Archive

Archive for the ‘ศาสดาโกเต๊กซ์’ Category

โครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคโกเต๊กซ์ (พรรคการเมืองใหม่) ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2552

ธันวาคม 24, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่

alt

นายสนธิ  ลิ้มทองกุล

หัวหน้าพรรค

alt

นายสมศักดิ์  โกศัยสุข

รองหัวหน้าพรรค

alt alt

นายสุริยะใส   กตะศิลา นายนรัณยู   วงศ์กระจ่าง

เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค

alt alt alt

นายสำราญ  รอดเพชร นายชุมพล   สังข์ทอง พล.ร.ท.ประทีป  ชื่นอารมณ์

โฆษกพรรค นายทะเบียนพรรค เหรัญญิกพรรค

alt alt alt

นายประพันธ์    คูณมี นางสาวอาภารัตน์   ชาติกำจร นายสุทธิ    อัฌชาศัย

กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค
alt alt alt

นายชาลี   ลอยสูง นายบรรจง  นะแส นางสาวอัญชะลี   ไพรีรัก

กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค

alt alt alt

นางกิมอัง    พงษ์นารายณ์ พล.ต.ท.สมเกียรติ   พ่วงทรัพย์ นายเทิดภูมิ     ใจดี

กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค

alt alt alt

พล.อ.กิตติศักดิ์   รัฐประเสริฐ นางลักขณา   ดิษยะศริน นางเสน่ห์    หงส์ทอง

กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค

alt alt alt

นายอมรเทพ   อมรรัตนานนท์ นายพิชิต   ไชยมงคล นายธัญญา   ชุนชฎาธาร

กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค

alt alt alt

นางทัศนีย์   บุญประสิทธิ์ นายสราวุธ   นิยมทรัพย์ นายรังษี    ศุภชัยสาคร

กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค กรรมการบริหารพรรค

อัยการสั่งทนายพา ‘ศาสดาโกเต๊กซ์’ รายงานตัวคดีหมิ่นสถาบันทันทีหลังกลับ ตปท.

ธันวาคม 23, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

เนชั่นแชนแนล : 23 ธค. 2552 19:55 น.

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน ได้มอบหมายให้ทนายความ เดินทางมาขอเลื่อนการเข้ารายงานตัวในการฟังคำสั่งคดี ต่ออัยการฝ่ายคดีอาญา เนื่องจากนายสนธิ อยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ จึงไม่สามารถมาฟังคำสั่งได้ตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม อัยการพิจารณาแล้วให้ทนายความพานายสนธิ มารายงานตัวทันที ที่กลับจากต่างประเทศ เพื่อฟังคำสั่งคดี โดยอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องนายสนธิ ในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีนำคำปราศรัยจาบจ้วงสถาบันของน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช. ) ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก 18 ปี ในคดีหมิ่นเบื้องสูง มาเผยแพร่ซ้ำบนเวทีพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 โดยอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เจ้าของสำนวน ได้ส่งสำนวนความเห็นดังกล่าวเสนอต่อนายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เพื่อพิจารณาต่อไป

ความจงรักภักดีแบบนช.สนธิ ลิ้มทองกุล

ธันวาคม 11, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

เอ็มไท : ราวต้นปี 2549 ผมได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งใน เวปไซต์ pantip.com ที่เขียนโดย Mr.PaPa เรื่อง “ความจงรักภักดีแบบนช.สนธิ ลิ้มทองกุล” ซึ่งเป็นบทความที่ดีที่สุดบทความหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาในห้วงเวลานับแต่ประเทศ ไทยประสบภาวะวิกฤติ เพราะ พิษสงของปากและเชื้อร้ายในน้ำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่แพร่เชื้อโรคทำลายความเข้มแข็งของประเทศไทย ให้กลายเป็นประเทศที่อ่อนแอ กลายเป็นขี้โรคแห่งเอเชีย อย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ

บทความ เรื่อง ความจงรักภักดีแบบนช.สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เขียนโดย Mr.PaPa ถูกนำไปเผยแพร่ ถ่ายทอด กระจายออกไปในหลายเวปไซต์ ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมไม่ทราบว่ามากหรือน้อย หูตาสว่างขึ้นเหมือนกับที่ผมเป็น (ผมเชื่ออย่างนั้น) แต่ผู้คนอีกส่วนหนึ่งที่ หลงเชื่อหัวปักหัวปำกับทุกคำที่สนธิ ลิ้มทองกุล พูด ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ไม่ว่าจะอ่านกี่เที่ยวกี่หน เพราะคนที่เดินตามนช.สนธิ ไม่ได้ใช้เหตุผล แต่ใช้อารมณ์และความเชื่อเป็นธงนำ

Mr.PaPa เขียนไว้เกือบ 2 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าหลายเรื่องที่อยู่ในบทความดังกล่าว จะมีความใกล้เคียง คล้ายคลึง กับคำพิพากษาของศาล ที่ตัดสินจำคุกนช.สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา โดยเฉพาะประเด็น นช.สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ และอาวุธ ทำร้ายนายกฯทักษิณ ชินวัตร และทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

Mr.PaPa เขียนไว้ด้วยว่าหากประชาชนหลงเชื่อและเดินตาม นช.สนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่ใช้พิจารณาให้ถ่องแท้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก แผ่นดินไทยก็จะแตกแยกและลุกเป็นไฟได้ไม่ยากนัก ซึ่งคำพิพากษาของศาล ก็ชี้ให้เห็นว่าการก่อม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ คือ ต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยไม่สงบเรียบร้อย และเกิดความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คำ พิพากษาจำคุก นช.สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี ไม่รอลงอาญา น่าจะเป็นโทษสถานเบา เมื่อเทียบกับความพินาศฉิบหายของประเทศชาติ ที่ต้องประสบอยู่ในขณะนี้ อันมีเหตุมาจากการปลุกระดมประชาชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ทำให้ประเทศแตกแยก และก่อให้เกิดวิกฤติที่สุดในโลก โดยการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดินเคารพเทิดทูน เพื่อประ โยชน์ทางการเมืองของตนเองเพียงผู้เดียว

Mr.PaPa เขียนไว้เมื่อต้นปี 2549 ซึ่งผ่านมาแล้ว เกือบ 4 ปี ว่าอย่างไร ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกครั้ง ว่า ความจงรักภักดีแบบ นช.สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเช่นไร

………………………………………

อาวุธประการสำคัญที่ นช.สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้หมายประหัตประหาร ไล่ล่า ทักษิณ ชินวัตร มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เกือบ 1 ปีเต็ม ก็คือ “ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ที่นช.สนธิ อวดอ้างว่าเขามีมากกว่า ทักษิณ ชินวัตร

นช.สนธิ ใช้ “ความจงรักภักดี” เป็นอาวุธ และ ประกาศจุดยืนแห่งชีวิตว่า จะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากการเมืองไทย และประเทศไทย ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีก เพื่อปกป้องในหลวง และสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งกล่าวหาว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ไม่จงรักภักดี และ ไม่เคารพพระมหากษัตริย์

แต่ทว่า พฤติกรรมที่สำแดงออกถึงความจงรักภักดีของ นช.สนธิ ลิ้มทองกุล ในห้วงเวลา 8-9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งนช.สนธิ ก่อให้เกิดวิกฤต และความแตกแยกครั้งใหญ่ในประเทศไทย ปลุกระดมให้ประชาชนคนไทยแตกแยก ขัดแย้งกันเอง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงต้องระงับเหตุด้วยพระองค์เอง ก่อนที่จะบานปลาย และประชาชนบางส่วนจะหลงผิด ไปมากกว่านี้ เป็นพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง แต่สมควรจะกระทำตามหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทุกคนพึงใช้วิจารณญาณของตนเอง เพราะขึ้นอยู่กับมโนสำนึก และสำนึกใฝ่ดี ใฝ่ต่ำของแต่ละคนว่ามีมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจาก….

1. ขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เพื่อเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร ที่บังอาจถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. แหล่งข่าวจากโรงงานผลิตเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เปิดเผยว่าสนธิ สั่งผลิตเสื้อจากหลายโรงงาน แต่รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัว ราคาต้นทุนแขนสั้น 40 บาท แขนยาว 60 บาท ราคาขายแขนสั้น 150 บาท แขนยาว 200 บาท ประมาณการกันว่ารายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ไม่น่าจะน้อยกว่า 200 ล้านบาท

ขณะนี้เงินจำนวนนี้ ไปนอนอยู่ในธนาคารแห่งหนึ่งในฮ่องกงแล้ว นช.สนธิ ผลิตเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ออกมาขาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ การแตกความสามัคคีของคนในชาติ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยรู้รักสามัคคี และไม่เผชิญหน้ากัน นี่เป็นการอ้างความจงรักภักดีที่น่าประหลาดใจ

แต่ที่น่าประหลาดกว่า นี้ก็คือ รายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” มีการทักท้วงกันมากว่า มีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลิตสินค้าออกจำหน่าย เข้าข่ายหลอกหลวงผู้ซื้อ ว่าเป็นการสมทบทุน “สู้เพื่อในหลวง” แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการทำธุรกิจ หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ทั้งไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาต ทั้งไม่ได้นำเงินทูลเกล้าถวายฯ ทั้งไม่ได้ตอบคำถามประชาชนว่าเงินที่ได้มานำไปใช้จ่ายอย่างไร จากการแอบอ้างสถาบัน บางคนเปรียบกับเสื้อคุณทองแดง ที่มีการผลิตขึ้นมาขายโดยหน่วยงานบางหน่วยงาน ยังต้องขอพระบรมราชานุญาต และรายได้ที่เกิดขึ้น ก็นำขึ้นทูลเกล้าถวาย แต่สนธิ กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อคำถาม คำทักท้วง และคำทวงถาม เรื่องเงินที่ได้จากการขายเสื้อ เหมือนกับว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เพราะเงินอุดหู

2. เปิดประเด็นโจมตี ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการทำตัวเสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรณีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และหลงเชื่อว่า นายกฯทักษิณ บังอาจทำตัวเสมอพระเจ้าอยู่หัว ทั้งๆที่เป็นการกล่าวหาใส่ร้าย โดยปราศจากข้อเท็จจริง และเป็นการกล่าวหาโดยที่ไม่รู้ระเบียบประเพณี หรือรู้แล้วแต่แสร้างทำเป็นไม่รู้ ปิดบังข้อมูลที่เป็นจริงไว้ นำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ เพื่อให้ประชาชนคนไทย เกลียดชังเข้าใจผิด ต่อนายกฯทักษิณ การแสร้งโง่และโกหกของสนธิ ในเรื่องนี้ ทำให้เดือดร้อนกันไปหมด และในที่สุดต้องเดือดร้อนไปถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่สำนักราชเลขาธิการ และสำนักพระราชวัง จัดทำหนังสือชี้แจงแล้ว แต่สนธิ ก็ยังคงนำเสนอข้อมูลเท็จ ที่คิดขึ้นมาเอง จินตนาการเอง ไม่ยอมรับฟังคำชี้แจงของสำนักพระราชวัง กระทั่งความเข้าใจผิดของประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ ลุกลามไปจนทั่วประเทศ

สุดท้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2548 ว่า “ไม่ผิด” จึงทำให้ประชาชนคลายความคลางแคลงใจต่อนายกฯทักษิณ ลงได้ แต่ สนธิ หาได้นำพาต่อพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ ทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่รู้ไม่ชี้กับพระราชดำรัส ไม่ทุกข์ ไม่ร้อนกับ ข้อกล่าวหาของตัวเอง ที่ใส่ร้ายผู้อื่น จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ลุกลามขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ

ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำชี้แจงจาก นช.สนธิ แม้แต่คำเดียวว่าเอาข้อมูลจากไหนมากล่าวหาให้ร้ายนายกฯทักษิณ มีแต่การสร้าวงประเด็นใหม่ๆ เพื่อขยายความบาดหมางใจ ความไม่พอใจในหัวใจประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ ให้เพิ่มขึ้นอีก

3. การชุมนุมใหญ่ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 และการอ่านคำถวายฎีกาให้ทรงใช้พระอำนาจแก้ไขปัญหา ซึ่งมีตอนจบของคำถวายฎีกา ว่า “ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอกราบบังคมทูลถวายฎีกาต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อทรงพระกรุณาปัดเป่าทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์ อันเกิดจากน้ำมือของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สุดแท้แต่พระองค์จะทรงพระกรุณาวินิจฉัย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายชีวิตด้วยความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาท ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ และขอปฏิญาณตนว่าจะต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พิทักษ์รักษาสิทธิผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ เพื่อมิให้อธรรมอ้างความชอบธรรมแสวงหาผลประโยชน์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

นช.สนธิ ทำให้ทุกคนที่ร่วมชุมนุมลานพระบรมรูปทรงม้า และผู้ที่ชมการถ่ายทอดเหตุการณ์ทางโทรทัศน์ ต้องตกตะลึงกับลีลาการอ่านคำถวายฎีกาด้วยท่าทางที่ไม่มีใครเคยพบเคยเห็นมา ก่อน กล่าวคือ มีทั้ง ชี้นิ้ว ชี้หน้า ชี้กราด เท้าเอว ตะโกน ซึ่งเป็นอาการที่คนไทยทั่วไปไม่ใช้ และรับไม่ได้กับการถวายฎีกา ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงความไม่เหมาะสมของสนธิ ที่กระทำต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาท้ายหนังสือถวายฎีกา กลับปรากฎว่ามีชื่อผู้ถวายฎีกา เพียง 2 คน คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ แต่กลับประกาศว่าเป็นฎีกาของประชาชนคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดินไม่พอใจและได้ รับความเดือดร้อนจากการทำงานของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

หลังจากการถวายฎีกา ที่หน้าบ้านพักพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ หน้าประตูพระบรมมหาราช วัง เสร็จสิ้นลง นักวิชาการ และประชาชนจำนวนมาก เสนอให้มีการสลายตัว และยุติการชุมนุมชั่วคราว เพื่อรอพระบรมราชวินิจฉัย แต่นช.สนธิ กลับไม่สนใจที่จะรอพระบรมราชวินิจฉัย กำหนดวันชุมนุมขับไล่รัฐบาต่อทันที เพราะเห็นว่ากระแสกำลังขึ้น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การถวายฎีกาของคนไทย ที่จะมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อกดดันให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ทางใดทางหนึ่ง

ไม่ว่าจะมีผู้คัดค้าน ทัดทานอย่างไร นช.สนธิ ก็ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง และเดินหน้าต่อ จนทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า นช.สนธิ ถวายฎีกาเพื่ออะไร ต้องการใช้การถวายเป็นฎีกา เป็นเครื่องมือสร้างข่าว และปลุกระดมมวลชน เพื่อให้เกิดสัญลักษณ์การเผชิญหน้าระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับ รัฐบาล แค่นั้นใช่หรือไม่ แท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้สนใจผลของการถวายฎีกาเลยแม้แต่น้อย จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยหรือไม่ สนธิ ก็ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ขอแค่เพียงได้ถวายเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดฉากต่อสู้ยกใหม่กับทักษิณ ชินวัตร ก็เพียงพอแล้ว

แต่ที่น่าสนใจก็คือ นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ได้มีการถวายฎีกาไป นช.สนธิ ก็ไม่เคยกล่าวอ้างถึงฎีกานั้นอีกเลย และไม่สนใจติดตามด้วยว่าทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไร หรือไม่ ทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน นึกอยากจะยื่นก็ยื่น นึกอยากจะเลิกก็เลิก ทำราวกับว่าการถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีค่าเสมอเพียงการส่งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันให้ผู้อ่านทั่วไป นึกอยากส่งก็ส่ง นึกอยากจะเลิกส่งก็เลิก นี่คือพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีแบบ นช.สนธิ ลิ้มทองกุล

