของพรรคการเมืองใหม่ ว่า ” ดีครับจะได้เลิก เป็นอีแอบ จะได้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ เพียงแต่รอวันที่ได้กระบวนการตรวจสอบที่เป็นธรรมไม่ใช่ทำงานตามธงไม่มี จริยธรรม” และ “ความจริงจะปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะมีความพยายามทำเรื่องเท็จให้ดูเหมือนเป็นเรื่องจริง หรือปิดข่ายบ้างบิดข่าวบ้าง โลกเปลี่ยนไปแล้ว”

Categories: ภูมิใจไทย ป้ายกำกับ:

‘อลงกรณ์’ฉุน’พรทิวา’แต่งตั้งขรก.ข้ามหัว

ตุลาคม 27, 2009 Make Love Not War! 1 comment

คมชัดลึก : อลงกรณ์ฉุน “พรทิวา” แต่งตั้งข้าราชการข้ามหัว ขอแบ่งเค้กงาน กระ ทรวงพาณิชย์ใหม่ ทบทวนแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หวังดึงอำ นาจคืนจากภูมิใจไทย เซ็ง ไม่ให้เกียรติการทำงาน เตรียม ชงเรื่องหารือที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ดักคอพรรคร่วมรัฐบาลอย่าทุจริต

(27ต.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม ครม.กรณีความขัดแย้งกับนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ว่า หลังการประชุมผู้นำอาเซียน คงต้องมาปรับปรุงการบริหารงานในกระทรวง โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่จะต้องปรับระบบใหม่วางคนให้ถูกกับงาน และปรับกรมที่รับผิดชอบเช่น กรมการค้าภายใน องค์การคลังสินค้า ที่ต้องแบ่งงานมอบหมายงานกันใหม่ ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์วันที่ 27 ต.ค.นี้ เนื่องจากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันทุกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีการมอบให้ตนดูแลหน่วยงานในความรับผิดชอบ รวมทั้งการแต่งตั้งผู้บริหาร แต่ไม่มีการปฏิบัติตามข้อตกลง ส่วนตัวไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในฐานะที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ดังนั้นการบริหารจึงต้องเป็นไปในกรอบการให้เกียรติ การรักษามารยาท ที่สำคัญต้องมุ่งประโยชน์ของประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตำแหน่งที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายไปแล้ว หากมีปัญหาจะทำอย่างไร นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ต้องปรับเปลี่ยนได้ เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ใช่การหักหน้า เพราะการแต่งตั้งที่ผ่านครม.ไปแล้วก็ดำเนินการทบทวนได้ หากพบว่า มีความไม่เหมาะสม ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การทำงานในกระทรวงจำเป็นต้องมีความเป็นเอกภาพ วางคนให้ถูกกับงานจึงเดินหน้าไปได้ ยืนยันจะนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงจะนำปัญหาผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีการระบุว่า รัฐบาลมีการทุจริตเกิน 70% ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก จึงต้องหยิบยกเรื่องนี้เข้ามาพูดคุยภายในพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่าไร

“พรรคร่วมรัฐบาลต้องช่วยกันทำงานด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เราหนียุคโคตรโกงมาแล้ว อย่าให้ถูกตราหน้าแบบเดียวกัน ผมคิดว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมปราบคอรัปชั่นในช่วงโกงทั้งโคตรมาแล้ว ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำจะยอมให้เกิดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นไม่ได้ ต้องถือประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ประโยชน์ของรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลเป็นปัญหารอง” นายอลงกรณ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกมาระบุเช่นนี้ต้องการสื่อไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลที่อยู่ในกระทรวงเดียวกันเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า คิดว่าเป็นปัญหาที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่เบื้องต้นในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ เราจะพูดคุยในพรรคก่อน เพื่อหาแนวทางช่วยดูแลเรื่องนี้ ตนเชื่อในความจริงใจของพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะตระหนักปัญหานี้เช่นกันว่า เป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน มั่นใจว่า ไม่เป็นประเด็นให้พรรคร่วมรัฐบาลเกิดความแตกแยก การปรับปรุงเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล

“ผมมั่นใจว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ละทิ้งอุดมการณ์ เรายึดมั่นความซื่อสัตย์มาตลอด เมื่อมีความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่มองว่า รัฐบาลมีการทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบเป็นพรรคแรก ยังเชื่อทุกพรรคจะช่วยกันทำงานเพื่อแก้ปัญหานี้ด้วย การที่มีประชาชน 70% มองว่า รัฐบาลทุจริตคิดว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบแก้ไขไม่ใช่แก้ตัว และจะเพิกเฉยต่อไปไม่ได้” นายอลงกรณ์ กล่าว

ชวรัตน์แนะนายกฯ ปราม สส.ปชป.ด่าพรรคร่วม

ไอเอ็นเอ็น : “ชวรัตน์” แนะ นายกฯ ปรามลูกพรรค หากมี ส.ส.ปชป. กล่าวหาพรรคร่วมเป็นโสเภณีเกาะรัฐบาลจริง ขณะที่เรื่องความขัดแย้งในกระทรวงพาณิชย์ ไม่ถือเป็นเรื่องระหว่างพรรค

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธไม่ได้ยินกรณีที่มี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์บางคนเ ปรียบพรรคร่วมรัฐบาลว่าเป็นโสเภณี คอยเกาะกินพรรคประชาธิปัตย์นั้น โดยระบุว่า หากมีการพูดเช่นนั้นจริง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ควรสั่งสอนสมาชิกพรรค อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวไม่ได้ถือว่า เป็นความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล โดยระบุว่า ตราบใดที่ผู้ใหญ่ของพรรคทั้ง 2 พรรค ยังมีความกลมเกลียวกันอยู่ ก็ไม่ต้องสนใจพวกปลาซิวปลาสร้อย

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวถึงกระแสข่าวความขัดแย้ง ระหว่าง นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับกรณีการแต่งตั้งข้าราชการ
ภายในกระทรวงพาณิชย์ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องภายในกระทรวงพาณิชย์ ที่ทั้ง 2 คน ต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งไม่ได้ถือเป็นความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล แต่อย่างใด

‘ปู่จิ้น ชวรัตน์’ฉุนคนปล่อยข่าวทำลาย-ยืนยันไม่เคยเปลี่ยนใจหนุนปทีป!

หมายเหตุ PAD’s Enemies List : เช้าวันที่ 6 ต.ค. 2552 ”ไทยโพสต์” “เดลินิวส์” ชูประเด็นข่าวข้างล่างนี้ครับ ทำให้ “ปู่จิ้น-ชวรัตน์” ฟิวส์ขาด ต้องออกมาตอบโต้ .. ข่าววงในว่ากันว่าคน “ปล่อยข่าว” ผ่านสื่อ (ไร้เดียงสา) ทำลายปู่จิ้นครั้งนี้ คือ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ระดับบนๆ ที่มีชื่อย่อ “ท.ท.” กับ “อ.อ.”

ไทยโพสต์ : มท.1พลิกหนุนปทีป อ้างที่แล้วมาจบๆกันไป

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า กระแสข่าวที่พรรคประชาธิปัตย์แบ่งออกเป็น 3 ก๊ก โดยกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์แบ่งเป็น 4 ก๊ก โดยแบ่งเป็นก๊กนายชวน นายสุเทพ นายบัญญติ นายอภิสิทธิ์ และนายนิพนธ์ ว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มี 175 คน คงแบ่งได้ 175 ก๊ก ฉะนั้น สิ่งที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาให้สัมภาษณ์เช่นนี้ถือเป็นการสร้างข่าวโดยปราศจากข้อเท็จจริง ซึ่งโฆษกพรรคเพื่อไทยไม่รู้สภาพความเป็นจริงของพรรคประชาธิปัตย์ คงเข้าใจว่าเป็นเหมือนพรรคที่ตัวเองสังกัดอยู่ที่มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ซึ่งวันนี้ต้องหาคนมาเป็นหัวหน้าพรรคให้ได้ จนสุดท้ายจบลงที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี จนเป็นเหตุให้นายเสนาะ เทียนทอง เกิดอาการน้อยใจและประกาศยุติบทบาททางการเมืองใช่หรือไม่

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านายสุเทพจะลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอ้างว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งอาถรรพ์นั้น นายเทพไทเชื่อว่าคนในพรรคเพื่อไทยรู้จักนายสุเทพน้อยเกินไป เพราะนายสุเทพและพรรคประชาธิปัตย์มีความผูกพันจนแยกกันไม่ออก ถ้าตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นตำแหน่งที่มีอาถรรพ์ตามที่ถูกกล่าวหา ตนเชื่อว่านายสุเทพจะเป็นผู้ล้างอาถรรพ์ให้วงการการเมือง และนายสุเทพจะเป็นเลขาธิการพรรคจนกว่าจะเลิกเล่นการเมือง และไม่มีวันที่จะย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นอย่างเด็ดขาด

“ยืนยันในฐานะผู้ช่วยเลขาธิการพรรคและทำงานใกล้ชิดกับนายสุเทพ ผมเชื่อว่าทุกลมหายใจของนายสุเทพคือการทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน และฝ่าฟันอุปสรรคจนมาเป็นรัฐบาลได้จนทุกวันนี้ ฉะนั้น จะมายุแยงให้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการถือว่าเป็นไปไม่ได้” นายเทพไทกล่าว

รถเมล์ไป ผบ.ตร.มา

สำหรับตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่นั้นมีแนวโน้มว่าจะจบลงได้ในไม่กี่วันนี้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เผยว่า เรื่องท่าทีความในใจนั้น ขณะนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อ ผบ.ตร. ที่ตนเคยกำหนดไว้ ซึ่งเรื่องที่ผ่านมา อยากให้จบไปและเริ่มต้นกันใหม่ หากนายอภิสิทธิ์พร้อมเมื่อไหร่ ตนก็พร้อมจะร่วมประชุมเมื่อนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ ก.ต.ช.อีกหนึ่งตำแหน่งที่มีสิทธิ์โหวตเลือก ผบ.ตร. คือ นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เคยประกาศไว้ในวันรับตำแหน่งปลัดกระทรวง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ว่า พร้อมสนับสนุน ผบ.ตร.ตามนายชวรัตน์ ไม่ว่านายชวรัตน์จะเลือกใคร พร้อมจะยกมือตามนั้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุม ก.ต.ช.ครั้งแรก นายชวรัตน์ และนายวิชัย ศรีขวัญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย 2 เสียง ก.ต.ช.เคยลงมติไม่สนับสนุน พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็น ผบ.ตร. ตามที่นายอภิสิทธิ์เป็นผู้เสนอ

อย่างไรก็ตาม หากนายชวรัตน์และนายมานิตเปลี่ยนใจมาสนับสนุน พล.ต.อ.ประทีปจริง จะทำให้เสียงของนายอภิสิทธิ์เพิ่มขึ้นมา 2 เสียง ทำให้นายอภิสิทธิ์อาจมีการเรียกประชุม ก.ต.ช.ในเร็ววันนี้ เพื่อหาคนมาแทนนายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านงบประมาณ ที่ได้ลาออกไป ก่อนมีการเลือก ผบ.ตร.อีกครั้ง หลังจากยืดเยื้อมานาน

เป็นที่น่าสังเกตว่าการเปลี่ยนท่าทีของนายชวรัตน์เกิดขึ้นหลัง ครม.อนุมัติโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย ที่คุมกระทรวงคมนาคม

พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ (อดีต อ.ตร.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นควรให้ พล.ต.อ.ปทีปทำหน้าที่รักษาการ ผบ.ตร.ต่อไป เพื่อดูการทำงานว่าได้ผลหรือไม่ ถ้า พล.ต.อ.ปทีปทำงานได้ผลต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อประชาชน แล้วพอถึงเวลาจึงแต่งตั้ง ผบ.ตร.ตัวจริง ไม่ต้องรีบแต่งตั้ง ผบ.ตร.ตัวจริง

