มติชน : “มาร์ค”เสียงอ่อน แค่กำชับจัดซื้อต้องโปร่งใส ครม.ผ่านฉลุย”รถเมล์” 4 พัน เชื่อเช่าเสี่ยงน้อยกว่าซื้อ “เนวิน”ตีปีกอ้างเป็นผลงาน ภท.เอาใจคนกรุง พท.เชื่อไม่โปร่งใส ซัดเป็นมะเร็งร้ายที่ชาวบ้านต้องรับกรรม กลุ่ม 40 ส.ว.สงสันเป็ยเกมต่อรองแก้ไข รธน.
เมล์ 4 พันคันฉลุยครม.เชื่อเช่าดีกว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือบอร์ดสศช.) ให้ใช้วิธีการเช่ารถโดยสารปรับอากาศใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (ซีเอ็นจี) หรือ รถ ปอ.ซีเอ็นจี 4,000 คัน ภายหลังกระทรวงคมนาคมภายใต้การกำกับดูแลของนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการฯจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พยายามผลักดันแผนฟื้นฟูกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นี้มาแล้วหลายครั้งแต่ถูกตีกลับ โดยครม.มอบหมายให้บอร์ดสภาพัฒน์ฯ ไปศึกษาทางเลือกต่างๆ กระทั่งนำข้อสรุปเสนอต่อครม. การเช่าตามข้อเสนอเดิมกระทรวงคมนาคมจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าวิธีการซื้อ
ทั้งนี้ การพิจารณาเรื่องนี้ในที่ประชุมครม. บรรยากาศเป็นไปอย่างผ่อนคลายแตกต่างจากทุกครั้งที่มีการพิจารณา แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เคยเป็นตัวตั้งตัวตีคัดค้านในครั้งก่อนๆ ยังมีท่าทีเปิดกว้าง รับฟังการนำเสนอจากรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง อีกทั้งคำถามที่นายอภิสิทธิ์ซักถามนายโสภณ และนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สศช.ก็ไม่ร้อนแรงอย่างในอดีต ทำให้รัฐมนตรีคนอื่นๆ จับสัญญาณได้ทันทีระหว่างการพิจารณาว่า ครม.จะต้องอนุมัติตามแนวทางนี้อย่างแน่นอน และในที่สุดนายอภิสิทธิ์ก็เป็นผู้สรุปให้เลือกใช้วิธีการเช่า ขณะที่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ขอให้บันทึกข้อเสนอแนะเรื่องใช้รถที่ประกอบภายในประเทศไปด้วยนั้น น่าจะเพื่อรับรองความปลอดภัยในอนาคต หากจะมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในชั้นของ ป.ป.ช.
ครม.สุดชื่นมื่น ถ้อยทีถ้อยอาศัยผ่านฉลุย
ในการประชุมครม. บอร์ด สศช.ได้นำเสนอผลการศึกษาว่า เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความเหมาะสมระหว่างวิธีการเช่า และวิธีการซื้อ พบว่า การจัดหารถโดยวิธีการเช่าจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าวิธีการซื้อ เนื่องจากวิธีการเช่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ ให้มีรถโดยสารประจำทางพร้อมใช้งานตลอดเวลา และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการเงิน ภาระดอกเบี้ยของ ขสมก. สำหรับวิธีการซื้อ จะมีข้อจำกัดในเรื่องการจัดหาแหล่งเงินที่มีต้นทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ ภาระหนี้ของ ขสมก. และความคล่องตัวในการบริหารจัดการเดินรถ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการดังกล่าวในกรณีเช่า มีเงื่อนไขสำคัญที่กระทรวงคมนาคมและขสมก. จำเป็นต้องดำเนินการก่อนการจัดหารถโดยสารของโครงการเพื่อลดความเสี่ยงของโครงการ ได้แก่