4. การสร้างกระแสเรียกร้องให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อเผด็จศึกทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ให้ได้ ทั้งๆ ที่การคัดค้าน ทัดทาน ทักท้วงจากนักวิชาการจำนวนมาก ว่าเป็นการไม่สมควรที่จะสร้างกระแส กดดัน เรียกร้องให้ใช้พระราชอำนาจ เพราะไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ แต่ นช.สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เพิกเฉยกับเสียงคัดค้านทุกเสียง และเดินหน้าต่อ ปลุกระดมประชาชน ให้เข้าชื่อ ให้ร่วมส่งเสียง ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 เพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

การ เรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ดังกระหึ่มไปทั่วฟ้าเมืองไทย เพราะ นช.สนธิ ชักนำให้ประชาชนเข้าใจผิด ว่าเป็นสิ่งที่ถูก และเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงทำอะไรก็ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ให้อำนาจมากมาย

กว่าประชาชนทั่วประเทศ จะรู้ว่าการเดินตาม นช.สนธิ เป็นสิ่งที่ผิด ขัดรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำ ยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อพระมหากษัตริย์อีกด้วย ก็ต่อเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ว่าการเรียกร้องมาตรา 7 เป็นการทำให้พระองค์ท่านทรงเดือดร้อน และไม่เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่านจะไม่พระราชทานนายกรัฐมนตรี นั่นล่ะ ประชาชนจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเดินผิดทางมายาวไกลมาก

แต่สนธิ ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับพระราชดำรัส และความเดือดร้อนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังไม่ทันที่พระราชดำรัสจะถูกตีพิมพ์เป็นตัวหนังสือ เผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไป สนธิ ให้สัมภาษณ์สวนทางพระราดำรัส ทันที ซึ่งคัดลอกมาจากเวปไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ดังนี้

“ผู้สื่อข่าวถามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสว่า มาตรา 7 เรื่องการ ขอนายกฯ พระราชทานไม่สามารถใช้ได้ นายสนธิ กล่าวว่า “มาตรา 7 พระองค์ท่านก็บอกว่าพระองค์ท่านใช้ยาก เพราะพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ บอกว่าพระองค์ท่านจะไม่ใช้

เมื่อถามต่อว่า แต่กระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านไม่ต้องการที่จะทำเกินหน้าที่ นายสนธิ กล่าวว่า ถูกต้อง แต่ว่า ต้องมีคนรับสนองพระบรมราชโองการ ก็แสดงว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรมราชโองการ พระองค์ก็พร้อมจะใช้

ต่อข้อ ถามถึงข้อเรียกร้องที่กลุ่มถ่อยเสื้อเหลืองเรียกร้องนายกฯพระราชทาน จะเดินหน้าต่อหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ นช.สนธิ กล่าวว่า “เราก็เดินเหมือนเดิม เพราะเราก็ ยังยืนยันว่าการต่อสู้ครั้งนี้เรายืนหยัดเพราะการเลือกตั้งไม่เป็น ประชาธิปไตย เราก็อยากรู้เหมือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะโมฆะหรือเปล่า”

เมื่อ ถามว่า จะทบทวนบทบาทการชูเรื่องมาตรา7 หรือไม่ นช.สนธิ กล่าวว่า “เรายังรวมอยู่ในทุกบทบาท เพราะตนคิดว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรมราชโองการก็ชูได้ ทำไมจะชูไม่ได้”

ก่อน จะจบท้ายการสัมภาษณ์ว่า “มันแข็งกร้าวตรงไหน และตนก็เห็นด้วยว่าที่จะให้ทุกอย่างอยู่ในระบอบรัฐสภา แต่ถ้า นายกฯ และรัฐบาลชุดนี้ลาออกก็ใช้มาตรา 7 ได้ เพราะมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ”

ก็อย่างนี้ล่ะ ถ้อยคำวาจา และการแสดงออกของผู้จงรักภักดีอย่าง นช.สนธิ ลิ้มทองกุล

5. การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิดว่า นายกฯทักษิณ วางแผนการที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากประชาชน ลดบาทบาทและอำนาจของพระมหากษัตริย์ ด้วยการปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ และเชื่อมโยงให้เป็นแผนการร้ายของนายกฯทักษิณ ชินวัตร และคณะผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย จำนวนหนึ่ง ที่ไปวางแผนการกันไกลถึงประเทศฟินแลนด์ ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดที่ผูกโยงปะติดปะต่อกันขึ้นมานี้ เป็นการจินตนาการของ นช.สนธิ ลิ้มทองกุล ชัยอนันต์ สมุทวณิช ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่ง สองคนหลังเป็นลูกจ้าง เขียนบทความแลกเงินค่าคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของ นช.สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง แล้วก็ยังมี โสภณ สุภาพงษ์ อีกคนหนึ่ง ที่ร่วมกันจินตนาการสร้างแผนร้ายนี้ขึ้นมา แล้วก็โยนว่าเป็นความคิดของนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่ต่างจากกระแสพรรคคอมมิวนิสต์ ในอดีต คือมีการกล่าวหานักการเมืองกลุ่มหนึ่งจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จนนำไปสู่การต่อสู้ และการทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างรุนแรง พฤติกรรมของ นช.สนธิ ในเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่แตกต่างจากเรื่องกรณีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระแก้ว แต่เพิ่มความเข้มข้น และระดับความเกลียดชังคนชื่อทักษิณ ชินวัตร ในหัวใจของคนไทย ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว

แต่น่าเสียดายที่พฤติกรรมของ นช.สนธิ และ พวกพ้อง ลูกน้องค่ายผู้จัดการ ทำกันมาแล้วหลายครั้งหลายหน ถูกจับได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเป็นความเท็จ ไม่ใช่ความจริง กรณีปฏิญญาฟินแลนด์ จึงปลุกไม่ขึ้น เพราะสื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่เล่นด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ และผู้กล่าวหาก็ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันคำพูดของตัวเอง ว่าเป็นเรื่องจริง นี่ก็คือ พฤติกรรมของผู้จงรักภักดีของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จงรักภักดี ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตัวเองมาโดยตลอด และ ใช้ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทย เป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือในการจุดประเด็น โหมไฟไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร มาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่สำเร็จ การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ขึ้นมา ก็เป็นอีกครั้งของการจุดกระแสและโหมไฟไล่นายกฯทักษิณ

แต่ครั้งนี้ไม่ ใช่เพียงแค่กุเรื่องไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่เกินเลยไปถึงขั้น คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ กันเลยทีเดียว เมื่อประมวลการพัฒนาทางความคิดของ นช.สนธิ ลิ้มทองกุล จากวันเริ่มต้นต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร จนถึงวันนี้ จึงไม่อาจสรุปเป็นอื่นได้ นอกจากว่า

“นช.สนธิ กำลังใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ให้แก่ตัวเอง และเป็นอาวุธประหัตประหารศัตรูของตนเอง โดยหามีความจงรักภักดีอย่างแท้จริงไม่”

ความจงรักภักดีแบบ นช.สนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็นความจงรักภักดีจอมปลอม ที่ต้องเร่งกำจัดให้สิ้นซากจากแผ่นดินไทย ก่อนที่ประเทศไทยจะลุกเป็นไฟเพราะบุคคลผู้นี้

ที่มา http://webboard.mthai.com/58/2007-12-26/362340.html

โดย: ก่อการร้ายเสื้อเหลือง
ตั้งเมื่อ: 15:18 น. 23 พ.ย. 2009

บล็อกเสื้อเหลืองแฉปม’เอเอสทีวี’กัดกับนายทุนขายข้าวตรามือแย่งผลประโยชน์!