พล.ต.อ.มนัส ครุฑไชยันต์ อดีตรอง อ.ตร. กล่าวว่า การเสนอแต่งตั้ง ผบ.ตร.เป็นเรื่องที่กำหนดไว้ตามกฎหมายให้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีต้องคิดใคร่ครวญให้ดีว่าอะไรดีหรืออะไรที่เป็นสิ่งไม่ดี ต้องมองให้รับสภาพความเป็นจริงของบ้านเมือง ต้องการให้คนที่เป็นกลางมาทำให้เกิดความชื่อมั่นในองค์กรตำรวจ ทุกคนไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำเข้ามาบริหารประเทศ ต้องให้โอกาสในการคัดเลือกคนมาเป็น ผบ.ตร. เข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ปล่อยมีการใช้อำนาจของคนกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นจุดที่น่าเป็นห่วง เพราะเคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ที่คนไม่กี่คนทำอะไรในบ้านเมืองอะไรก็ได้ จะโกงกินหรือคอรัปชั่นได้ทั้งนั้น ไม่มีใครเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุล เพราะอำนาจทั้งหมดอยู่ที่คนกลุ่มเดียว ไม่ว่าจะเอาผลประโยชน์ชาติไปแลกผลประโยชน์ของตนเอง ต้องมองเจตนารมณ์กฎหมายให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ ก.ต.ช. ซึ่งมีอำนาจเสนอแต่งตั้ง ผบ.ตร. จะมอบหมายใครมาทำหน้าที่แทนไม่ได้

ข่าวสด : ชวรัตน์กร้าว ลั่นจุดยืนเดิมค้านปทีปนั่งผบ.ตร.

news20090612231552เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 6 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเปลี่ยนท่าทีในการประชุม ก.ต.ช.เพื่อพิจารณาสรรหาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)คนใหม่ ว่า ไม่เคยเปลี่ยน ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่ายังสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ใช่หรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ตนไม่เคยสนับสนุนพล.ต.อ.จุมพล เพียงแต่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการตั้งพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผบ.ตร. เท่านั้นเอง เมื่อถามว่าถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีปอีกครั้งในการประชุม ก.ต.ช.ครั้งหน้า ท่านจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า นั่นเป็นจุดยืนอยู่แล้วที่เราไม่เห็นด้วยในการเสนอครั้งแรกของนายกฯ และถ้าเสนอในครั้งใหม่ เราก็ไม่เห็นด้วย เมื่อถามย้ำว่านายกฯควรเสนอชื่ออื่นเข้ามาใหม่ใช่หรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า เราต้องการคนที่นายกฯยังไม่ได้เสนอ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีอะไรที่เป็นจุดร่วมกันได้หรือไม่ เพราะดูเหมือนนายกรัฐมนตรีและก.ต.ช.ส่วนใหญ่จะยังเสนอชื่อเดิม นายชวรัตน์ กล่าวว่า ตนคิดว่านายกรัฐมนตรีควรจะต้องคุยกับกรรมการ ก.ต.ช.นอกรอบเพื่อหาความเป็นเอกภาพให้ได้ เพราะถ้ายังไม่มีเอกภาพ ก็ยังเหมือนเดิม

ต่อข้อถามว่าคิดว่าในปีงบประมาณใหม่ ควรรีบแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ได้แล้วใช่หรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่น่าจะมีปัญหา น่าจะเลือกได้แล้ว เขาจะได้ทำงานกันสักที แต่ตอนนี้คาราคาซัง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

“ การที่มีคนมาพูดว่าสาเหตุที่ผมเปลี่ยนความคิดในเรื่องการเลือกผบ.ตร.คนใหม่ เพราะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องของรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน นั้น เป็นสิ่งที่น่าละอายมาก ผมยืนยันว่าไม่มีการต่อรองผลประโยชน์ใดๆ ในเรื่องรถเมล์ ทุกอย่างมีเหตุผลอยู่แล้วและผมก็ไม่ใช่คนกระจอกขนาดนั้น คนอย่างผมมีศักดิ์ศรีเพียงพอและพูดคำไหนคำนั้น”นายชวรัตน์ กล่าวด้วยนำเสียงหนักแน่น

เติ้งผนึกเนวิน ไล่บี้มาร์ค ม.7 เร่งแก้ไขรธน.

ไทยรัฐ : ‘เนวิน’ เยือนสุพรรณฯ ถก ‘บรรหาร’ ชื่นมื่น ภท.-ชทพ. ขู่ 70 เสียงบี้ ‘มาร์ค’ รีบแก้รธน. “ตือ” จวก หากนายกฯ​จริงใจไม่ต้องถึง 9 เดือน แนะ ทำประชามติหลังผ่านวาระแรก …

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ตั้งแต่ช่วงเวลา 09.00 น. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้เดินทางไปตรวจราชการที่ จ.สุพรรณบุรี จากนั้นได้แวะเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร และ หอเกียรติยศนายกรัฐมนตรี จ.สุพรรณบุรี ตามคำเชิญของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย โดยมีนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ นายบรรหาร พร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชาย และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ได้มาให้การต้อนรับคณะของ นายชวรัตน์ และ ต่อมาเมื่อเวลา 12.30 น. นายบรรหารได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันที่ร้านแม่บ๊วย ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยระหว่างแกนนำของทั้งสองพรรคเป็นไปอย่างชื่นมื่น

รายงานข่าวแจ้งว่า ทั้งนี้ ในการหารือช่วงหนึ่งแกนนำ ทั้งสองพรรคได้หารือกันถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย โดยนายบรรหาร ได้ปรารภบ่นถึงท่าทีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ความจริงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายกฯ รับปากไว้ครั้งแรกว่าจะแก้ไขตั้งแต่ตอนที่ไปรวมตัวกัน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่บ้านนายบรรหาร ครั้งที่ 2 รับปากอีก ในการหารือกันของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่บ้านพักของ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ เมื่อเดือน เม.ย.ตอนนั้น ก็รับปากว่าสิ้นเดือน เม.ย.จะเรียบร้อย แต่จนป่านนี้ยังไม่ไปถึงไหน อย่างนี้ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลคงจะต้องหารือกันอีก เพื่อจะได้ทวงถามให้แกนนำรัฐบาลเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่รับปากกันไว้โดยเร็ว น่าจะทำให้เรียบร้อย เพราะ 2 พรรคนี้รวมกันก็ 70 กว่าเสียงแล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะที่นายเนวิน ได้กล่าวแสดงความเห็นด้วยกับ นายบรรหารว่า ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย เห็นว่าทั้ง ม.190 และ เขตเลือกตั้ง เป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันแล้วว่า ต้องแก้ ไม่จำเป็นต้องไปทำประชามติอีก แต่เมื่อนายกฯ จะให้ทำประชามติ ก็ไม่ว่าอะไร แต่ควรเริ่มลงมือทำให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลานานพอสมควร หากเปลี่ยนแปลงรัฐบาล อาจทำให้ทุกอย่างที่ได้ตกลงกันไว้ ไม่เป็นไปตามที่พูดกันไว้ ปัญหาหลายอย่างก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

วันเดียวกัน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่นายกฯ ระบุภายหลังการหารือร่วมกับวิป 3 ฝ่ายว่า ต้องใช้เวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญนาน 9 เดือน ว่า เรื่องกำหนด 9 เดือน เป็นเรื่องของนายกฯ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ๆ เป็นเรื่องของสภา ซึ่งมีขั้นตอนข้อบังคับว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด สำคัญที่สุดคือสภาต้องยึดโยงกับประชาชน โดยส่วนตัวมองว่าถ้ารัฐบาลจริงใจจะดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่จำเป็นต้องนานถึง 9 เดือน สำคัญที่สุดคือต้องเร่งลงมือทำ เมื่อนายกฯ กับวิป 3 ฝ่ายคุยกัน ได้ข้อยุติ แล้วก็ควรดำเนินการทันที เพราะเวลาเหลืออีกไม่นานแค่เดือนเศษ ๆ ก็จะปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติแล้ว เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าต้องเร่งแก้ปัญหา และคณะกรรมการสมานฉันท์ก็สรุปแนวทางไว้แล้ว ถ้ารัฐบาลจริงใจจะสร้างสมานฉันท์ในชาติ ควรไปตั้งงบประมาณไว้ 2 พันล้านไว้ทำประชามติ ถ้าไม่มีก็ต้องใช้งบกลาง

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าถ้ารัฐบาลและสภาจริงใจจะแก้รัฐธรรมนูญก็ทำได้เร็ว และเมื่อนายกฯ ประกาศจะทำประชามติ ตามกฎหมายกำหนดให้ทำภายใน 90 วัน แต่ไม่เกิน 120 วัน ซึ่งช่วงที่เหมาะสมที่จะทำประชามติ คือเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณาวาระแรกไปแล้ว ก็ให้ตั้งกรรมาธิการไปขัดเกลามาแล้ว ก่อนที่จะนำกลับมาพิจารณาในวาระ 2-3 เพราะถ้าไปทำก่อนเสนอร่างแก้ไขคงไม่มีใครทำกัน และประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่าจะแก้ไขอะไรบ้าง อย่างไร

“มาร์ค ม.7″เสียงอ่อน ครม.ผ่านฉลุยเช่ารถเมล์ “เนวิน”ตีปีกอ้างผลงาน ภท.เพื่อคนกรุง

กันยายน 29, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

มติชน : “มาร์ค”เสียงอ่อน แค่กำชับจัดซื้อต้องโปร่งใส ครม.ผ่านฉลุย”รถเมล์” 4 พัน เชื่อเช่าเสี่ยงน้อยกว่าซื้อ “เนวิน”ตีปีกอ้างเป็นผลงาน ภท.เอาใจคนกรุง พท.เชื่อไม่โปร่งใส ซัดเป็นมะเร็งร้ายที่ชาวบ้านต้องรับกรรม กลุ่ม 40 ส.ว.สงสันเป็ยเกมต่อรองแก้ไข รธน.

เมล์ 4 พันคันฉลุยครม.เชื่อเช่าดีกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือบอร์ดสศช.) ให้ใช้วิธีการเช่ารถโดยสารปรับอากาศใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (ซีเอ็นจี) หรือ รถ ปอ.ซีเอ็นจี 4,000 คัน ภายหลังกระทรวงคมนาคมภายใต้การกำกับดูแลของนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการฯจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พยายามผลักดันแผนฟื้นฟูกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นี้มาแล้วหลายครั้งแต่ถูกตีกลับ โดยครม.มอบหมายให้บอร์ดสภาพัฒน์ฯ ไปศึกษาทางเลือกต่างๆ กระทั่งนำข้อสรุปเสนอต่อครม. การเช่าตามข้อเสนอเดิมกระทรวงคมนาคมจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าวิธีการซื้อ

ทั้งนี้ การพิจารณาเรื่องนี้ในที่ประชุมครม. บรรยากาศเป็นไปอย่างผ่อนคลายแตกต่างจากทุกครั้งที่มีการพิจารณา แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เคยเป็นตัวตั้งตัวตีคัดค้านในครั้งก่อนๆ ยังมีท่าทีเปิดกว้าง รับฟังการนำเสนอจากรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง อีกทั้งคำถามที่นายอภิสิทธิ์ซักถามนายโสภณ และนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สศช.ก็ไม่ร้อนแรงอย่างในอดีต ทำให้รัฐมนตรีคนอื่นๆ จับสัญญาณได้ทันทีระหว่างการพิจารณาว่า ครม.จะต้องอนุมัติตามแนวทางนี้อย่างแน่นอน และในที่สุดนายอภิสิทธิ์ก็เป็นผู้สรุปให้เลือกใช้วิธีการเช่า ขณะที่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ขอให้บันทึกข้อเสนอแนะเรื่องใช้รถที่ประกอบภายในประเทศไปด้วยนั้น น่าจะเพื่อรับรองความปลอดภัยในอนาคต หากจะมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในชั้นของ ป.ป.ช.