1.ความชัดเจนของพนักงานที่จะเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยจะต้องมีพนักงานเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ตามเป้าหมายจำนวน 7,009 คน และจัดเตรียมมาตรการลดผลกระทบจากการว่างงานของพนักงานดังกล่าวก่อนเริ่มดำเนินการจัดหารถ ปอ.ซีเอ็นจี เพื่อให้ ขสมก.สามารถลดรายจ่ายบุคลากรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสอดคล้องกับรายได้จากการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องสนับสนุนงบประมาณสำหรับโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดให้ ขสมก.ในวงเงิน 6,143 ล้านบาทด้วย
2.ขสมก.ต้องจัดซื้อที่ดิน (กรณีที่ดินของเอกชน) ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก. หรือเช่าที่ดิน (กรณีเป็นของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เพื่อก่อสร้างอู่จอดรถโดยสาร และสถานีบริการก๊าซธรรมชาติให้แล้วเสร็จก่อนเปิดประมูลจัดหารถ ปอ.ซีเอ็นจี
3.รัฐบาลควรพิจารณาตัดสินใจในการรับภาระหรือบริหารหนี้สินเดิมของ ขสมก. เพื่อแยกภาระหนี้สินเดิมออกจากแผนปรับปรุงการบริหารจัดการและบริการระบบขนส่งมวลชน ที่จะดำเนินการปรับปรุงใหม่ให้มีความชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการตามแผนดังกล่าวสามารถพลิกฟื้นฐานะการเงินของ ขสมก.ได้ในระยะยาว และกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายควบคุมอัตราค่าโดยสาร จะต้องมีการอุดหนุนผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
4.การกำหนดเงื่อนไขในการจัดหารถโดยสาร และระบบต่างๆของโครงการ จะต้องเปิดกว้างให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านสามารถเข้าร่วมการประมูลเพื่อแข่งข้นราคาได้อย่างโปร่งใส
5.ขสมก.จะต้องกำหนดเงื่อนไขการจัดหารถโดยสาร ระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ และระบบสารสนเทศต่างๆของโครงการ ให้มีความพร้อมใช้งานได้ในจำนวน 4,000 คันตลอดเวลา รวมทั้งจะต้องติดตั้งอุปกรณ์สำหรับผู้พิการ และทุพลภาพเพื่ออำนวยความสะดวกให้ด้วย
“โสภณ”โน้มน้าว-”อำพน”ช่วยตอบ
นายโสภณ ในฐานะเจ้าของโครงการ เป็นผู้เสนอโครงการและพยายามโน้มน้าว ครม.ให้ผ่านความเห็นชอบ นอกจากนี้ ยังได้นำนายอำพนมาคอยช่วยตอบข้อซักถามของ ครม. และชี้แจงความเห็นของบอร์ด สศช. โดยมีสาระสำคัญที่ได้นำเสนอ ครม. 3 ส่วน ประกอบด้วย
1.การยืนยันรูปแบบการเช่าว่าดีกว่าการซื้อ เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่า
2.การวางกระบวนการดำเนินการที่โปร่งใส่
3.การเลือกใช้วิธีการอื่นๆ เช่น การให้สัมปทานเดินรถบริษัทเอกชน 155 เส้นทาง
“นายก”ตัดบท ไม่คุยสัมปทานเดินรถ