kittinunn : ตัดสัมพันธ์ “ASTV-ธัญญทิพย์” ข้าวตรามือ (ตบ) เหลือเพียงตำนาน

ประกาศ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป ASTV Products ขอแจ้งให้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์ข้าวตรามือทั้ง 4 ชนิด ของบริษัทธัญญทิพย์ ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ในเครือ ASTV อีกต่อไป จึงทำให้รายได้จากการจำหน่ายข่าว ASTV ตรามือมิได้สนับสนุน ASTV และทาง ASTV Products จะมีการนำข้าวทั้ง 4 ชนิด ตรา Royal Chef มาจัดจำหน่ายแทน จึงเรียนมาเพื่อทราบ

คำประกาศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสัญลักษณ์เอเอสทีวี ถือเป็นการตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับบริษัท ธัญญทิพย์ อินเตอร์เทรด จำกัด อย่างสิ้นเชิง ภายหลังจากที่ทั้งคู่เป็นพันธมิตรจำหน่ายข้าวสาร และข้าวหอมมะลิตราเอเอสทีวีมาตั้งแต่ต้นปี 2552 ที่ผ่านมา

“โรงสีธัญญทิพย์” โรงสีรายใหญ่เจ้าหนึ่งแถวๆ บ้านพระยาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนหน้านี้ก็เคยผลิต “ข้าวตรามือ” เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งบริจาคช่วยเหลือสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ก่อนที่จะเป็นเจ้าแรกที่นำข้าวสารบุกตลาดเดลิเวอรี่อย่างจริงจัง ตั้งแต่การโหมประชาสัมพันธ์ผ่านทางป้ายผ้าอิ๊งค์เจ็ททั่วกรุงเทพฯ อย่างเงียบๆ มาเป็นเวลานับเดือน กระทั่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยการซื้อหน้าโฆษณาหนังสือพิมพ์ และติดตั้งป้ายอิ๊งค์เจ็ทเพิ่มเติม

เป็นที่ทราบกันดีว่า การเปิดตัวข้าวหอมมะลิยี่ห้อธัญญทิพย์ นอกจากราคาขายจะใกล้เคียงกับข้าวตรามือที่มีโลโก้เอเอสทีวีติดอยู่แล้ว ยังพบว่าบรรจุภัณฑ์ยังมีการใช้สีเพื่อแบ่งประเภทของข้าว เหมือนกับประเภทข้าวของข้าวชนิดต่างๆ ที่เอเอสทีวีจัดจำหน่ายด้วย

ด้วยรูปแบบการจัดจำหน่ายที่เอเอสทีวีทำหน้าที่รับออเดอร์ ก่อนที่ออร์เดอร์นี้จะเป็นหน้าที่ของธัญญทิพย์ ซึ่งจะรับหน้าที่ตั้งแต่ผลิตข้าวหอมมะลิ ไปจนถึงจัดส่งข้าวหอมมะลิแบบเดลิเวอรี่ และเก็บเงินลูกค้าตามคำสั่งซื้อ

ว่ากันว่ามูลเหตุที่ทำให้เอเอสทีวีประกาศตัดสัมพันธ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นมาจากลูกค้าที่สั่งซื้อข้าวตรามือเป็นประจำ วันหนึ่งในช่วงกลางเดือนตุลาคม พนักงานได้มาส่งของและแจกใบปลิวใจความว่า

“ขายข้าวหอมมะลิ มาแล้วจ้า ถุงเดียวส่งถึงบ้าน ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ถั่วชีวจิต 5 สี เสริมคุณค่าเพื่อสุขภาพ เริ่ม 16 ตุลาคม 2552 – 30 มกราคม 2553 ผู้ผลิต บริษัท ธัญญทิพย์ อินเตอร์เทด จำกัด”

ต่อมาเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พนักงานจากสายส่งที่เคยมาส่งข้าวเอเอสทีวีสอบถามว่าข้าวหมดแล้วหรือไม่ แล้วได้เสนอขายข้าวตราธัญญทิพย์ โดยจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 และแถมถั่วชีวจิตให้ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ธัญญทิพย์ส่ง SMS ไปยังลูกค้าที่เคยซื้อข้าวตรามือ ระบุว่าจะให้ส่วนลด 10% ถ้าสั่งซื้อถุงเดียวก็ส่งให้ โดยระบุเบอร์โทรที่ไม่ใช่คอลล์เซ็นเตอร์ของเอเอสทีวี

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิดแก่ลูกค้า ที่ต้องการซื้อข้าวตรามือเพื่อช่วยเหลือการแพร่ภาพของเอเอสทีวี คิดว่าสินค้าที่เสนอขายนั้นเป็นของเอเอสทีวี แต่จริงๆ แล้วกลับไม่ใช่ ซึ่งพฤติกรรมการแย่งตลาดด้วยกันเอง ว่ากันว่าเอเอสทีวีสูญเสียรายได้จากลูกค้าที่เคยซื้อข้าวเพื่อช่วยเอเอสทีวีเป็นประจำอย่างมหาศาล

นำมาสู่การตัดสินใจยกเลิกการจำหน่ายข้าว ASTV ตรามือในที่สุด

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้เอเอสทีวีเคยโปรโมตข้าวเอเอสทีวี ตรามือมาโดยตลอด ระยะหลังๆ มีสินค้าตัวอื่นโฆษณาเพิ่มขึ้น แต่ผลิตภัณฑ์ข้าวเอเอสทีวีตรามือกลับตรงกันข้าม คือลดการโปรโมตผลิตภัณฑ์ตัวนี้ลง

วันนี้จึงเป็นวันอวสานของผลิตภัณฑ์ข้าวเอเอสทีวีตรามือ สินค้าตัวแรกที่เอเอสทีวีนำรายได้จากการจัดจำหน่ายมาช่วยในการแพร่ภาพออกอากาศ และคงเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับความสัมพันธ์ทางการตลาดต่อกัน

(ลิงก์ไปยังบทความนี้คลิ๊ก…ที่นี่)

ซัดรบ.มาร์ค ม.7 ให้ท้าย ‘เอเอสทีวี-ผู้จัดการ’ ออกหนังสืออ้างอิงสถาบัน

พฤศจิกายน 29, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

เดลินิวส์ : วันนี้ (29 พ.ย.)ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลง ว่าจากการตรวจสอบของพรรคเพื่อไทย พบว่าขณะนี้สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ในเครือผู้จัดการ ได้มีการออกหนังสือชื่อ “ขบวนการล้มเจ้า” ออกวางจำหน่าย ซึ่งเป็นการใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงคนของพรรคเพื่อไทย โดยเนื้อหามีการโจมตีใส่ร้ายว่าเป็นขบวนการล้มเจ้า และทรยศชาติ ซึ่งเป็นการนำเรื่องเก่าและเรื่องกัมพูชามาผูกโยงเข้าหากันแล้วสรุปความเอาเอง ถือว่าน่าอัปยศและเป็นงานถนัดของเอเอสทีวี ผู้จัดการ ที่มักนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากมั่นใจว่าตัวเองมีเส้นและเป็นพวกเดียวกับรัฐบาล จึงไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งวันนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็ได้ตั้งพรรคการเมืองและเป็นนักการเมืองแล้ว จึงขอให้เล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์ด้วยจิตวิญญาณของการเป็นนักการเมืองที่ดี แต่หากทำไม่ได้และยังคงสันดานเดิมๆ ที่เคยทำลายคนอื่นด้วยวิธีการเช่นนี้ ก็ขอให้ถอนตัวออกไปเล่นการเมืองข้างถนนเช่นเดิม เพราะไม่ควรมาทำลายคู่ต่อสู้ด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้

“การกระทำดังกล่าวถือเป็นการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะมาหากินด้วยการพิมพ์หนังสือจำหน่าย ผลของการกระทำมีลักษะเป็นการแบ่งแยกประชาชนและเหมือนเป็นการรับไม้ต่อจากบางคนโดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่าทรยศชาติได้ปรากฏในหนังสือหลายช่วงหลายตอน จึงขอให้ผู้กระทำยุติการจำหน่ายหนังสือดังกล่าวเสีย และขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่าหากยังต้องการความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติ ก็อย่าได้ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หรือให้ท้ายอยู่เบื้องหลังกลุ่มบุคคลดังกล่าว เพราะหากเกิดอะไรขึ้นอันมีสาเหตุมาจากหนังสือดังกล่าวรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ และถ้ายังปล่อยให้คนกลุ่มนี้อยู่เหนือกฎหมายและใช้สื่อเป็นเครื่องมือทำลายอีกฝ่ายโดยรัฐบาลได้ประโยชน์ด้วยก็ขอให้ระวังว่าประชาชนจะออกมาตัดสินกันด้วยตัวเอง และเมื่อนั้นก็จะเป็นหายนะอันยิ่งใหญ่ของชาติ” นายพร้อมพงศ์กล่าว

เลื่อนสั่งคดี ‘ศาสดาโกเต๊กซ์ลิ้ม’ หมิ่นเบื้องสูงเป็น 23 ธ.ค.