ครม.สุดชื่นมื่น ถ้อยทีถ้อยอาศัยผ่านฉลุย

ในการประชุมครม. บอร์ด สศช.ได้นำเสนอผลการศึกษาว่า เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความเหมาะสมระหว่างวิธีการเช่า และวิธีการซื้อ พบว่า การจัดหารถโดยวิธีการเช่าจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าวิธีการซื้อ เนื่องจากวิธีการเช่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ ให้มีรถโดยสารประจำทางพร้อมใช้งานตลอดเวลา และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการเงิน ภาระดอกเบี้ยของ ขสมก. สำหรับวิธีการซื้อ จะมีข้อจำกัดในเรื่องการจัดหาแหล่งเงินที่มีต้นทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ ภาระหนี้ของ ขสมก. และความคล่องตัวในการบริหารจัดการเดินรถ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการดังกล่าวในกรณีเช่า มีเงื่อนไขสำคัญที่กระทรวงคมนาคมและขสมก. จำเป็นต้องดำเนินการก่อนการจัดหารถโดยสารของโครงการเพื่อลดความเสี่ยงของโครงการ ได้แก่

1.ความชัดเจนของพนักงานที่จะเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยจะต้องมีพนักงานเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ตามเป้าหมายจำนวน 7,009 คน และจัดเตรียมมาตรการลดผลกระทบจากการว่างงานของพนักงานดังกล่าวก่อนเริ่มดำเนินการจัดหารถ ปอ.ซีเอ็นจี เพื่อให้ ขสมก.สามารถลดรายจ่ายบุคลากรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสอดคล้องกับรายได้จากการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องสนับสนุนงบประมาณสำหรับโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดให้ ขสมก.ในวงเงิน 6,143 ล้านบาทด้วย

2.ขสมก.ต้องจัดซื้อที่ดิน (กรณีที่ดินของเอกชน) ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก. หรือเช่าที่ดิน (กรณีเป็นของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เพื่อก่อสร้างอู่จอดรถโดยสาร และสถานีบริการก๊าซธรรมชาติให้แล้วเสร็จก่อนเปิดประมูลจัดหารถ ปอ.ซีเอ็นจี

3.รัฐบาลควรพิจารณาตัดสินใจในการรับภาระหรือบริหารหนี้สินเดิมของ ขสมก. เพื่อแยกภาระหนี้สินเดิมออกจากแผนปรับปรุงการบริหารจัดการและบริการระบบขนส่งมวลชน ที่จะดำเนินการปรับปรุงใหม่ให้มีความชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการตามแผนดังกล่าวสามารถพลิกฟื้นฐานะการเงินของ ขสมก.ได้ในระยะยาว และกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายควบคุมอัตราค่าโดยสาร จะต้องมีการอุดหนุนผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นระบบ

4.การกำหนดเงื่อนไขในการจัดหารถโดยสาร และระบบต่างๆของโครงการ จะต้องเปิดกว้างให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านสามารถเข้าร่วมการประมูลเพื่อแข่งข้นราคาได้อย่างโปร่งใส

5.ขสมก.จะต้องกำหนดเงื่อนไขการจัดหารถโดยสาร ระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ และระบบสารสนเทศต่างๆของโครงการ ให้มีความพร้อมใช้งานได้ในจำนวน 4,000 คันตลอดเวลา รวมทั้งจะต้องติดตั้งอุปกรณ์สำหรับผู้พิการ และทุพลภาพเพื่ออำนวยความสะดวกให้ด้วย

“โสภณ”โน้มน้าว-”อำพน”ช่วยตอบ

นายโสภณ ในฐานะเจ้าของโครงการ เป็นผู้เสนอโครงการและพยายามโน้มน้าว ครม.ให้ผ่านความเห็นชอบ นอกจากนี้ ยังได้นำนายอำพนมาคอยช่วยตอบข้อซักถามของ ครม. และชี้แจงความเห็นของบอร์ด สศช. โดยมีสาระสำคัญที่ได้นำเสนอ ครม. 3 ส่วน ประกอบด้วย

1.การยืนยันรูปแบบการเช่าว่าดีกว่าการซื้อ เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่า
2.การวางกระบวนการดำเนินการที่โปร่งใส่
3.การเลือกใช้วิธีการอื่นๆ เช่น การให้สัมปทานเดินรถบริษัทเอกชน 155 เส้นทาง

“นายก”ตัดบท ไม่คุยสัมปทานเดินรถ

ทันทีที่นายโสภณนำเสนอโครงการจบ นายอภิสิทธิ์พูดขึ้นมาทันทีว่า การให้สัมปทานเดินรถเอกชนให้ตัดไปเลย ในเมื่อ ครม.กำลังคุยกันว่าการเช่าดีกว่าการซื้อ ก็ขอให้มาลงรายละเอียดในเรื่องนี้ จากนั้นนายกฯ สอบถามถึงตัวเลขที่เคยเป็นปัญหาหลายตัว อาทิ เรื่องจุดคุ้มทุน แต่ปรากฏว่า สศช.ไม่ได้ทำรายละเอียดที่ชัดเจน นายอำพนชี้แจงเพียงว่า จุดคุ้มทุนระหว่างการใช้รูปแบบการเช่ากับการซื้อพอๆ กัน แต่ความเสี่ยงในการเช่าน้อยกว่า เนื่องจากภาคเอกชนต้องเป็นผู้รับภาระทั้งหมด ทำให้ปัญหาค่าใช้จ่ายส่วนเกินของ ขสมก.ในแต่ละปีหายไป

ขณะที่ พล.ต.สนั่น ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ให้เป็นประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ให้ข้อสังเกตเดิมที่เคยให้ไปแล้ว ถึงที่มาของรถที่เคยนำเสนอว่า ควรเป็นรถที่ผลิตภายในประเทศ รวมถึงเรื่องอู่ซ่อม และจำนวนรถที่จำเป็น

นายโสภณชี้แจงว่า กระทรวงคมนาคมได้พยายามทำตามนั้นมามากแล้ว ทำให้ พล.ต.สนั่นพูดว่า ถ้าอย่างนั้นขอให้บันทึกไว้ในบันทึกการประชุมครั้งนี้ด้วยว่า ตนได้เสนอความเห็นเหล่านี้ไว้ด้วย ภายหลังการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง นายกฯ ได้สรุปให้เดินตามแนวทางในการเช่ารถ ปอ.ซีเอ็นจี โดยให้กระทรวงคมนาคมรับข้อเสนอของ พล.ต.สนั่นไปพิจารณาประกอบด้วย

“ครม.”เสนอตั้งกก.กำหนดราคากลาง-ดูจัดซื้อ

จากนั้น ครม.ได้ถกประเด็นเรื่องการจัดหาอู่และสถานีให้บริการก๊าซเอ็นจีวีของรถเมล์เหล่านี้ และประเด็นการลดพนักงาน ขสมก.ด้วยการให้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออร์ลี่รีไทร์) โดยรัฐมนตรีส่วนใหญ่แสดงความเป็นห่วงว่า หากมีการเดินหน้าโครงการและนำระบบตั๋วอิเล็คทรอนิสก์ (อี-ทิคเก็ต) มาใช้ โดยที่ยังไม่ได้ลดพนักงาน ขสมก. จะเกิดปัญหารายจ่ายซ้ำซ้อนอีก นายโสภณชี้แจงว่า ขณะนี้มีพนักงานเสนอตัวว่า จะเข้าโครงการเออร์ลี่รีไทร์ประมาณ 2,000 คนแล้ว แต่ยังขาดอีกประมาณ 5,000 คน ซึ่งจะหาทางดำเนินการต่อไป โดยจะกลับไปจัดทำแผนปฏิบัติการให้ชัดว่าจะทำอะไร อย่างไร เมื่อไร

ส่วนในเรื่องความโปร่งใสของโครงการ ครม.ได้เสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมากำหนดราคากลาง และดูแลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด โดยน่าจะเปิดกว้างให้ตัวแทนจากหลายภาคส่วน อาทิ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ ฯลฯ ทำให้นายโสภณรีบแอ่นอกรับข้อเสนอดังกล่าวทันที โดยบอกว่า “ใครจะมาเป็นกรรมการก็ได้ ไม่มีปัญหา ขอเพียงแค่กระทรวงคมนาคมได้ทำโครงการนี้ก็พอ”

ในท้ายสุด นายโสภณคาดการณ์ให้ที่ประชุมฟังว่า จะมีรถ ปอ.ซีเอ็นจีล็อตแรก 1,500 คันให้บริการประชาชนในอีก 15 เดือนข้างหน้า และครบ 4,000 คันภายใน 2 ปี

“มาร์ค”แค่กำชับจัดซื้อต้องโปร่งใส

นายอภิสิทธิ์ แถลงเรื่องนี้ภายหลังประชุมว่า ได้พิจารณาผลการศึกษาของบอร์ดสภาพัฒน์ฯ ที่สรุปว่าการเช่าจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการซื้อ ดังนั้นครม.ด้เห็นชอบ แต่ยังมีประเด็นที่ให้นายโสภณไปกำหนดแผนที่ชัดเจนกลับมาเสนอครม.อีกครั้ง คือ 1.หากจะทำให้โครงการนี้คุ้มค่าและเปลี่ยนแปลงให้ ขสมก.กลับมามีกำไรจะต้องใช้ระบบตั๋วอิเลกทรอนิกส์และต้องลดจำนวนพนักงาน ซึ่งกระทรวงต้องไปจัดทำแผนการลดจำนวนคร่าวๆ 6,000-7,000 เพราะถ้าเดินโครงการนี้แล้วพนักงานไม่ลดในที่สุด ก็ไม่ได้แก้ปัญหาของ ขสมก. จึงต้องทำโครงการจูงใจให้พนักงานเกษียณก่อนกำหนด

“2.ต้องวางแผนเพิ่มจำนวนอู่รถเมล์ที่มีสถานีที่สามารถเติมเอ็นจีวีได้ โดยสามารถรองรับปริมาณรถได้กี่คันระยะเวลาเท่าไหร่ 3.การจัดซื้อจัดจ้างจะต้องให้โปร่งใสมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนห่วงใยมาก โดยจะต้องตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางและต้องให้มีการแข่งขันให้มากที่สุด เพื่อเป็นหลักประกันจะได้ราคาที่สมเหตุสมผล ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ ที่เคยพิจารณาใน ครม.ไปแล้ว เช่น ให้เป็นรถเมล์ที่ประกอบในประเทศ ยังคงเดิมรวมไปถึงการลดเงินตัวเลขประมาณการวงเงินในสมัยที่ พล.ต.สนั่น ทำไว้ก็ให้นำไปประกอบการพิจารณาของกระทรวงคมนาคมที่จะเสนอกลับมาอีกครั้ง โดยตัวเลขงบประมาณเดิมที่ปรับลงมาคือ 6.6 หมื่นล้านบาท แต่ต้องไปจัดทำราคากลางดังนั้นต้องรอคณะกรรมาการกำหนดราคากลางมาเป็นผู้กำหนด และหากการจัดซื้อจัดจ้างประมูลมีการแข่งขันให้ได้มากที่สุดน่าจะได้ตัวเลขที่ดี” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อ้างถ้าซื้อ มีข้อเสียต้องเผื่อจำนวน

เมื่อถามว่า การประมูลจะแยกส่วนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะเสนอรายละเอียดอีกครั้ง เพราะ ครม.จะพิจารณาว่าแบบไหนจะเกิดการแข่งขันมากที่สุด รวมไปถึงค่าซ่อมที่ต้องดูเงื่อนไขการเปิดประมูล เมื่อถามว่า จะมีการคิดค่าซ่อมตั้งแต่วันแรกที่มีการเช่ารถเมล์เลยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กำลังให้ไปทำรายละเอียดมา

ส่วนเหตุผลที่การเช่าดีกว่าซื้อนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีความเสี่ยงที่น้อยกว่า เพราะรถที่หมุนเวียน หากซื้อจะต้องซื้อเผื่อเข้ามาอีก และดูจากประวัติของ ขสมก.จะพบว่าเรื่องค่าซ่อมบำรุงมักจะแพงกว่าซื้อ โดยหลังจากนี้ คมนาคมต้องไปทำปฏิทินทั้งเรื่องอู่ พนักงาน รถและกรอบการเสนอให้มีการแข่งขันกัน สำหรับเรื่องหนี้สินเดิมของ ขสมก.ต้องไปแก้ปัญหาต่างหากอยู่แล้ว ถ้าเอามาดูด้วยจะทำโครงการอะไรก็เป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น

เมื่อถามว่า จะให้เวลากระทรวงคมนาคมศึกษาเรื่องนี้นานเท่าไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ขึ้นอยู่กับกระทรวงคมนาคม ตามแผนที่กระทรวงคมนาคมกำหนดเวลาไว้คือภายใน 2 ปี และหากนับหนึ่งได้เรื่องของอู่ เรื่องพนักงานก็จะสามารถเสร็จภายใน 2 ปี

“เนวิน”ปลื้มชิงตีปี๊บเป็นผลงานภท.