ทันทีที่นายโสภณนำเสนอโครงการจบ นายอภิสิทธิ์พูดขึ้นมาทันทีว่า การให้สัมปทานเดินรถเอกชนให้ตัดไปเลย ในเมื่อ ครม.กำลังคุยกันว่าการเช่าดีกว่าการซื้อ ก็ขอให้มาลงรายละเอียดในเรื่องนี้ จากนั้นนายกฯ สอบถามถึงตัวเลขที่เคยเป็นปัญหาหลายตัว อาทิ เรื่องจุดคุ้มทุน แต่ปรากฏว่า สศช.ไม่ได้ทำรายละเอียดที่ชัดเจน นายอำพนชี้แจงเพียงว่า จุดคุ้มทุนระหว่างการใช้รูปแบบการเช่ากับการซื้อพอๆ กัน แต่ความเสี่ยงในการเช่าน้อยกว่า เนื่องจากภาคเอกชนต้องเป็นผู้รับภาระทั้งหมด ทำให้ปัญหาค่าใช้จ่ายส่วนเกินของ ขสมก.ในแต่ละปีหายไป
ขณะที่ พล.ต.สนั่น ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ให้เป็นประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ให้ข้อสังเกตเดิมที่เคยให้ไปแล้ว ถึงที่มาของรถที่เคยนำเสนอว่า ควรเป็นรถที่ผลิตภายในประเทศ รวมถึงเรื่องอู่ซ่อม และจำนวนรถที่จำเป็น
นายโสภณชี้แจงว่า กระทรวงคมนาคมได้พยายามทำตามนั้นมามากแล้ว ทำให้ พล.ต.สนั่นพูดว่า ถ้าอย่างนั้นขอให้บันทึกไว้ในบันทึกการประชุมครั้งนี้ด้วยว่า ตนได้เสนอความเห็นเหล่านี้ไว้ด้วย ภายหลังการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง นายกฯ ได้สรุปให้เดินตามแนวทางในการเช่ารถ ปอ.ซีเอ็นจี โดยให้กระทรวงคมนาคมรับข้อเสนอของ พล.ต.สนั่นไปพิจารณาประกอบด้วย
“ครม.”เสนอตั้งกก.กำหนดราคากลาง-ดูจัดซื้อ
จากนั้น ครม.ได้ถกประเด็นเรื่องการจัดหาอู่และสถานีให้บริการก๊าซเอ็นจีวีของรถเมล์เหล่านี้ และประเด็นการลดพนักงาน ขสมก.ด้วยการให้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออร์ลี่รีไทร์) โดยรัฐมนตรีส่วนใหญ่แสดงความเป็นห่วงว่า หากมีการเดินหน้าโครงการและนำระบบตั๋วอิเล็คทรอนิสก์ (อี-ทิคเก็ต) มาใช้ โดยที่ยังไม่ได้ลดพนักงาน ขสมก. จะเกิดปัญหารายจ่ายซ้ำซ้อนอีก นายโสภณชี้แจงว่า ขณะนี้มีพนักงานเสนอตัวว่า จะเข้าโครงการเออร์ลี่รีไทร์ประมาณ 2,000 คนแล้ว แต่ยังขาดอีกประมาณ 5,000 คน ซึ่งจะหาทางดำเนินการต่อไป โดยจะกลับไปจัดทำแผนปฏิบัติการให้ชัดว่าจะทำอะไร อย่างไร เมื่อไร
ส่วนในเรื่องความโปร่งใสของโครงการ ครม.ได้เสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมากำหนดราคากลาง และดูแลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด โดยน่าจะเปิดกว้างให้ตัวแทนจากหลายภาคส่วน อาทิ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ ฯลฯ ทำให้นายโสภณรีบแอ่นอกรับข้อเสนอดังกล่าวทันที โดยบอกว่า “ใครจะมาเป็นกรรมการก็ได้ ไม่มีปัญหา ขอเพียงแค่กระทรวงคมนาคมได้ทำโครงการนี้ก็พอ”
ในท้ายสุด นายโสภณคาดการณ์ให้ที่ประชุมฟังว่า จะมีรถ ปอ.ซีเอ็นจีล็อตแรก 1,500 คันให้บริการประชาชนในอีก 15 เดือนข้างหน้า และครบ 4,000 คันภายใน 2 ปี
“มาร์ค”แค่กำชับจัดซื้อต้องโปร่งใส