พฤศจิกายน 17, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

ข่าวสด : เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญามีคำสั่งให้เลื่อนนัดสั่งคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีนำคำปราศรัยจาบจ้วงสถาบันของน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ”ดา ตอร์ปิโด”แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก 18 ปี ในคดีหมิ่นเบื้องสูง มาเผยแพร่ซ้ำบนเวทีพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 เนื่องจากนายสนธิ ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด(อสส.) และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งใดๆลงมา จึงให้เลื่อนฟังคำสั่งคดีออกไปเป็นวันที่ 23 ธันวาคม นี้ เวลา 10.00น.
ด้านนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความนายสนธิเปิดเผยว่า ตนยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมไปยังอสส. เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใน 2 ประเด็น คือขอให้มีคำสั่งตั้งคณะทำงานอัยการขึ้นมาพิจารณาคดีนี้เป็นพิเศษเนื่องจากเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจึงไม่ควรให้อัยการเพียงคนเดียวเป็นผู้สั่งคดี นอกจากนี้ยังขอให้สอบปากคำพยานซึ่งเป็นผู้ชุมนุมที่อยู่ในเหตุการณ์และรับรู้ถึงเจตนาและความรู้สึกของนายสนธิ ขณะปราศรัยว่ามีเจตนาให้ร้ายสถาบันหรือไม่

‘ใบตองแห้ง’ ออนไลน์ : เรื่องของเกม

พฤศจิกายน 14, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

ประชาไท : วันจันทร์หลังจากเขียนต้นฉบับส่งไปแหม็บๆ นั่งดูทีวีเห็นพี่พิภพ ธงไชย ไปยื่นหนังสือกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องให้ตอบโต้เขมร ผมอุทานกับตัวเอง ว่าแล้วเชียว! แต่ไม่ผิดความคาดหมาย ก็เลยได้แต่ขำๆ นานๆ จะเห็น ‘พี่เปี๊ยก’ ใส่สูทเข้าทำเนียบ ดูดีราศีจับเชียว ยิ่งไปนั่งคู่กับนายกฯ ไม่รู้ใครมีสง่าราศรีกว่าใคร (ฮา) ระหว่างคนที่ยึดทำเนียบ 193 วัน กับคนที่รับทำเนียบมาโดยไม่ชอบธรรม ได้เห็นภาพนี้ถือเป็นขวัญตา

พันธมิตรงานเข้าอย่างที่เดาไว้ไม่ผิด โดยเฉพาะเมื่อโหมกระแสชาตินิยมอยู่แป๊บๆ เกิดบุญหล่นทับ นิตยสาร Times ปึ๊งใหญ่หล่นโครมลงมาหน้าจอ ที่กำลังโฆษณาขายข้าวสาร น้ำปลา กะปิ ปลาร้า ผงซักฟอกตราพลัง 5 แกนนำ ฯลฯ ตัดฉับ! เปลี่ยนเป็นทีวีรวมการเฉพาะกิจ ศาสดาประกาศรวมพลพี่น้องเอ๊ยทันทีวันอาทิตย์นี้

เปรียบไปก็เหมือนต้นไม้กำลังเฉาแดด จู่ๆ มีฝนถล่มกลางฤดูแล้ง เพราะพันธมิตรเป็นเหมือนที่นักวิชาการดักคอไว้ จากขบวนการเคลื่อนไหวสุดขั้วสุดโต่งจะไปเป็นพรรคการเมือง มีแต่เฉาลงๆ ยังไง้ยังไงก็ต้องหาทางออกเอ็กเซอร์ไซส์ เรียกระดมศิษย์เก่าคืนสู่เหย้า (เตรียมเงินบริจาคมาด้วยนะพี่น้องเอ๊ย)

นี่จึงเป็นเกมกินสองต่อสามต่อของพันธมิตร ทั้งกระทืบทักษิณ ทั้งเอาทักษิณมาเป็นพรมรองตีนสร้างพรรค และเป็นไปได้ว่าจะหาทางกดดันรัฐบาลประชาธิปัตย์ เพื่อโชว์ออฟโชว์พาวว่าเรารักชาติศาสน์กษัตริย์มากกว่า (แต่ยังไงก็ไม่เท่าเนวิน ประธานคณะทำงานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่อลังการ 9 วัน)

ฉะนั้นผมไม่แปลกใจที่สุริยะใสออกมาเล่นวาทกรรมว่า คลั่งชาติดีกว่าขายชาติ ถ้าเป็นเมื่อสี่ห้าปีก่อน เลขาธิการ ครป.พูดอย่างนี้ ก็ต้องยืมวาทกวย เอ๊ย วาทกรรมของอาจารย์ปิยบุตรทิ่มปาก (ฮา) แต่ตอนนี้เป็นเลขาธิการพรรคแล้วนะคร้าบ ก็ไม่ว่ากัน

คนไทยยุคนี้ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน (ช่วยโฆษณาให้กระทรวงสาธารณสุข) ทุกฝ่ายจึงเล่นเกมทั้งนั้น ทั้งจงใจ ทั้งร่วมด้วยช่วยกันวุ่น และช่วยกันทำให้เละ

ถามว่าทักษิณเล่นเกมอะไร หลายคนมองว่าเป็นเกมยั่วยุให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้เขมร โดยเอาตัวเข้าเสี่ยงกับการปลุกกระแสชาตินิยม คุ้มไหมไม่ทราบ แต่กระแสชาตินิยมมักวูบวาบและตีกลับง่าย เพราะคนไทยถูกปลูกฝังกระแสชาตินิยมฉาบฉวย เนื้อหาสาระบางเบา

รัฐบาล ปชป.ก็เล่นเกมตอบโต้ ปลุกกระแสชาตินิยมหาคะแนนเข้าตัว แต่รัฐบาลก็รู้ว่าต้องระมัดระวังคุมให้อยู่ในระดับเหมาะสม (ตามที่แบ็กใหญ่ หมอประเวศเตือน) เพราะถ้าปิดชายแดน ปิดการค้าขาย กระแสจะตีกลับมาเข้าเนื้อ จึงเห็นว่าแม้แต่ MOU อภิสิทธิ์ก็ไม่ยกเลิกเอง แต่โยนเข้าสภา

ปัญหาคือ รัฐบาลจะคุมไม่อยู่ก็เพราะพี่น้องเอ๊ยนี่แหละ พี่น้องเอ๊ยเป็นอะไรที่อยู่นอกเหนือการควบคุม นอกเหนือเหตุผล นอกเหนือความคาดหมายทั้งปวง (ฉะนั้น ช่วยมากันเยอะๆ หน่อย-ฮา)

เกมนี้ของทักษิณ ในระยะเฉพาะหน้าเหมือนเปลืองตัว มีแต่เสียกับเสีย แต่ในระยะยาวจะเป็นอย่างไร ใครจะไปรู้ เพราะเราไม่ใช่ทักษิณ (ฮา) แต่ทักษิณคงมองว่า ลำพังม็อบเสื้อแดง ลำพังความแตกแยกในรัฐบาล ลำพังความสับสนวุ่นวายใน “ระบอบไม่เอาทักษิณ” ยังไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าได้ ในขณะที่คดียึดทรัพย์กำลังจะตัดสินในปลายเดือนมกราคมหรืออย่างช้าก็เดือนกุมภาพันธ์