รายงานข่าวแจ้งว่า นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน แกนนำ ภท. กล่าวในการประชุม ส.ส.ของพรรคบ่ายวันเดียวกัน ณ ที่ทำการพรรคย่านถนนพหลโยธินว่า การเช่าซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ถือเป็นผลงานของพรรค ที่ทำให้คนกรุงเทพฯ และชาวบ้าน ได้ประโยชน์และจะเกิดความพอใจในภท. โดยผู้ได้ประโยชน์จะไม่คิดว่าโครงการนี้ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ขอเพียงแค่ให้คนกรุงเทพฯ พอใจเป็นพอ ทั้งนี้ วันที่ 4 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นวันเกิดของตน จะไม่มีงานเลี้ยง เพราะต้องขอเวลาเป็นส่วนตัว แต่จะมีการเลี้ยงที่พรรคในวันที่ 6 ตุลาคม

พท.เชื่อโครงการนี้ไม่โปร่งใส

นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า เท่าที่ดูพฤติกรรมการใช้งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ จนมีการกล่าวหาว่ารัฐพายเรือให้โจรนั่ง ถ้าเป็นโจรที่ปล้นเพื่อดำรงชีวิตครอบครัวโจร แต่วันนี้รัฐบาลกำลังพายเรือให้โจรสลัดการเมือง ที่ปล้นทุกอย่างเอาไปกองไว้ในที่มิดชิด น่าเป็นห่วงงบประมาณประจำปี 2552และ2553 รวมทั้ง พ.ร.ก.เงินกู้และพ.ร.บ.เงินกู้ที่มีวงเงินจำนวนมหาศาล กำลังจะถูกโจรสลัดเข้ามาปล้นกันอย่างมหาศาล ถ้านายกฯ มีภาวะผู้นำ ที่จะนำรัฐนาวาฝ่าฟันอุปสรรค จะต้องกล้าตัดสินใจ อย่าให้โจรสลัดมาปล้นชาติซ้ำเติม หากยังเป็นเช่นนี้ประเทศไทย คงไปไม่รอดแน่ โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ตนเชื่อว่าไม่โปร่งใสอย่างแน่นอน มีผู้ได้รับผลประโยชน์กินกันยาว เป็นการบีบบังคับเป็นลูกโซ่โยงใยกันไปหมด ยิ่งกว่ามะเร็งร้ายที่เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย ทำให้คน 63 ล้านคนต้องรับกรรม ซึ่งต้องจับตาดูต่อไป

“หากอนาคตเกิดความเสียหาย ใครจะรับผิดชอบ หากเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คงหวังพึ่งพระสยามเทวาธิราช จุดธูปจุดเทียน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยประเทศ ถ้าใครปล้นประเทศชาติ ก็ขอให้มีอันเป็นไป” นายศักดา กล่าว

ด้านนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อพิจารณาผลกระทบต่อการเดินรถโดยสาร กลุ่มผู้ประกอบการรถร่วมและประชาชนผู้ใช้บริการ ในคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร จากพท. แถลงว่า กมธ.ได้ศึกษาและสรุปว่าหากจะมีการเดินรถด้วยระบบเอ็นจีวี ควรให้พิจารณาร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรถร่วมและขสมก. ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับคำตอบว่า หากมีรถเอ็นจีวีออกมาวิ่งพร้อมกัน 4,000 คันในช่วงนี้ ปตท.ยังไม่สามารถให้บริการสถานีก๊าชได้ทัน โดยเฉพาะในเขตปริมณฑล ที่ต้องมีการเพิ่มเส้นทางวางท่อส่งก๊าซด้วย

40ส.ว.ชี้แค่เกมต่อรองเรื่องรธน.

นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา จากกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า ครม.ทั้งคณะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้ตัดสินกระทำ ตนไม่มั่นใจว่า ครม.พิจารณาโดยรอบคอบแล้วหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันหรือมีผลประโยชน์แอบแฝงระหว่างกลุ่มทุน กลุ่มธุรกิจใด ที่ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ กลุ่ม 40 ส.ว.จะนัดประชุมร่วมกันในวันที่ 30 กันยายน เพื่อศึกษารายละเอียดและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่รัฐบาลเห็นชอบกับโครงการดังกล่าว อาจมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการต่อรองกันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเดิมที่ท่าทางของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะภท. คัดค้านอย่างหนักเรื่องการทำประชามติ แต่อยู่ดีๆยอมรับเป็นเรื่องที่น่าแปลก

“ทักษิณ”เดือดฉะกลับ “เนวิน” ใส่ความ – หลุดคดีกล้ายางขอให้โชคดีได้เป็น”นายหน้าค้าอำนาจ”

กันยายน 24, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

newin1

newin2

มติชน : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวิตข้อความ เมื่อวันที่ 23 กันยายน ผ่าน http://twitter.com/thaksinliveถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือ งมีคำวินิจฉัยถอนฟ้อง 44 จำเลยในคดีกล้ายาง โดยส่วนใหญ่เป็นถ้อยความที่แสดงถึงความน้อยใจ ในลักษณะทีว่า หากเป็นคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ หรือคนที่อยู่ฝั่งเดียวกัน จะก็ทำให้แน่นหนา แต่พอย้ายฝากก็จะทำให้หลุด

ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งเขียนถึง นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ว่า “ข้ามฟากอย่างเดียวไม่พอ ท่านต้องเนียนด้วยการคลอเคลียใส่ความผมเยอะๆ และลืมไม่ได้ ที่ต้องกล่าวทับถมระบอบทักษิณ ที่ครั้งหนึ่งท่านเคยว่า คนที่ว่าเรามาก่อน และข้อกล่าวหาที่ได้ผลชะงักคือ ล้มล้างสถาบันฯ ทั้งๆที่ท่านรู้ดีว่า ผมเทิดทูนสูง เพราะท่านก็เคยร่วมกับผมทำงานถวายฯ อย่างมีความสุขมาหลายปีหลายงาน และเราก็เคยพูดกันในค.ร.ม. ถ้าท่านทำได้ครบก็จะมีคนยกหูช่วยท่านให้หลุดพ้น”

พ.ต.ท.ทักษิณ เขียนด้วยว่า “ผมขอให้โชคดี และพ้นคดีกันทุกคนนะครับ ถ้าเนียนจริงก็จะได้เป็นนายหน้าค้าอำนาจ ไม่ต้องห่วงผม ชีวิตผมต้องช่วยตัวเองครับ เกิดปีวัวกลางวันก็หนักหน่อย ผมใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนก็สบายดีครับ ถึงแม้จะเหงาหน่อย แต่ก็จิตสงบดีเพราะไม่ได้ฟังเรื่องไร้สาระรายวัน คนที่นี่เขาใช้เวลาทำมาหากิน อย่างมีกติกาครับ หลวงพ่อบอกว่า ยามที่เรามีกรรมสิ่งชั่วร้ายก็จะเกาะรอบตัวเรา แต่ถ้ายามที่บุญกลับมาสิ่งชั่วร้ายก็จะค่อยหลุดจากเราไป คงเหลือแต่สิ่งดีๆ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีบุคคลภายใต้ชื่อ “spravinvongvuth” ได้ตั้งคำถามพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า คิดอย่างไรหากนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวโดยตรง เพียงแต่ทวิตข้อความว่า “55555555″ ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าว ยังได้ทวิตคำถามเดียวกันนี้กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีด้วย แต่นายอภิสิทธิ์ ยังไม่ได้ตอบคำถาม

“สมชาย”สงสัยมติศาลยกฟ้องกล้ายาง”รั่ว” เย้ยระบบเก็บความลับไม่ดี

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติถอนฟ้อง 44 จำเลยในคดีกล้ายางด้วยมติ 8 ต่อ 1 ว่า เป็นดุลยพินิจของศาลคงไปก้าวก่ายอะไรไม่ได้ เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตกันว่าเหตุใดผลการตัดสินถึงรั่วไหลปรากฎสู่สาธารณชนก่อนที่จะมีการตัดสินจริง นายสมชาย กล่าวว่า ตนก็สงสัยเช่นเดียวกันที่มติของศาลออกมาตามขาด ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่ 2 สาเหตุคือ 1.เป็นการคาดการณ์ที่บังเอิญตรงกับความจริง หรือ 2.ข่าวรั่วซึ่งหากเป็นประเด็นหลังแสดงให้เห็นว่าระบบการเก็บความลับไม่ดี

เมื่อถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ระบุว่าเป็นเพราะนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นหนึ่งในจำเลยทำให้ศาลยกฟ้องจำเลยทั้งหมด นายสมชาย กล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะลำบาก ดังนั้นจะต้องดูที่คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งตนเชื่อว่าศาลคงจะไม่ทำเพื่อคนคนเดียวแต่ตัดสินไปตามพยานหลักฐานที่มี เมื่อถามว่าหากผลการตัดสินคดีหวยบนดินที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ปรากฎว่าศาลตัดสินว่าจำเลยซึ่งหนึ่งในนั้นคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีความผิดจะถือว่าการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่าง 2 มาตราฐานหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เป็นคนกรณีกันเทียบกันไม่ได้ ซึ่งต้องดูว่าคำวินิจฉัยขององค์คณะเป็นอย่างไร มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่ตนจะให้ความเห็น

พท.ซัด”เนวิน”นำแดงบุกบ้านป๋า

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย และอดีตกรรมการบริหารพรคไทยรักไทย ระบุว่าจะเดินหน้าล้มระบอบทักษิณว่า นายเนวินเคยอยู่ในระบอบทักษิณมาก่อนน่าจะรู้ดีว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ซึ่งความแตกแยกในสังคมที่มีเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อน้ำเงิน นายเนวินต้องยอมรับความจริงว่ามีส่วนร่วมด้วย นายเนวินเคยทำสิ่งใดไว้สังคมรับทราบดีและตัดสินได้ว่าใครรู้บุญคุณคน ใครซื่อสัตย์ สังคมไม่ยอมรับคนทรยศ แม้ว่าศาลจะยกฟ้องก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นพระเอกในช่วงข้ามคืน เพราะผู้ร้ายก็คือผู้ร้าย

“เสื้อแดงคนที่ริเริ่มคือนายเนวินไม่ใช่หรือที่นำคนเสื้อแดงบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เหตุการณ์เหล่านั้นลืมไปแล้วหรือ ลองเอากระจกขึ้นมาส่องดูแล้วถามคนในกระจกว่าคนไหนคือต้นเหตุของความวุ่นวายที่แท้จริง” นายสุรพงษ์ กล่าว

แดงเดินสายเปิด “ร.ร.นปช.” 4 ภาค

วันเดียวกันที่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน แถลงมติที่ประชุมแกนนำคนเสื้อแดงว่า ได้ประเมินผลการดำเนินการโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน ที่ดำเนินการรุ่นที่ 1 อบรมแกนนำในพื้นที่กรงุเทพฯ และปริมณฑลไปแล้วนั้น ต่อไปจะประเมินผลนักเรียนแต่ละคนที่ผ่านการอบรมไป โดยจะเน้นเรื่องการเคลื่อนไหว พร้อมไปกับเดินหน้าอบรมหลักสูตรโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน ต่อในอีก 4 ภาคใน 4 สัปดาห์ของเดือนตุลาคม เริ่มจากวันที่ 3-4 ตุลาคม ที่ จ.ขอนแก่น สัปดาห์ถัดไปจะเป็นภาคกลาง ตะวันออก เหนือและใต้ ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม เพื่อผลิตนักเรียนโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.-แดงทั้งแผ่นดินที่มีคุณภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง

แฉเขมรทำถนนรุกพท.ทับซ้อน

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า แกนนำคนเสื้อแดงได้มีมติร่วมกันว่าจะเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พูดความจริงกับประชาชนกรณีที่ประเทศเพื่อนบ้านทำถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 สาย เข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณที่ตั้งประสาทเขาพระวิหาร 4.6 กิโลเมตร แต่รัฐบาลนี้กลับนิ่งเฉยๆ แสดงเจตนาปล่อยปละละเลย เพราะพรรคฝ่ายค้านเคยนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้วครั้งหนึ่ง ล่าสุด ตนได้รับข้อมูลจากกองทัพภาค 2 ซึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในค่ายสุรนารีว่าได้ทำหนังสือชี้แจงมายังรัฐบาลได้รับทราบถึง 9 ครั้ง 9 ฉบับ เพื่อให้เคลื่อนไหวทางการทูตทักท้วงไม่ให้ประเทศเพื่อนบ้านก่อสร้างถนนทั้งสองสาย แต่รัฐบาลยังางเฉยไม่ได้ดำเนินการใดๆ โดยปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านสร้างถนนจนแล้วเสร็จ

“หากนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทยกับกัมพูชา กรณีการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว ต้องถูกกล่าวหาว่าขายชาติ ทั้งที่ยังไม่ได้ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดง ดังนั้น การนิ่งเฉยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องถือว่าคุณกำลังจะเป็นคนขายชาติตัวจริง เพราะประเทศไทยกำลังจะทำให้สูญเสียดินแดน นปช.จะติดตามอย่างเข้มข้น แต่เราไม่มีนโยบายนำมวลชนเข้าไปเพื่อให้เกิดการเผชิญหน้ากับประชาชน ตำรวจ ทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน และไม่มีความต้องการนำไปสู่การกระทบกระทั่งระหว่าง 2 ประเทศ เพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลพูดความจริงเท่านั้น และไม่ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภา เพราะหากทำให้สูญเสียดินแดนจริงๆ 7 ชั่วชีวิตของนายอภิสิทธิ์ ก็ไม่อาจจะชดใช้ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หากเราจะต้องต่อสู้กับรัฐบาลอย่างแตกหักเราก็จะทำ” นายณัฐวุฒิกล่าว

ขีดเส้นต.ค.ไม่เคลียร์นัดชุมนุมอีก

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้ นปช.-แดงทั้งแผ่นดินยังต้องถามไปยังนายทหารใหญ่ในกองทัพด้วยว่า ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ได้อย่างไรหรือเป็นเพราะคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านให้กองทัพซื้ออาวุธ จึงทำให้ประเด็นเขาพระวิหาร น้ำหนักเบาบางลงไป นอกจากนี้ กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำมวลชนไปปะทะกับชาวบ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพราะชาวบ้านลุกขึ้นมาปกป้องท้องถิ่นของตัวเอง แต่นายสุเทพกลับบอกว่า จะจับกุมคนทั้ง 2 ฝ่าย อยากถามว่าพี่น้องศรีสะเกษผิดอะไรที่ปกป้องบ้านของตัวเอง

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน จะติดตามคำตอบจากนายอภิสิทธิ์ และผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวเรื่องนี้อย่างเข้มข้น ซึ่งแน่นอนว่าคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวเพื่อติดตามคำตอบ หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน โดยจะให้เวลาระยะหนึ่งให้รัฐบาล ซึ่งอาจจะถึงสิ้นเดือนตุลาคม หากไม่มีคำตอบอาจจะพิจารณาชุมนุมใหญ่เพื่อทวงถามเอาคำตอบนี้

คำตัดสินฉบับสมบูรณ์-ศาลฎีกาฯยกฟ้อง44จำเลยคดีทุจริตกล้ายาง

กันยายน 22, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

มติชน :  ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้องคดีหมายเลขดำ อม.4/2551 ที่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายรัฐ ( คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายเนวิน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมกับพวก 44 คน เป็นจำเลย คดีทุจริตโครงการประมูลจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้นมูลค่า 1,440 ล้านบาท เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่  21 กันยายน


—————————————-
นายบุญรอด ตันประเสริฐ ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  พิพากษายกฟ้องคดีหมายเลขดำ อม.4/2551 ที่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายรัฐ ( คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง
- นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร คชก. จำเลยที่ 1
- นายวราเทพ รัตนากร อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง จำเลยที่ 2 
- นายสรอรรถ กลิ่นปทุม อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยที่ 3
- นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยที่ 4
- นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ 5 ในฐานะกรรมการ คชก.

- คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร คชก.
- คณะกรรมการบริหารโครงการ ( กำหนดทีโออาร์) และ
- คณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคา
และบริษัทเอกชน ประกอบด้วย
- บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคา
- บริษัท รีสอร์ตแลนด์ จำกัด ผู้ร่วมเสนอราคา และ
- บริษัทเอกเจริญ การเกษตร จำกัด ผู้ร่วมเสนอราคา
เป็นจำเลยที่ 6 -44 
ในความผิดฐาน
=  เป็น เจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ที่โทษจำคุก 1 – 10 ปี หรือ ปรับ 2,000 – 20,000 บาท 
=  เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ จัดการหรือรักษาทรัพย์สินใด ๆ ร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ม.151 ที่มีโทษจำคุก  5- 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และ ปรับ 2,000 – 40,000 บาท
=  พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 10 , 13 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 และ
=  ผู้ใดหลอกลวงแสดงข้อความ อันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรแจ้ง เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สามหรือ ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341 ประกอบมาตรา83 และ 86 
โดยโจทก์ขอให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายด้วยจำนวน 1,349,684,361.96 ล้านบาท โดยคดีนี้จำเลยทั้ง  44 ให้การปฎิเสธ
               

องค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาแล้ววินิจฉัยในประเด็นต่างๆ ดังนี้
ข้อ 1. ปัญหาว่า คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
องค์คณะผู้พิพากาษามติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ว่า
คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยแต่ละคนไว้อย่างชัดเจน โดยละเอียดแล้วว่า จำเลยคนใดกระทำความผิดร่วมกับจำเลยคนใด และจำเลยแต่ละคนมีความผิดอย่างไร โดยระบุข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ ที่กล่าวหาว่า กระทำความผิดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยทั้ง  44 เข้าใจข้อหาได้ดี ทั้งอ้างบทมาตราในกฎหมาย ซึ่งบรรญัติว่า การกระทำเช่นนั้น เป็นความผิด คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 และข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2543 ข้อ 8 วรรคหนึ่งแล้ว
ข้อ 2. โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ว่า ศาลฎีกาฯมีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาและโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้ง  44 ได้
ข้อ 3. ปัญหาว่า นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จำเลยที่  19 เป็นผู้ก่อ และร่วมกับ นายเนวิน จำเลยที่  4 เสนอโครงการปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงกับเกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ขัดต่อระเบียบและกฎหมายโดยมีเจตนาให้มีการใช้เงินรายได้จากค่าธรรมเนียมการส่งออกยางหรือเงิน (CESS) และเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยมิชอบ ด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษามติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 กรณีของจำเลยที่ 4 และมีมติด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 2 กรณีของจำเลยที่ 19 ว่า กรณียังฟังไม่ได้ว่า นายเนวิน จำเลยที่  4 และ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร จำเลยที่ 19 มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจจริงเพื่อให้มีการใช้เงินรายได้จากค่าธรรมเนียมการส่งออกยางหรือเงินCESS และเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยมิชอบด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด เพราะได้ความว่า จำเลยที่ 4 และ 19 เสนอให้นำเงิน cess  มาใช้ก่อน เพราะเวลาผ่านช่วงเวลาเสนองบประมาณแล้ว หาจะรอเสนองบประมาณก็จะทำให้โครงการล่าช้า
ขณะที่ความเป็นมาของโครงการดังกล่าว เริ่มจากนโยบายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงรและการพัฒนาเกี่ยวกับระบบผลผลิตทางการเกษตร และให้ประเทศได้มีส่วนแบ่งการตลาดในค้ายางระดับโลกซึ่งยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งจำเลยที่ 4 และ 19 ได้เสนอโครงการดังกล่าวโดยไม่ได้กระทำเพียงลำพัง แต่ยังมีองค์การอื่นเกี่ยวกับการทำสวนยาง ร่วมด้วย เช่น สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)  
ดังนั้น จำเลยที่ 4 และ  19 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
ข้อ 4. ปัญหาว่า นายสมคิด นายวราเทพ และนายสรอรรถ จำเลยที่  1-3 และ นายอดิศัย และคณะกรรมการ คชก.ที่  5-18  ร่วมกันมีมติในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย และมาตราช่วยเหลือเกษตรกร หรือ คชก. ชอบด้วยระเบียบและกฎหมายและเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษามีมติด้วยด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ว่า การที่ คชก. มีมติอนุมัติให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนปลอดดอกเบี้ยของกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรวงเงิน 1,440,000,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหากล้ายางอยู่ในวัตถุประสงค์ของระเบียบว่าด้วยกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรฯ และมติของ คชก.ที่ให้นำเงิน CESS มาชำระคืนเงิน คชก. มิได้ขัดหรือฝ่าฝืน พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503 ม.18 (3) ประกอบม. 7 – 8 และ
มีมติด้วยคะแนนเสียง  8 ต่อ  1  ว่าจำเลยที่  1-3 และที่  5-18 ไม่มีความผิดตามฟ้อง
ข้อ 5. ปัญหาว่า นายฉกรรจ์ และคณะกรรมการบริหารโครงการ และพิจารณาประกวดราคาจำเลยที่ 19-24 ร่วมกันกำหนดเงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้เสนอราคาตามเอกสารการประกวดราคาจ้างที่ 4/2546 ลงวันที่ 19 มิถุนายน  2546 โดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์  เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคา , บริษัท รีสอร์ตแลนด์ จำกัด ผู้ร่วมเสนอราคา และบริษัทเอกเจริญ การเกษตร จำกัด ผู้ร่วมเสนอราคา จำเลยที่  30 – 32 หรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษามีมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ว่า พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 19-24 มีเจตนาร่วมกันกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้เสนอราคาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับจำเลยที่ 30-32 ตามที่โจทก์ฟ้อง
จำเลยที่  19-24 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
ข้อ 6. ปัญหาว่า คณะกรรมการพิจารณาประกวดราคา จำเลยที่  20-22 และที่ 25-26 ร่วมกันละเลยการตรวจสอบคุณสมบัติและความเกี่ยวข้องในเชิงผลประโยชน์ร่วมกันของจำเลยที่  30-32 ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาโดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมายหรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ว่า พยานหลักฐานที่ได้จากไต่สวนฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่  20-22 และ ที่ 25-26 มีเจตนาร่วมกันละเลยการตรวจสอบคุณสมบัติและความเกี่ยวข้องในเชิงผลประโยชน์ร่วมกันของจำเลยที่ 30-32 ดังที่โจทก์อ้าง จำเลยที่  20-22 และ 25-26 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
ข้อ 7. ปัญหาว่า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์  เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคา , บริษัท รีสอร์ตแลนด์ จำกัด ผู้ร่วมเสนอราคา และบริษัทเอกเจริญ การเกษตร จำกัด ผู้ร่วมเสนอราคา จำเลยที่ 30-32 นำหลักฐานแสดงคุณสมบัติการประกวดราคาอันเป็นเท็จมาแสดงว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติตามประกาศประกวดราคาอันเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง
โดยจำเลยที่ 31 ไม่ได้เป็นผู้มีความชำนาญในการผลิตยางชำถุงตามประกาศประกวดราคาได้ยื่นหลักฐานการแสดงคุณสมบัติของการประกวดราคาว่าเป็นผู้จำหน่ายพันธุ์พืชมาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า  5  ปี ซึ่งตามสัญญาซื้อขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่จำเลยที่  31 ทำกับบริษัทยิ่งวัฒนาไซโลจำกัด เป็นเพียงการฝากขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ไม่ใช่เป็นการซื้อขายกันจึงเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยที่  31 เป็นผู้มีคุณสมบัติตามประกวดราคาของกรมวิชาการเกษตร ทั้งที่รู้ว่าตนไม่มีคุณสมบัติ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผลิตพันธุ์ยาง ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของการเสนอราคา จึงเป็นการกีดกันผู้เสนอราคารายอื่น เพื่อให้จำเลยที่  30 เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับกรมวิชาการเกษตร โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และจำเลยที่ 32 มีได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเพาะปลูกพันธุ์ยางและหนังสือรับรองผลงานการซื้อขายเมล็ดพันธุ์พืช ที่ออกโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.โชคจรรยา ที่จำเลยที่ 32 นำส่งต่อคณะกรรมการประกวดราคาเป็นเอกสารที่ทำขึ้นเพื่อแสดงข้อความอันเป็นเท็จนั้น
องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ว่า การกระทำของจำเลยที่  30-32 หาใช่เป็นการฉ้อโกงหรือตกลงร่วมกันเสนอราคาเพื่อให้จำเลยที่  30 มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 ตามที่โจทก์ฟ้อง
ข้อ 8. ปัญหาว่า กรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ฯ , บริษัท รีสอร์ตแลนด์ ฯ  และบริษัทเอกเจริญ ฯ จำเลยที่  27-44 ร่วมกันยื่นซองเสนอราคาผลิตกล้ายางชำถุง โดยจำเลยที่  30-32 มีความสัมพันธ์ในเชิงบริหาร เชิงทุน และในเชิงถือหุ้นไขว้กันในลักษณะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดขวางการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมและมีผลประโยชน์ร่วมกันโดยฝ่าฝืนต่อระเบียบและกฎหมายหรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ว่า พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 27-44 ร่วมกันยืนซองเสนอราคาโดยจำเลยที่ 30-32 มีความสัมพันธ์ในเชิงบริหาร เชิงทุน และในเชิงถือหุ้นไขว้กันในลักษณะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดขวางการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมและมีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยฝ่าฝืนต่อระเบียบและกฎหมายตามที่โจทก์ฟ้อง
ข้อ 9. ปัญหาว่า กรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ฯ , บริษัท รีสอร์ตแลนด์ ฯ  และบริษัทเอกเจริญ ฯจำเลยที่  27-44 ร่วมกันกระทำการโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยจำเลยที่ 30 เจตนาปกปิดเกี่ยวกับพื้นที่สำหรับใช้เป็นแปลงเพาะต้นกล้ายาง โดยนำเอกสารที่มีข้อความเท็จมาแสดง และจำเลยที่ 31-32 นำหลักฐานแสดงคุณสมบัติของการประกวดราคาอันเป็นเท็จมาแสดงว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติตามประกวดราคา อันเป็นการหลอกลวงเพื่อให้จำเลยที่ 30 ได้เข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐฯ และความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องของโจทก์หรือไม่
องค์คณะผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ว่า พยานหลักฐานเท่าที่ได้ไต่สวนมา ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 30 มีเจตนาปกปิดเกี่ยวกับพื้นที่สำหรับใช้เป็นแปลงเพาะต้นกล้า โดยนำเอกสารเท็จมาแสดง โดยจำเลยที่ 30-32 ตกลงร่วมกันในการเสนอราคาเพื่อให้จำเลยที่ 30 มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐหลีกเลี่ยงการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมแต่อย่างใด
จำเลยที่  27-44 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
ข้อ 10. ปัญหาประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้ง  44 ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด
องค์คณะมีมติเอกฉันท์ว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 44 กระทำความผิดตามฟ้อง ประกอบกับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางยังไม่ได้เสียเงิน cess ที่จะให้นำไปชำระเป็นเงินปลดดอกเบี้ยในโครงการนี้แต่อย่างใด 
จำเลยทั้ง 44 จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่ สกย.ตามที่โจทก์ฟ้องพิพากษายกฟ้อง
สำหรับนายอดิศัย อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 5 ที่ก่อนหน้านี้ถูกศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาครั้งแรกนั้น ศาลฎีกา ฯ มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับดังกล่าวหลังวันนี้
ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 44
———————————————————-
———————————————————-
 