นายอภิสิทธิ์ แถลงเรื่องนี้ภายหลังประชุมว่า ได้พิจารณาผลการศึกษาของบอร์ดสภาพัฒน์ฯ ที่สรุปว่าการเช่าจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการซื้อ ดังนั้นครม.ด้เห็นชอบ แต่ยังมีประเด็นที่ให้นายโสภณไปกำหนดแผนที่ชัดเจนกลับมาเสนอครม.อีกครั้ง คือ 1.หากจะทำให้โครงการนี้คุ้มค่าและเปลี่ยนแปลงให้ ขสมก.กลับมามีกำไรจะต้องใช้ระบบตั๋วอิเลกทรอนิกส์และต้องลดจำนวนพนักงาน ซึ่งกระทรวงต้องไปจัดทำแผนการลดจำนวนคร่าวๆ 6,000-7,000 เพราะถ้าเดินโครงการนี้แล้วพนักงานไม่ลดในที่สุด ก็ไม่ได้แก้ปัญหาของ ขสมก. จึงต้องทำโครงการจูงใจให้พนักงานเกษียณก่อนกำหนด
“2.ต้องวางแผนเพิ่มจำนวนอู่รถเมล์ที่มีสถานีที่สามารถเติมเอ็นจีวีได้ โดยสามารถรองรับปริมาณรถได้กี่คันระยะเวลาเท่าไหร่ 3.การจัดซื้อจัดจ้างจะต้องให้โปร่งใสมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนห่วงใยมาก โดยจะต้องตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางและต้องให้มีการแข่งขันให้มากที่สุด เพื่อเป็นหลักประกันจะได้ราคาที่สมเหตุสมผล ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ ที่เคยพิจารณาใน ครม.ไปแล้ว เช่น ให้เป็นรถเมล์ที่ประกอบในประเทศ ยังคงเดิมรวมไปถึงการลดเงินตัวเลขประมาณการวงเงินในสมัยที่ พล.ต.สนั่น ทำไว้ก็ให้นำไปประกอบการพิจารณาของกระทรวงคมนาคมที่จะเสนอกลับมาอีกครั้ง โดยตัวเลขงบประมาณเดิมที่ปรับลงมาคือ 6.6 หมื่นล้านบาท แต่ต้องไปจัดทำราคากลางดังนั้นต้องรอคณะกรรมาการกำหนดราคากลางมาเป็นผู้กำหนด และหากการจัดซื้อจัดจ้างประมูลมีการแข่งขันให้ได้มากที่สุดน่าจะได้ตัวเลขที่ดี” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
อ้างถ้าซื้อ มีข้อเสียต้องเผื่อจำนวน
เมื่อถามว่า การประมูลจะแยกส่วนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะเสนอรายละเอียดอีกครั้ง เพราะ ครม.จะพิจารณาว่าแบบไหนจะเกิดการแข่งขันมากที่สุด รวมไปถึงค่าซ่อมที่ต้องดูเงื่อนไขการเปิดประมูล เมื่อถามว่า จะมีการคิดค่าซ่อมตั้งแต่วันแรกที่มีการเช่ารถเมล์เลยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กำลังให้ไปทำรายละเอียดมา
ส่วนเหตุผลที่การเช่าดีกว่าซื้อนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีความเสี่ยงที่น้อยกว่า เพราะรถที่หมุนเวียน หากซื้อจะต้องซื้อเผื่อเข้ามาอีก และดูจากประวัติของ ขสมก.จะพบว่าเรื่องค่าซ่อมบำรุงมักจะแพงกว่าซื้อ โดยหลังจากนี้ คมนาคมต้องไปทำปฏิทินทั้งเรื่องอู่ พนักงาน รถและกรอบการเสนอให้มีการแข่งขันกัน สำหรับเรื่องหนี้สินเดิมของ ขสมก.ต้องไปแก้ปัญหาต่างหากอยู่แล้ว ถ้าเอามาดูด้วยจะทำโครงการอะไรก็เป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น
เมื่อถามว่า จะให้เวลากระทรวงคมนาคมศึกษาเรื่องนี้นานเท่าไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ขึ้นอยู่กับกระทรวงคมนาคม ตามแผนที่กระทรวงคมนาคมกำหนดเวลาไว้คือภายใน 2 ปี และหากนับหนึ่งได้เรื่องของอู่ เรื่องพนักงานก็จะสามารถเสร็จภายใน 2 ปี
“เนวิน”ปลื้มชิงตีปี๊บเป็นผลงานภท.