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสามารถรอเวลาให้ระบอบปัจจุบันเปื่อยลงๆ แต่ทักษิณรอไม่ได้ เพราะทักษิณไม่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ทักษิณต้องการเอาเงินคืน ฉะนั้นทักษิณจึงพร้อมจะจุดชนวนทุกอย่างไม่ว่าเป็นผลดีหรือเสีย ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เวลายืดเยื้อ

ที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมฮุนเซนกล้าเสี่ยงเอาตัวเข้ามาเล่นเกมนี้ ถึงขั้นประกาศโต้งๆ ว่าไม่เป็นศัตรูกับประชาชนไทยแต่เป็นศัตรูกับอภิสิทธิ์ เหมือนวางเดิมพันว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในประเทศไทย ที่น่าสนใจกว่านั้นอีกคือ ฮุนเซนมีแบ็กในระดับนานาชาติหรือไม่ อย่าลืมว่าไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในภูมิภาคนี้ เป็นจุดช่วงชิงกันแผ่อิทธิพลระหว่างมหาอำนาจเก่ากับมหาอำนาจใหม่

เกมที่น่าจับตาของทักษิณ คือการให้สัมภาษณ์นิตยสาร Times ซึ่งกลายเป็นพลาดเป้า เพราะถูกรัฐบาลและสื่ออคติจับมาบิดเบือน ทั้งที่บทสัมภาษณ์ละเอียด 12 หน้า ไม่มีตรงไหนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส.ศิวรักษ์ยังพูดหนักกว่าด้วยซ้ำ การที่ Times พาดหัวฟังไม่เหมาะสม ถ้ามี sense นักข่าว ถ้ามีจรรยาบรรณวิชาชีพ ก็น่าจะเข้าใจ sense ของนักข่าวฝรั่ง นักข่าวไทยก็บ่อยไปที่พาดหัวสวิงสวายทั้งที่อ่านบทสัมภาษณ์ไม่มีอะไร เพียงแต่พอเป็นเรื่องสถาบัน นักข่าวเราไม่ทำอย่างนั้น (เช่นผมสัมภาษณ์ ส.ศิวรักษ์ ก็พาดหัวว่า “ต้องรักษาสถาบัน” แหะ แหะ)

จึงเป็นเรื่องเลอะเทอะที่ต้องสั่งเอกอัครราชทูตไปประท้วง ถ้าผิดก็ฟ้องไปสิ ดูซิว่าอัยการจะสั่งฟ้องหรือเปล่า ศาลจะตัดสินว่า Times ผิดหรือเปล่า อันที่จริง รัฐบาลน่าจะส่งสมชาย แสวงการ ไปแทน ไปสอน Times ให้เข้าใจจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ ให้ลือชื่อก้องโลกไปเลย (ฮา)

ทักษิณเองก็เลอะเทอะ ที่เที่ยวไปประท้วง Times ตัวให้สัมภาษณ์เขาไปแล้ว เขาเขียนอย่างไรเขารับผิดชอบเอง บทสัมภาษณ์คำต่อคำเขาก็ลงเปรียบเทียบให้แล้ว ทักษิณยังมาขอโทษขอโพย อย่างนี้อู้กำเมืองต้องเรียกว่า “ขี้แขะ” นี่หว่า บ่าแม้ว

อันที่จริงบทสัมภาษณ์ Times สรุปสาระสำคัญได้สั้นๆว่า Times ถามเป็นความนัยระหว่างบรรทัดว่า “เฮ้ สแควร์เฟซ ยูคิดว่ายูจะกลับประเทศได้ด้วยวิธีไหน” ซึ่งทักษิณก็ตอบเป็นความนัยระหว่างบรรทัด แจ่มแจ้ง ชัดเจน

ตรงนี้ตะหากที่ทำให้พันธมิตรเต้น “ระบอบไม่เอาทักษิณ” เต้นเป็นผีเข้า และกลัวจนต้องบล็อกความนัยที่ทักษิณพยายามจะสื่อ

ความอยุติธรรมของการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาทำลายล้างกันทางการเมืองก็คือ สาธารณชนถูกปิดกั้นไม่ให้รับรู้เนื้อหาข้อความนั้น แล้วกลับมีสื่อ นักวิชาการ ส.ว.บ้าบอ คอลัมนิดคอลัมหน่อย มาใช้น้ำลายย่อยอาหารป้อนใส่ปากประชาชน ว่าหมิ่นชัด หมิ่นชัวร์ หมิ่นอย่างไรบอกไม่ได้ แต่จาบจ้วงโอหังบังอาจสมควรตาย

ซึ่งอันที่จริงข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป ก็ห้ามนำข้อความมาเผยแพร่ซ้ำ แต่ไม่มีรายการร่วมด้วยช่วยกันยำ ช่วงชิงเสนอหน้าเป็นผู้จงรักภักดี ตีความก่อนอัยการและศาล ชี้นำสาธารณชนเพื่อผลทางการเมืองเช่นนี้

อย่างไรก็ดีมีเรื่องตลกว่า ในขณะที่พันธมิตรและระบอบไม่เอาทักษิณพยายามบล็อก “สาร” ของทักษิณ ผมเจอนักประชาธิปไตยฝ่ายเสื้อแดง กลับบอกว่าใครจะแปลเผยแพร่ก็แปลไป เขาไม่เอาด้วยหรอก จะทำให้มวลชนสับสนเสียเปล่าๆ

อ้าว เป็นงั้นไป แต่เข้าใจได้ว่าเป้าหมายของทักษิณกับนักประชาธิปไตยเสื้อแดงต่างกัน ทักษิณต้องการแค่เอาตัวรอด ถ้าต่อรองได้ก็ต่อรอง แต่นักประชาธิปไตยต้องการต่อสู้ถึงที่สุด

นักประชาธิปไตยหลายคนยังบอกว่า อยากให้คดียึดทรัพย์สิ้นสุดเสียเร็วๆ ยึดแม่มให้หมดเลย ทักษิณจะได้เลิกโลเล ต่อรอง หวังพึ่ง อีกหลายคนก็บอกว่าอยากให้เรื่องทักษิณจบๆ จะได้เป็นเรื่องของประชาธิปไตยล้วนๆ

สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปคงคาดได้ลำบาก ผมรู้ว่าพันธมิตรกลัวอะไร แต่ยิ่งกลัวก็ยิ่งออกนอกหลักการประชาธิปไตย แล้วคุณจะเอาอะไรมาสู้ ถ้ามันเกิดเป็นเช่นนั้นจริง ถ้าทักษิณเหาะเหินเดินอากาศกลับมาได้จริง

ก็เชิญเล่นเกมกันต่อไป ใครจะกล้าห้ามเด็กแว้น แต่ช่วงเวลามันนับถอยหลังเรื่อยๆ แล้วครับ ความเหลวไหลเลอะเทอะกำลังจะตกขอบถึงขีดสุด จนต้องหัวเราะไปด้วยร้องไห้ไปด้วย

ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี เชื่อมั่นเสมอ (งมงายหรือเปล่าไม่รู้) ว่าสรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงก้าวหน้า สังคมไทยจะต้องก้าวข้ามยุคที่เอาทักษิณ เอาสถาบันมาเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งทางการเมือง อย่างที่คุณนักปรัชญาชายขอบเขียน

เพียงแต่จะต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าไหร่ ยังเป็นที่กังขา ไม่กล้าคิด

ก็ขอทิ้งท้ายด้วยข้อความที่มีคนไปเม้นท์ใน Times Online ซึ่งมีพวกพันธมิตรเยอะเชียว ที่เรียนสูงๆ เก่งภาษาอังกฤษ ขนาดเขียนได้ยาวๆ ประจานความคิดวิจารณญาณของตัวเองให้ฝรั่งอ่าน

แต่มีรายหนึ่งที่ผมชอบใจ เขาใช้ชื่อ Mike Boon บอกว่า “ยิ่งผมอ่านความเห็นในบล็อกนี้มากเท่าไหร่ ผมยิ่งคิดว่าสงครามกลางเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามมีเพียงจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ธุรกิจของผมทำให้ต้องเดินทางไปเวียดนามบ่อย ผู้คนที่นั่นบอกผมว่า ‘พวกคุณคนไทยต้องได้รับบทเรียนเกี่ยวกับสงครามกลางเมือง’ ซึ่งพวกเขามีแล้ว ผมเป็นแค่คนผ่านทางที่อยากรู้อยากเห็น และผมงงงวยกับความสุดขั้วของทั้งฝ่ายนิยมและต่อต้านทักษิณ ซึ่งแสดงออกยิ่งกว่าเด็กๆ ขอให้โชคดี ประเทศไทย คุณอาจต้องการโชคในเร็วๆ นี้”

ใบตองแห้ง

ฟังกันชัดๆ อีกครั้ง ‘ศาสดาโกเต๊กซ์’ ลั่นวาจาจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง ถ้ารับ-เจอที่ไหนถุยน้ำลายใส่หน้าได้เลย

พฤศจิกายน 13, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

‘ศาสดาโกเต๊กซ์’ นัดพันธมิตรชุมนุมใหญ่สนามหลวง 15 พ.ย.