สำหรับรายชื่อจำเลยในคดีนี้ แยกตามฐานความผิด ได้ 7 กลุ่ม ประกอบด้วย
กลุ่ม 1
คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตร (คชก.) ประกอบด้วย
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการการกลั่นกรองและประธานคชก.
นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ในฐานะกรรมการ คชก.
นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการ คชก.
นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะกรรมการ คชก.
นายพิศิษฐ เศรษฐวงศ์ รองปลัดกระทรวงพานิชย์
นายปริญญา อุดมทรัพย์  รองอธิบดีกรมการปกครอง
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
น.ส.บุญมี เลิศพิเชษฐ ผู้อำนวยการกลุ่มงานเงินนอกงบประมาณ
นางเสริมสุข ชลวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ อธิบดีกรมการค้าภายใน
นายกรณรงค์ ฤทธิ์ฤาชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง
และน.ส.สุชาดา วราภรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

ทั้งหมดมีฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 151และ 157
ส่วน น.ส.สุกัญญา โตวิวิชญ์ ผู้บริหารส่วนวิเคราะห์ สาขาเศรษฐกิจและนายพิทยาพล นาถธราดล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 83 ตามประมวลกฎหมายอาญา
กลุ่ม 2
นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 157 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11
กลุ่ม 3
นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร
นายจิรากร โกศัยเสวี
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์
นายจำนง คงศิลป์ กรรมการบริหารโครงการและกรรมการพิจารณาโครงการประกวดราคา

นายสุจินต์ แม้นเหมือน
นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ กรรมการบริหารโครงการ

นายสมบัติ ยิ่งยืน
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล กรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา

มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11, 12 และมาตรา 83, 157 และ 341 ตามประมวลกฎหมายอาญา
กลุ่ม 4
นายสกล บุญชูดวง ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธ์ จำกัด
นายญาณกร สิงห์ชุม ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด
นายสำราญ ชัยชนะ ผู้รับมอบอำนาจจาก บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธ์ จำกัด ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคา
บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด บริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด ในฐานะผู้เสนอราคา

มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 4, 10, 11, 12, 13 และประมวลกฎหมายอาญา 86, 157, 341
กลุ่ม 5
นายวัลลภ เจียรวนนท์
นายมิน เธียรวร
นายประเสริฐ พุ่งกุมาร
นายธีรยุทธ พิทยาอิสรกุล
นายพงษ์เทพ เจียรวนนท์
นายเอี่ยม งามดำรง
นายบุญเลิศ ประภากมล กรรมการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด

นายวรวิทย์ เจนธนากุล
นางวิไลลักขณ์ รัตนสวัสดิ์  กรรมการบริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด

น.ส.พัชรี ชินรักษ์
นางอนงนุช ภรณวลัย 
นางเจริญศรี ลือพัฒนสุข กรรมการผู้มีอำนาจบริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด

ทั้งหมดมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐมาตรา 4, 9, 10, 11, 12, 13 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 157, 341
กลุ่ม 6
นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ฐานเป็นผู้ริเริ่มโครงการมีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอความผิดต่อหน่วยงานรัฐ มาตรา 10, 11, 12 ตามประมวลกฎหมายอาญา 83, 84, 157, 341 และ
กลุ่ม 7
นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ มีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอความผิดต่อหน่วยงานรัฐ มาตรา 10, 13 ตามประมวลกฎหมายอาญา 83, 157, 341
——————————————————–

สำหรับ  9  องค์คณะผู้พิพากษา  ประกอบด้วย  
1.นายบุญรอด   ตันประเสริฐ        ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา  
2.นายชาลี       ทัพภวิมล          ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 
3.นายเกษม     วีรวงศ์              ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 
4.นายสุรภพ     ปัทมะสุคน         ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา  
5.นายวิชา       มั่นสกุล            ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา  
6.นายพรเพชร   วิชิตชลชัย         ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา  
7.นายประทีป    ปิติสันต์            ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 
8.นายรัตน       กองแก้ว           ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 
9.นายจรัส       พวงมนี            ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

คดีทุจริตกล้ายางหลุดหมด ศาลยกฟ้อง 44 คนไม่มีความผิด-เนวินถึงหลั่งน้ำตา

กันยายน 22, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

ไทยรัฐ :  ศาลฎีกาฯยกฟ้องคดีกล้ายางพารา จำเลยทั้ง 44 คน ไม่มีความผิดชี้บอร์ด คชก.จำเป็นต้องช่วยเหลือเกษตรกร และดำเนินการไม่ขัดต่อระเบียบสำนักนายกฯ เงื่อนไขการประกวดราคาก็เปิดกว้าง ตรวจสอบผู้เสนอราคาถูกต้อง ส่วนบริษัทเอกชนที่ผ่านคุณสมบัติไม่พบว่ามีการฮั้วกัน ด้าน “เนวิน” น้ำตาคลอเบ้าหลังฟังคำตัดสิน ลั่นจากนี้ไปมีภารกิจเดียวคือปกป้องสถาบัน คุยฟุ้งให้คอยดูยางช่วยชาติ กรมวิชาการเกษตรระบุจุดด่างผ่านพ้นไปแล้ว มั่นใจอนาคตกรีดยางได้ตามเป้า  ซีพีโอ่กล้ายางคุณภาพดี

หลังจากลุ้นกันมานาน ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้อ่านคำพิพากษา คดีจัดซื้อกล้ายางพาราแล้ว ซึ่งมีนักการเมืองคนสำคัญใน ยุคนี้อย่างนายเนวิน ชิดชอบ ตกเป็นหนึ่งในจำเลยทั้งหมด 44 คนด้วย ผลปรากฏว่า ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง

ศาลอ่านพิพากษาคดีกล้ายาง

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 21 ก.ย. ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ คตส.โดย ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี  ประธานคณะกรรมการนโยบายและช่วยเหลือเกษตรกร  (คชก.)  จำเลยที่  1  นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง จำเลยที่ 2 นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรฯ จำเลยที่ 3 นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช. เกษตร จำเลยที่ 4 นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 5 กับผู้ประกอบการเครือบริษัท ซี.พี. จำเลยที่ 30 บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำเลยที่ 31 บริษัทเอกเจริญการเกษตร จำเลยที่ 32 รวมทั้งจำเลยที่เป็นข้าราชการระดับบริหาร กับกรรมการของบริษัทผู้เสนอราคา รวม 44 คน เป็นจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา  ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ มาตรา 151 และฉ้อโกง มาตรา 341 กับความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ความผิดในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ร.บ.ความผิดของพนักงานในองค์กรของรัฐ และให้ชดใช้เงินคืน กรณี จัดโครงการประมูลกล้ายาง 90 ล้านต้น มูลค่า 1,440 ล้าน บาท แต่ต้นกล้าตายเกือบทั้งหมด และพบว่าผู้เข้าประมูลไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับกล้ายาง แต่มีผู้เสนอราคาเป็นพวกเดียวกัน  ทำให้รัฐเสียหาย

ตำรวจคุมเข้ม-กองเชียร์เพียบ

สำหรับบรรยากาศรอบบริเวณศาล มีตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. พล.ต.ต. วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษไชยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม พร้อมกำลังตำรวจหน่วยปะฉะดะ ในชุดเคลื่อนที่เร็วรถจักรยานยนต์ช็อปเปอร์ร่วม 100 คน มารักษาการณ์ และมีกำลังจากอาสาสมัครกระทรวงมหาดไทยในชุดซาฟารีนับสิบคน กลุ่มผู้สนับสนุนนายเนวิน ชิดชอบ จำเลยคดีดังกล่าว เดินทางมานับร้อยคน รวมทั้งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่นำทีม นักการเมืองในสังกัดมาให้กำลังใจ  ขณะที่บรรดาจำเลยที่ เป็นนักการเมืองเริ่มทยอยเดินทางมาถึงศาล ยกเว้นนายอดิศัย โพธารามิก ที่ไม่มาศาลตามนัดแรก วันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา  จนถูกออกหมายจับ

วินิจฉัยคำฟ้องไม่เคลือบคลุม

ต่อมาเวลา 14.15 น. ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาว่า โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือน ก.ค. 2546 จำเลยกระทำผิดหลายข้อหา หลายกรรม โดยจัดทำโครงการกล้ายาง 90 ล้านต้น และมีมติ คชก.ขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การพัสดุ และขัดต่อกฎหมาย มีผลประโยชน์เอื้อประโยชน์ ให้เอกชนผู้เสนอราคา จำเลยปฏิเสธฟ้อง และต่อสู้มาหลาย ประเด็น จึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และทำให้จำเลยหลงต่อสู้หรือไม่ เห็นว่าฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำของจำเลยถึงลักษณะการกระทำว่า จำเลยคนใด กระทำผิดกับใคร ทำให้จำเลยเข้าใจได้ดี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขัด ต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158

ป.ป.ช.มีอำนาจฟ้องแทน คตส.