รายงานข่าวแจ้งว่า นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน แกนนำ ภท. กล่าวในการประชุม ส.ส.ของพรรคบ่ายวันเดียวกัน ณ ที่ทำการพรรคย่านถนนพหลโยธินว่า การเช่าซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ถือเป็นผลงานของพรรค ที่ทำให้คนกรุงเทพฯ และชาวบ้าน ได้ประโยชน์และจะเกิดความพอใจในภท. โดยผู้ได้ประโยชน์จะไม่คิดว่าโครงการนี้ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ขอเพียงแค่ให้คนกรุงเทพฯ พอใจเป็นพอ ทั้งนี้ วันที่ 4 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นวันเกิดของตน จะไม่มีงานเลี้ยง เพราะต้องขอเวลาเป็นส่วนตัว แต่จะมีการเลี้ยงที่พรรคในวันที่ 6 ตุลาคม
พท.เชื่อโครงการนี้ไม่โปร่งใส
นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า เท่าที่ดูพฤติกรรมการใช้งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ จนมีการกล่าวหาว่ารัฐพายเรือให้โจรนั่ง ถ้าเป็นโจรที่ปล้นเพื่อดำรงชีวิตครอบครัวโจร แต่วันนี้รัฐบาลกำลังพายเรือให้โจรสลัดการเมือง ที่ปล้นทุกอย่างเอาไปกองไว้ในที่มิดชิด น่าเป็นห่วงงบประมาณประจำปี 2552และ2553 รวมทั้ง พ.ร.ก.เงินกู้และพ.ร.บ.เงินกู้ที่มีวงเงินจำนวนมหาศาล กำลังจะถูกโจรสลัดเข้ามาปล้นกันอย่างมหาศาล ถ้านายกฯ มีภาวะผู้นำ ที่จะนำรัฐนาวาฝ่าฟันอุปสรรค จะต้องกล้าตัดสินใจ อย่าให้โจรสลัดมาปล้นชาติซ้ำเติม หากยังเป็นเช่นนี้ประเทศไทย คงไปไม่รอดแน่ โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ตนเชื่อว่าไม่โปร่งใสอย่างแน่นอน มีผู้ได้รับผลประโยชน์กินกันยาว เป็นการบีบบังคับเป็นลูกโซ่โยงใยกันไปหมด ยิ่งกว่ามะเร็งร้ายที่เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย ทำให้คน 63 ล้านคนต้องรับกรรม ซึ่งต้องจับตาดูต่อไป
“หากอนาคตเกิดความเสียหาย ใครจะรับผิดชอบ หากเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คงหวังพึ่งพระสยามเทวาธิราช จุดธูปจุดเทียน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยประเทศ ถ้าใครปล้นประเทศชาติ ก็ขอให้มีอันเป็นไป” นายศักดา กล่าว
ด้านนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อพิจารณาผลกระทบต่อการเดินรถโดยสาร กลุ่มผู้ประกอบการรถร่วมและประชาชนผู้ใช้บริการ ในคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร จากพท. แถลงว่า กมธ.ได้ศึกษาและสรุปว่าหากจะมีการเดินรถด้วยระบบเอ็นจีวี ควรให้พิจารณาร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรถร่วมและขสมก. ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับคำตอบว่า หากมีรถเอ็นจีวีออกมาวิ่งพร้อมกัน 4,000 คันในช่วงนี้ ปตท.ยังไม่สามารถให้บริการสถานีก๊าชได้ทัน โดยเฉพาะในเขตปริมณฑล ที่ต้องมีการเพิ่มเส้นทางวางท่อส่งก๊าซด้วย
40ส.ว.ชี้แค่เกมต่อรองเรื่องรธน.
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา จากกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า ครม.ทั้งคณะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้ตัดสินกระทำ ตนไม่มั่นใจว่า ครม.พิจารณาโดยรอบคอบแล้วหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันหรือมีผลประโยชน์แอบแฝงระหว่างกลุ่มทุน กลุ่มธุรกิจใด ที่ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ กลุ่ม 40 ส.ว.จะนัดประชุมร่วมกันในวันที่ 30 กันยายน เพื่อศึกษารายละเอียดและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่รัฐบาลเห็นชอบกับโครงการดังกล่าว อาจมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการต่อรองกันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเดิมที่ท่าทางของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะภท. คัดค้านอย่างหนักเรื่องการทำประชามติ แต่อยู่ดีๆยอมรับเป็นเรื่องที่น่าแปลก
ความเห็นล่าสุด