พฤศจิกายน 10, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

ไอเอ็นเอ็น : แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ร่วมกัน แถลงข่าวการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 15 พ.ย.นี้ เวลา 16.00 น. ณ บริเวณท้องสนามหลวง เพื่อร่วมแสดงพลังแผ่นดิน ปกป้องเกียรติภูมิของชาติอย่างสันติ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีกัมพูชาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และมีการให้สัมภาษณ์ ไทม์ส ออนไลน์ ซึ่งการนัดชุมนุมใหญ่ในครั้งนี้ ก็เพื่อแสดงออกให้ประชาคมโลก ได้รับทราบว่า ประชาชนชาวไทยมีความรักและเทิดทูนสถาบัน และจะไม่ยินยอมให้ผู้ทรยศชาติ มาละเมิดจาบจ้วงต่อสถาบันได้

ขณะเดียวกัน ก็เพื่อแสดงออกให้ประชาคมโลกได้ทราบว่า ยังมีประชาชนชาวไทยผู้รักชาติ พร้อมที่จะรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ เเละศักดิ์ศรีของชาติจนถึงที่สุด มิให้ประเทศชาติอื่นเข้ามาดูหมิ่นเหยียดหยามกระบวนการศาลกระบวนการยุติธรรมของไทยได้ นอกจากนี้ ก็เพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์การร่วมกันประณาม พ.ต.ท.ทักษิณ และสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

In Thailand, A New Party Tries to Take Back the Swastika

พฤศจิกายน 4, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

p

By Hannah Beech / Bangkok Friday, Jun. 19, 2009
TIME Magazine

In early June, the founders of Thailand’s New Politics Party (NPP) unveiled their logo — usually a routine procedure in a country where new parties seem to come and go with the monsoons. But the yellow-and-green symbol of the NPP has generated controversy not just for its questionable 1970s color scheme but because it resembles a swastika.

Asians are rightly miffed that Adolf Hitler hijacked an ancient religious symbol of luck and peace and turned it into the unofficial logo for genocide and racial hatred. The swastika symbol is venerated in eastern religions ranging from Hinduism and Jainism to Buddhism. Even in pre-Nazi Europe, the good-luck talisman adorned everything from Celtic art to Finnish Air Force medals. A 1904 first-edition copy of Rudyard Kipling’s Traffics and Discoveries has a swastika on the cover, a sign of his kinship with India where he was born.

Naturally, the Führer stripped the luck from the sign in the West, and its continuing use by neo-Nazi groups — not to mention Charles Manson slicing the symbol onto his forehead — prevents its rehabilitation. But in Asia the swastika still connotes all things auspicious. I remember traveling in Japan years ago and watching the shocked faces of American tourists coming across a giant topiary swastika that adorned a hillside near a famous temple. In fact, on some Japanese maps, temples are denoted with a swastika, just as churches are symbolized by a cross. (For the record, the Japanese swastika, or manji, faces counter-clockwise, while the Nazi symbol goes clockwise.) Similarly, Tibetans, who believe the symbol represents the Buddha’s footsteps, adorn their walls or bodies with the token.

The NPP, which has aligned itself closely with Thailand’s Buddhist King, was presumably reaching for a potent religious symbol as its new logo. Fair enough. But the swastika carries a lot of global baggage. The NPP is an outgrowth of a street-protest movement called the People’s Alliance for Democracy (PAD), which, despite its name, is skeptical of the efficacy of a one-man-one-vote system. Last year, the yellow-shirted PAD besieged Bangkok’s international airport, forcing its closure for a week before the government it was protesting was ousted from office by a court ruling. The airport takeover dented Thailand’s tourism industry and contributed to an aura of instability that has enveloped the country since. Choosing such a contentious symbol could further harm the NPP’s fledgling reputation. No matter how many ancient talismans are used, that’s hardly auspicious.

ที่มาบทความ : http://www.time.com/time/world/article/0,8599,1905378,00.html

“บักใส-สำราญ”สมุนเอกศาสดาโกเต็กซ์น็อตหลุด ประกาศเป็นศัตรูประชาธิปปัตย์

พฤศจิกายน 1, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

ไทยรัฐ : วงแตก “บักใส-สำราญ” นอตหลุด จวก”อาคม” กล่าวหาหนุน รถไฟหยุดงาน ท้า ปชป. ประกาศตัวให้ชัดว่า ต้องการเป็นศัตรูกันใช่หรือไม่ โอ่แล้วจะรู้ว่าคนใต้จะเลือกใครระหว่าง ประชาธิปัตย์ กับ การเมืองใหม่

ที่บ้านพระอาทิตย์ บ่ายวันที่ 1 พ.ย. นายสุริยะใส กตะศิลา ว่าที่ เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ และผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายสำราญ รอดเพชร ว่าที่ โฆษกพรรคการเมืองใหม่ ร่วมแถลงถึงการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ว่า แท้จริงเล้วพรรคการเมืองใหม่มีความประสงค์ที่จะ สนับสนุนให้มีการปฏิรูปเกิดขึ้นแต่เกรงว่าจะเกิดปัญหาใหญ่คือการคอรัปชั่น ส่วนต้นตอของปัญหาในการรถไฟเกิดขึ้นจากนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. ประเด็นเรื่องการทุจริต และจากกรณี นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เล่นเรงกับสร.ร.ฟ.ท. คงเพราะมีการเจรจากับเอกชนเรียบร้อยเเล้ว ส่วนกรณีพรรคประชาธิปปัตย์ กล่าวหาว่าพรรคการเมืองใหม่ และกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้สนับสนุนการหยุดงานของ สร.ร.ฟ.ท. นายสุริยะใส กล่าวว่า จะประกาศตัวเป็นศัตรูหรือไม่ ถ้าอยากเป็นศัตรูควรจะแสดงออกให้ชัดเจน แล้วให้มองเสียงของคนในภาคใต้จะเลือกใครระหว่างพรรคการเมืองใหม่กับประชาธิปปัตย์ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ด้าน นายสำราญ กล่าวว่า การป้ายสีพรรคการเมืองใหม่อยู่เบื้องหลัง สร.ร.ฟ.ท. นั้น นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่พรรคประชาธิปปัตย์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นการกล่าวหาชุ่ยๆ จงใจ ดิสเครดิตอย่างโจ่งแจ้ง พรรคประชาธิปปัตย์ไม่ควรเอาเรื่องปัญหารถไฟมาเล่นเกมทางการเมือง สิ่งที่ควรจะทำคือทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างสร.ร.ฟ.ท.กับกระทรวงคมนาคม เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย ขอยืนยันว่าพรรคการเมืองใหม่ไม่ได้อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอนเนื่องจาก ความขัดแย้งภายในระหว่างสร.ร.ฟ.ท.กับฝ่ายบริหาร ร.ฟ.ท. เพียงแค่พรรคการเมืองใหม่เห็นด้วยที่สร.ร.ฟ.ท.ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการทุจริตใน ร.ฟ.ท.มีมายาวนานและมหาศาล