มีประเด็นพิจารณาอีกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ฟ้องมาเป็นคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าพนักงาน และเอกชนที่ร่วมกระทำผิด ศาลฎีกาฯมีอำนาจพิจารณา แม้อัยการสูงสุดมีความเห็นต่างกับ คตส. และกรรมการ คตส.โดย ป.ป.ช.ขอยื่นคำฟ้องคดีนี้เอง โดยมีกรรมการ คตส.ลงนาม ในฟ้องเกินกว่ากึ่งหนึ่ง จึงชอบแล้ว และโจทก์ฟ้องภายในอายุความ การสอบสวนการแจ้งข้อกล่าวหาของ คตส.ก็ชอบ ด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ซึ่งตั้งขึ้นตาม คำสั่ง คปค. ฉบับที่ 30 คตส.มีอำนาจตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและไต่สวนพยาน ไม่ต้องเอาพยานมาไต่สวนซ้ำซ้อน และ ป.ป.ช.มีอำนาจเข้าเป็นคู่ความในคดีนี้แทนคตส.ที่หมดอายุลงได้ จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

บอร์ด คชก.ต้องการช่วยเกษตรกร

มีประเด็นต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 4 กับ 19 กระทำผิดหรือไม่ เห็นว่าโครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช่โครงการของจำเลยที่ 4 กับ 19 โดยลำพัง จำเลยต่อสู้ว่าต้องหาแหล่งเงินจาก คชก.คือค่าธรรมเนียมส่งออกยางมาทำโครงการ และคิดว่าสามารถนำเงินใช้ได้ ไม่ต้องรองบประมาณเพราะจะล่าช้า จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 กับ 19 ปกปิดการนำเงินของค่าธรรมเนียมส่งออกยางมาใช้แต่อย่างใด เมื่อ คชก. เห็นว่ามีความจำเป็นต้องช่วยเหลือเกษตรกรภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และหากอยู่ในระเบียบราชการ ก็สามารถทำได้ พื้นที่ปลูกยางมี 1 ล้านไร่ ราคายางกำลังปรับตัวสูง หากช่วยเกษตรกรปลูกยางจะทำให้มีรายได้ เข้าประเทศมากขึ้น ดังนั้นมีเหตุสมควรที่จะทำไปโดยยกเว้นมติ ครม.ที่ห้ามเอาเงินกองทุนรวมไปทำโครงการ การทำกล้ายางจึงอยู่ในวัตถุประสงค์ของรัฐ ส่วนที่ว่ามติ คชก.ที่เอาเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยางมาใช้ทำได้หรือไม่ พยานเบิกความว่าสามารถทำได้ เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้แล้วเอามาคืนในกำหนด ไม่ใช่เอาเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันไปใช้ ไม่ขัดระเบียบสำนักนายกฯ จึงไม่ขัดกฎหมาย จำเลยกลุ่มที่เป็นกรรมการ คชก.จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

เงื่อนไขประกวดราคาเปิดกว้าง

มีประเด็นต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 19 มอบให้ จำเลยที่ 20-24 ไปดำเนินการผิดกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเงื่อนไขของผู้ประกวดราคา ผู้เสนอราคาต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบ เป็นการเปิดกว้างให้แข่งขันอย่างเสรี ผู้ที่เสนอราคาต้องมีเงินประกัน 72 ล้านบาท และมีต้นยาง 90 ล้านต้น การกำหนดเงื่อนไขนี้ไม่ได้ ทำให้รัฐต้องเสียเปรียบ จำเลยที่ 20-24 แก้ไขรายละเอียดการประกวดราคาไม่ขัดระเบียบประกาศสำนักนายกฯ จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ฟังไม่ได้ว่ากลุ่มจำเลยที่ 19, 20-24 เอื้อ ประโยชน์ให้จำเลยที่ 30-32

ตรวจคุณสมบัติผู้เสนอราคาถูกต้อง

ศาลพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 20, 22,25,26 ซึ่งเป็นข้าราชการระดับบริหาร เป็นความผิดที่ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยที่ 30-32 หรือไม่ เห็นว่ากรมวิชาการเกษตรตั้งคุณสมบัติให้ผู้เสนอราคาต้องมีต้นยางมีที่ดินเพาะต้นกล้าไม่น้อยกว่า 1 พันไร่ มีกิ่งตายางพันธุ์ดี 200 ไร่ กว่า 1 แสนต้นครบถ้วน ผู้เสนอ ที่ไม่มีคุณสมบัติได้ถูกตัดไปเหลือเพียงจำเลยที่ 30-32 แสดงว่าจำเลยได้ตรวจคุณสมบัติผู้เสนอราคาไปแล้ว ไม่ได้ละเลยตรวจสอบผลประโยชน์ร่วมกันเชิงบริหารเชิงทุนของผู้เสนอราคา และส่งข้อหารือให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจตามระเบียบ จำเลยกลุ่มนี้จึงไม่มีความผิด

ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง

คดีมีประเด็นต้องพิจารณาว่าจำเลยกลุ่มผู้เสนอราคาคือจำเลยที่ 30-32 กระทำผิดหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 30-32 มีคุณสมบัติและประสบการณ์ตามระเบียบ และไม่ได้กีดกันผู้ประกอบการรายอื่น และไม่พบว่าได้ประโยชน์ทางทรัพย์สินจากกรมวิชาการเกษตร และไม่มีการร่วมกันเสนอราคาไม่เป็นธรรม จึงไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง

บริษัทเอกชนหลุดข้อหาฮั้ว

ส่วนจำเลยที่ 27-44 ซึ่งเป็นผู้กระทำการแทนบริษัทผู้เสนอราคาทั้งสามแห่ง มีความผิดตาม พ.ร.บ.เสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐหรือฮั้วกันหรือไม่ เห็นว่าโจทก์อ้างว่าจำเลยมีการถือหุ้นไขว้กัน และมีผลประโยชน์ร่วมกันในการเสนอราคา ข้อเท็จจริงกลับฟังว่าพวกจำเลยไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และไม่ได้ถือหุ้นบริษัทจำเลย จึงไม่มีอำนาจไปบริหารจัดการอะไรที่จะไปเสนอราคาฮั้วกันได้ ไม่พบว่ามีการเอากล้ายางของอีกแห่งไปให้อีกแห่ง พยานฟังไม่ได้ว่าจำเลยแกล้งยื่นซองประกวดราคาเพื่อฝ่าฝืนกฎหมาย และมีประเด็นสุดท้ายว่าจำเลยกลุ่มนี้มีความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่าจำเลยไม่ทราบว่าเกษตรกรบางรายใช้เอกสารปลอมในการเสนอส่งต้นกล้ายาง จำเลยมีพื้นที่พร้อมปลูกกล้ายางจริง จึงขาดเจตนาทุจริต และไม่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายแก่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง

ยกฟ้องจำเลยไม่ผิดทั้ง 44 คน

เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้ง 44 กระทำผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ส่วนนายอดิศัยไม่มาศาล ถือว่ารับทราบคำพิพากษาแล้ว นอกจากนี้ศาลให้ถอนหมายจับนายอดิศัย แต่ให้ยึดเงินประกัน 1 ล้านบาท

เผยมติเนวินหลุด 8 ต่อ 1

หลังศาลฯอ่านคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลได้นำเอกสารข่าวมาแจกจ่ายสื่อมวลชน โดยสรุปข้อพิจารณาเรียงลำดับทั้ง 10 ประเด็น และการลงมติในแต่ละประเด็นขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ปรากฏว่าในประเด็นการพิจารณาที่ 3 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 4 กับ 19 ร่วมกันเสนอ โครงการปลูกยางพาราขัดต่อระเบียบและกฎหมาย โดยมีเจตนาให้มีการใช้เงินรายได้จากค่าธรรมเนียมการส่งออกยางและเงินกองทุนรวมด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่ องค์คณะมีมติ 8 ต่อ 1 เสียงในส่วนของจำเลยที่ 4 และมีมติ 7 ต่อ 2 ในส่วนของจำเลยที่ 19 ฟังไม่ได้ว่าทั้งสองมีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริง สำหรับประเด็นที่ 4 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 1, 2, 3, 5 และ 18 ให้นำเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกมาชำระคืน  คชก.เป็นการฝ่าฝืน  พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางหรือไม่ องค์คณะมีมติ 8 ต่อ 1 เสียงชี้ว่าจำเลยดังกล่าวไม่มีความผิดตามฟ้อง

“เนวิน” น้ำตาคลอกล้ายางช่วยชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ผลของคดีเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล จากวันนี้คิดว่าไม่ถึง 2 ปี น้ำยางจากต้นกล้ายางกว่า 90 ล้านต้น จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่เข้าโครงการ และรายได้จากการขายยางพาราดังกล่าวจะนำไปสู่การช่วยแก้ปัญหาของชาติได้ สำหรับตนจากนี้มีภารกิจเดียวคือการปกป้องสถาบัน ทั้งนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์นายเนวินมีน้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลา และเมื่อพูดถึงรายได้จากยางพารา นายเนวินมีน้ำเสียงสั่นเครือ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าฟ้องกลับ ป.ป.ช.หรือไม่ นายเนวินได้ส่ายหน้าแทน รวมทั้งไม่ตอบคำถามถึงความรู้สึกหลังจากฟังคำพิพากษา

“สรอรรถ” ดีใจผลการตัดสินดี

นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ดีใจที่ศาลตัดสินออกมาเช่นนี้ เป็นสิ่งที่คาดหวังไว้ ทำให้ยืนยันความบริสุทธิ์ได้ จากนี้ไปผลของโครงการนี้จะสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรและจะไม่ฟ้องร้องอะไรต่อ เมื่อถามว่า ได้คาดคะเนไว้ก่อนหรือไม่ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร นายสรอรรถตอบว่าไม่ได้คาดคะเน ไม่กล้าก้าวล่วงอำนาจศาล เป็นนักการเมืองต้องยอมรับคำตัดสินของศาล

“ศิริพล” ขอค่าทนายความคืน

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า คิดว่าคำวินิจฉัยของศาลผ่านการพิจารณามาโดยละเอียดแล้ว ในแง่ของคชก.คิดว่าเราทำถูกต้อง เพราะทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ผู้สื่อข่าวถามว่า จะฟ้องกลับ ป.ป.ช.หรือไม่ นายศิริพลกล่าวว่า ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ แต่คิดถึงในเรื่องของค่าทนายความ โดยขอพิจารณาค่าเสียหายในส่วนนี้ เพราะในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อัยการต้องเป็นทนายให้ แต่กรณีนี้ต้องจ่ายค่าทนายเอง เมื่อผลออกมาว่าบริสุทธิ์ จึงจะขอรับสิทธิค่าทนายคืน

“ฉกรรจ์” บอกขออโหสิฯให้

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม ตลอด 3 ปีเต็มที่ผ่านมา ต้องต่อสู้มาตลอดกับกระแสสังคมที่ต่อว่า แม้แต่คนในกระทรวงเกษตรฯยังหาว่าเราโกง แต่ไม่ได้ถือโทษอะไรกัน ขออโหสิฯให้ สำหรับโครงการนี้เป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ดีที่สุดของกระทรวงเกษตรฯ แต่ข้าราชการต้องเหนื่อยที่จะต้องต่อสู้กับกระแสสังคม โดนโจมตีต่างๆนานา

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรื่องนี้ถือเป็นจุดด่างของกรมวิชาการเกษตร แต่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อไปนี้ขอให้ดูผลงานจากยางที่ปลูกไว้ มั่นใจว่าจะสามารถกรีดยางให้ผลผลิตได้ตามเป้าหมายทุกต้น

ซี.พี.โอ่กล้ายางคุณภาพดี

ด้านนายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วมกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ส่งเอกสารให้ สื่อมวลชนระบุว่า ในนามของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ต้องขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม แก่โครงการยางพารา 1 ล้านไร่ ว่าดำเนินการไปอย่างสุจริต และได้ยกฟ้องคำฟ้อง ที่ผ่านมาบริษัทฯมีความมุ่งมั่นที่จะผลิตกล้ายางชำถุง 90 ล้านต้น ในโครงการนี้ให้ลุล่วงตามเป้าหมาย โดยไม่ได้ทำให้ภาครัฐ เกษตรกรหรือประเทศชาติเสียหาย ผลการดำเนินการทำให้เกษตรกรพึงพอใจ เพราะกล้ายางของบริษัทฯมีคุณภาพดี นำไปปลูกให้ผลเกินคาด ดังนั้น ผลสรุปของคดีในวันนี้น่าจะทำให้ข้อสงสัยต่างๆหมดไป ขณะเดียวกัน บริษัทฯจะมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพาราอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในตลาดโลกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางของไทย เพราะมีแนวโน้มว่าความต้องการยางพาราในตลาดโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศจีนและอินเดีย

‘ชวรัตน์’ ปัดข่าวลือหึ่งภูมิใจไทยจัดงานฉลอง ‘เนวิน’ หลุดคดีกล้ายาง

กันยายน 21, 2009 Make Love Not War! 1 comment

%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%20%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%2001121มติชน : “ทรงศักดิ์”ปัด”เนวิน”ได้สัญญาณพิเศษ บอกที่ไม่หนีเพราะเชื่อกระบวนการยุติธรรม คนสนิทดาหน้าโต้ข่าวเตรียมฉลอง ชี้เป็นไปไม่ได้รู้คำตัดสินก่อน เชื่อข่าวปล่อยหวังทำลายความเชื่อมั่นตุลาการ “ชวรัตน์”บอกแค่งานเลี้ยงสังสรรค์ส.ส.ของพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 กันยายน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้นมูลค่า 1,440 ล้านบาท เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเลื่อนอ่านคำพิพากษาจากวันที่ 17 สิงหาคมนั้น ปรากฏว่า จำเลย รวม 44 คน ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายสรอรรถ กลิ่นปทุม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเนวิน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้บริหารบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ขาดเพียง นายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ไม่ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพาษา ในครั้งแรก และในครั้งนี้ด้วย

“ชวรัตน์”ปัดจัดงานฉลอง”เนวิน”หลุดคดีกล้ายาง อ้างเลี้ยงสังสรรค์ส.ส.

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีการอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้นมูลค่า 1,440 ล้านบาท ซึ่งหนึ่งในผู้ต้องหา มีนาย เนวิน ชิดชอบ และนาย สรอรรถ กลิ่นประทุม แกนนำพรรคภูมิใจไทย รวมอยู่ด้วย ว่า ตนจะไปเป็นกำลังใจให้นายเนวินที่ศาล ส่วนลูกพรรคคนอื่นจะไปหรือไม่นั้น แล้วแต่สะดวกของแต่ละคน เมื่อถามว่า มีความมั่นใจว่า นายเนวินสามารถฝ่าพ้นวิกฤตตนนี้ไปได้หรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตั้งความหวังกับทางศาลยุติธรรม แต่โดยส่วนตัวเชื่อในความบริสุทธิ์ของนายเนวิน

เมื่อถามว่า ถ้านายเนวินพ้นวิกฤตตรงนี้ไปได้แล้ว จะเป็นครูใหญ่ที่สามารถเป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่มีประสิทธิภาพได้หรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า นายเนวินสามารถช่วยได้มาก เพราะท่านมีความรู้ทางการเมืองมาก คลุกคลีกับการเมืองมานาน ท่านรู้เรื่องการเมืองดีกว่าตนมาก ตนได้ลาราชการไปให้กำลังใจด้วยตัวเอง ส่วนที่ในวันที่ 22 ก.ย.จะมีงานเลี้ยงของพรรคภูมิใจไทยนั้น ไม่เกี่ยวกับกรณีคำตัดสินของนายเนวิน เป็นการเลี้ยงสังสรรค์ ส.ส.ไม่ใช่การเลี้ยงฉลองอะไร อย่าได้เข้าใจผิด มันฉลองอะไรไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการเปิดงานเสวนาวิชาการ “พลังงานไฟฟ้ากับสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายชวรัตน์ จะเดินทางไปลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทรงหายต่อพระอาการประชวร ที่โรงพยาบาลศิริราช จากนั้นจะเดินทางไปให้กำลังใจนายเนวิน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

“ทรงศักดิ์”ปัด”เนวิน”ได้สัญญาณพิเศษ ชี้คำพิพากษาเป็นความลับ

นายทรงศักดิ์ ทองศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กลุ่มเพื่อนเนวิน ยืนยันว่า ในวันนี้นายเนวิน ชิดชอบ จะเดินทางไปรับฟังคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้นมูลค่า 1,440 ล้านบาท ซึ่งสภาพจิตใจของนายเนวินยังเป็นปกติ ไม่ได้หวั่นวิตกกับคำตัดสิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุที่ทำให้นายเนวินมั่นใจและไม่หนีคดี เพราะได้รับสัญญาณพิเศษบางอย่างมาก่อนหน้านี้ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะคำพิพากษาของศาลถือเป็นความลับ เป็นเรื่องยากมากที่นายเนวินจะรู้มาก่อน แต่การที่นายเนวินไม่คิดหลบหนี เพราะเคารพในคำตัดสินของศาล และยอมรับกระบวนการยุติธรรม

เผยไม่มีจำเลยกล้ายางขอเลื่อน

ก่อนหน้านี้ นายธนากร แหวกวารี ทนายความกลุ่มคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) จำเลยร่วมคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้นมูลค่า 1,440 ล้านบาท กล่าวว่า วันที่ 21 กันยายน เวลา 14.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาครั้งที่สอง หลังจากเลื่อนอ่านคำพิพากษาจากวันที่ 17 สิงหาคมนั้น จำเลยกลุ่ม คชก. จะเดินทางไปฟังคำพิพากษาอย่างแน่นอน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจากจำเลยกลุ่มใดว่าจะยื่นคำร้องขอเลื่อนฟังคำพิพากษา ส่วนที่มีข่าวลือว่าจะมีจำเลยกลุ่มข้าราชการะดับอธิบดี และกลุ่มบริษัทเอกชนจะยื่นคำร้องขอเลื่อนนั้น ตนไม่ทราบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม หากจะมีจำเลยคนใดใช้สิทธิยื่นคำร้องขอเลื่อน ก็ต้องเป็นดุลพินิจของศาล ว่าจะอนุญาตหรือไม่ แต่การเลื่อนนัดครั้งที่ผ่านมาศาลได้กำชับให้จำเลยมาฟังคำพิพากษาอยู่แล้วด้าน นายเจษฎา อนุจารีย์ อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการสภาทนายความ ทนายความผู้รับผิดชอบคดีให้ ป.ป.ช. โจทก์ที่ยื่นฟ้องคดีนี้ กล่าวว่า ยังไม่ทราบข่าวว่าจะมีจำเลยกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดยื่นคำร้องขอเลื่อนอ่านคำพิพากษาอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบที่ศาลฎีกาฯ วันศุกร์ที่ 18 กันยายน ยังไม่ปรากฏว่า มีทนายความจำเลยมายื่นคำร้องขอเลื่อน แต่อย่างไรตาม เนื่องจากศาลฎีกาฯนัดอ่านคำพิพากษาในที่ 21 กันยายน เวลา 14.00 น. จึงทำให้ยังมีเวลาที่ทนายความจะยื่นคำร้องขอเลื่อนได้ในช่วงเช้าก่อนถึงเวลาอ่านคำพิพากษา ซึ่งการนัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 5 ให้ทนายความยื่นคำร้องอ่านคำพิพากษาลับหลัง โดยอ้างเหตุเดินทางไปรักษาอาการบาดเจ็บกระดูกสันหลัง ที่สหรัฐอเมริกา แต่ศาลพิจารณาแล้วให้ปรับนายประกัน 1 ล้านบาท และออกหมายจับมาฟังคำพิพากษาเนื่องจากเห็นว่า มีพฤติการณ์จงใจหลบเลี่ยงเดินทางมาฟังคำพิพากษาที่กำหนดนัดไว้ล่วงหน้าแล้ว

ชี้เป็นดุลพินิจของศาลอ่านคำตัดสิน

ดังนั้น หากนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 21 กันยายน ยังไม่ได้ตัวนายอดิศัยมาฟังคำพิพากษา หลังจากออกหมายจับและเลื่อนอ่านคำพิพากษาแล้ว 1 เดือน โดยที่ไม่มีจำเลยคนใดขอเลื่อนอีก องค์คณะสามารถอ่านคำพิพากษาได้ทันทีตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งหลังจากที่ศาลออกหมายจับนายอดิศัยแล้ว ยังไม่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ติดตามจับตัวนายอดิศัย อย่างไรก็ตาม หากในวันที่ 21 กันยายน มีจำเลยคนอื่น ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดฟังพิพากษาอีกก็เป็นดุลพินิจขององค์คณะผู้พิพากษาที่จะร่วมกันพิจารณาว่าจะออกหมายจับปรับนายประกันจำเลยนั้นและต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาอีกหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีทุจริตจัดซื้อกล้ายาง ของกรมวิชาการเกษตรนั้น ป.ป.ช.ยื่นฟ้องจำเลย รวม 44 คนประกอบด้วยอดีตรัฐมนตรี อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายสรอรรถ กลิ่นปทุม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเนวิน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้บริหารบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง

“เนวิน”โอดถูกปล่อยข่าวทำลาย

นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้รับมอบหมายจาก นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ให้ทำความเข้าใจ กรณีกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยเตรียมเลี้ยงฉลอง หลังทราบข่าวว่า นายเนวิน จะหลุดจากคดีทุจริตกล้ายาง ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาจะตัดสินในวันที่ 21 ก.ย. นี้ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เป็นการปล่อยข่าวจากผู้ที่มีเจตนาร้ายกับนายเนวิน และมีเจตนาร้ายต่อสถาบันตุลาการ เพราะคำพิพากษาคดีทุกคดีไม่เฉพาะคดีนี้ เป็นความลับ ผู้ที่ตกเป็นจำเลยไม่มีทางล่วงรู้ผลการพิพากษา และนายเนวิน ได้เจียมเนื้อเจียมตัว และยืนยันมาตลอดว่ายอมรับคำตัดสินของศาล ข่าวที่ออกมาต้องการที่จะทำลายความเชื่อมั่นของสถาบันตุลาการ และเอานายเนวิน มาเป็นเหยื่อ ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่ปล่อยข่าวยุติเรื่องนี้ เพราะจะมีแต่ทำให้เกิดความเสียหาย อย่าเอาคดีนี้มาเป็นเครื่องมือในการทำลายกัน

“อนุทิน”แก้ต่าง”เนวิน”ไม่เคยพูด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีข่าวนายเนวิน ชิดชอบ เตรียมเลี้ยงฉลองหลุดคดีกล้ายาง และมีการประกาศกับคนในพรรคภูมิใจไทยว่าหลุดคดีแน่ ว่า ไม่มีการจัดงานเลี้ยงไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีเหตุผลในการเลี้ยงฉลอง เพราะต่อให้หลุดคดีกล้ายางจริง ซึ่งยังไม่ทราบว่า เป็นอย่างไร ยังมีเรื่องของคดีหวยบนดิน ที่มีการนัดในวันที่ 30 ก.ย.นี้อีก นอกจากนี้ เรื่องคดีของนายเนวินไม่มีการพูดคุยกันในพรรคภูมิใจไทยเลย โดยแกนนำทุกคนไม่มีใครถามนายเนวิน ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ เพราะทราบดีว่าทุกคนที่ต้องขึ้นศาลย่อมมีความหนักใจ และคงอึดอัดใจที่ต้องตอบคำถาม อีกทั้งเป็นเรื่องของศาล ที่ไม่มีใครทราบว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า สำหรับตัวนายเนวิน ไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้กับคนในพรรค ส่วนตนนั้น แม้นายเนวิน จะไปขึ้นศาลในวันที่ 21 ก.ย.นี้ แล้วก็ไม่คิดจะถาม นายเนวิน เพราะเห็นว่า ในเมื่อนายเนวิน พร้อมที่จะน้อมรับคำตัดสินของศาล และนายเนวิน ยืนยันจะไปศาลแน่นอน จึงไม่มีความจำเป็นต้องแสดงความคิดเห็นใดๆ ในเรื่องนี้ ดังนั้น ข่าวที่ออกมาไม่เป็นไม่เป็นธรรม ตั้งใจให้เห็นว่า ท้าทายอำนาจศาล ซึ่งเป็นไปไม่ได้