แก๊งเสื้อเหลืองห้าว-ขู่ปิดล้อมสถานทูตเขมร

ไทยรัฐ : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชันและภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณี เขาพระวิหาร ประกาศกร้าวให้กัมพูชาถอนทหารออกจากพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ภายใน 7 วัน หากเพิกเฉย จะนำมวลชนปิดล้อมสถานทูตในประเทศไทยในวันที่ 2 พ.ย.นี้นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานอ้างแหล่งข่าวในพื้นที่เขาพระวิหาร ระบุว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา วันนี้ (24 ต.ค.) ฝ่ายกัมพูชาได้มีการเสริมกำลังนำรถถังรุ่นใหม่ เคลื่อนเข้ามาประชิดแนวชายแดนบริเวณซำแตร ตรงกับบ้านโศกขามป้อม ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมทั้งอาวุธหนัก เครื่องยิงจรวดแซม ส่วนทางด้านกองพลน้อยที่ 42 ของฝ่ายกัมพูชา ได้เสริมกำลังเข้ามาอีก 1 กองพัน จำนวน 340 คน มาตรึงกำลังบริเวณตลาดและรอบปราสาทเขาพระวิหาร

รายงานข่าวแจ้งว่า ทางด้านทหารไทยยังไม่มีการเสริม และลดกำลังทหารเข้ามาในพื้นที่แต่อย่างใด เพื่อไม่ให้เกิดความตรึงเครียดขึ้นในพื้นที่ สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงปกติ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายไทย รอดูท่าทีของรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

พันธมิตร 16 จังหวัดใต้ถ่อยได้ใจ-ชูจั๊กกะแร้หนุนสหภาพรถไฟหยุดเดินรถทำร้ายประชาชน

เอเอสทีวี-ผู้จัดการ : พันธมิตรฯ 16 จังหวัดภาคใต้ประกาศแถลงการณ์ฯ ยืนยันเข้าร่วมและสนับสนุนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย โดยยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารการรถไฟฯ และรัฐบาล

วันนี้ (22 ต.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 16 จังหวัดภาคใต้ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 6/2552 ประกาศเข้าร่วมและสนับสนุนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) จากกรณีสหภาพฯ รถไฟได้หยุดการเดินรถเนื่องมาจากเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับขบวนรถด่วนที่ 84 ตกรางที่สถานีเขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายสุมิตร นวลมณี ตัวแทนพันธมิตรฯ 16 จังหวัดภาคใต้แถลงว่า ในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการ ผู้เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นสมบัติของชาติ ขอประกาศสนับสนุนข้อเสนอของสหภาพฯ รถไฟ โดยมีข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารการรถไฟฯ และรัฐบาล คือให้เร่งดำเนินการจัดซ่อมอุปกรณ์ต่างๆ บนรถจักรและรถพ่วง รถโดยสาร ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อนนำไปใช้งาน รัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชอบทุกกรณีหากยังไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว และยังกลั่นแกล้งข่มขู่พนักงานเพื่อให้เปิดการเดินรถ ทั้งที่รู้ว่าอาจจะเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ขบวนรถและผู้โดยสาร

กลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันว่า หากมีการดื้อดึงเปิดให้บริการรถไฟในขณะที่สภาพรถไฟไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เป็นเหตุทำให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนนั้น จะต้องมีผู้รับผิดชอบ เน้นย้ำถึงการไม่ยอมให้รัฐบาลยกสถานการณ์นี้เพื่อนำไปสู่การแปรรูปอย่างเด็ดขาด เนื่องจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มนายทุนและนักการเมืองได้รับผลประโยชน์

พร้อมกันนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ยังชี้แจงถึงการบิดเบือนการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนจากกลุ่มผู้บริหาร กรณีพนักงานขับรถหยุดรถที่สถานีรถไฟละแม จังหวัดชุมพร โดยมีการใส่ร้ายว่าพนักงานขับรถและสหภาพฯรถไฟมีการทิ้งผู้โดยสารให้ลงระหว่างทาง ซึ่งข้อเท็จจริงพนักงานขับรถได้รับคำสั่งจากผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเสื่อมเสียเป็นการดิสเครดิตแก่พนักงานขับรถและสหภาพฯ รถไฟอย่างร้ายแรง

“เนื่องจากประชาชนบางส่วนยังมีความเข้าใจผิดกรณีการหยุดมาก ดังนั้น การแถลงการณ์ครั้งนี้จึงเป็นการเน้นย้ำให้สิทธิแก่ประชาชนในการรับรู้ข้อมูลแท้จริง ว่าการหยุดให้บริการของสหภาพฯ รถไฟ เป็นการกระทำไปเพื่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลผลประโยชน์ของประชาชนที่ไม่ได้เป็นการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น” นายสุมิตรกล่าว

ปปช. จ๋อย – อสส. ตีกลับสำนวนคดีสลายม็อบเหลือง 7 ตค.-พยานไม่ครบ

ไอเอ็นเอ็น : “วิชา มหาคุณ” เผย อัยการสูงสุด ส่งสำนวนสอบเหตุ 7 ตุลา คืน ระบุ สำนวนไม่สมบูรณ์ 

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า อัยการสูงสุด ดำเนินการส่งสำนวนการวินิจฉัยชี้มูลคดีที่ เจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 กลับไปให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยให้เหตุผลว่า สำนวนยังไม่มีความสมบูรณ์ และยังขาดการสอบพยานอีกกว่า 100 ปาก ซึ่งการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในวันพรุ่งนี้ ตนจะเสนอเรื่องดังกล่าว เพื่อขอมติให้มีการตั้งคณะทำงานร่วม ระหว่าง ป.ป.ช. กับ อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุอัยการสูงสุด พิจารณา โดยใช้ระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน ภายหลังที่ ป.ป.ช. ส่งสำนวนให้

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่า หากอัยการสูงสุด พิจารณาเรื่องการทุจริต การจัดซื้อรถดับเพลิงของกทม. รวดเร็วเหมือนกับคดีสลายผู้ชุมนุมนั้น ก็จะเป็นเรื่องที่ดีด้วย

สหภาพแก๊งพันธมิตรโคตรชั่วหนุนรถไฟประท้วง-ไม่สนชาวบ้านเดือดร้อน

ไทยรัฐ : “ศิริชัย ไม้งาม” (แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2) นัด 43 สหภาพหารือสนับสนุนการเคลื่อนไหวของสหภาพรถไฟ อ้างทั่วโลกก็ทำกัน บอกเฉยให้ประชาชนยอมสูญเสียบ้างเพื่อรักษาองค์กร ยอมรับรถไฟหยุดวิ่งครั้งนี้เชื่อมโยงคัดค้านแปรรูปการรถไฟฯ…

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 ต.ค. นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (สภ.กฟผ.) ให้สัมภาษณ์สถานีข่าวทีเอ็นเอ็น ว่า ทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง จะนัดหารือเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ที่หยุดเดินรถไฟขบวนท้องถิ่นสายใต้ เนื่องจากอุปกรณ์หัวรถจักรไม่มีความปลอดภัย โดยท่าทีเบื้องต้น 43 สหภาพฯ พร้อมจะสนับสนุนการดำเนินการใดๆ ก็ตามของสหภาพฯ รฟท. เพราะไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปการรถไฟฯ

นายศิริชัย กล่าวว่า ที่ประชุมจะพิจารณาว่า ควรจะสนับสนุนสหภาพฯ รฟท.อย่างไร อาจจะมีการนำคนไปชุมนุมที่ รฟท. ออกแถลงการณ์ประณามนักการเมือง ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าใครก็ตามที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนก็เหมือนกับการฆ่าตัวเอง แต่บางครั้งก็ต้องเข้าใจว่ามันไม่มีทางเลือก อาจจะยอมสูญเสียในวันนี้บ้าง เพื่อรักษาองค์กรไว้

“ทั่วโลกเขาก็หยุดงานประท้วงกันทั้งนั้น เป็นอำนาจต่อรองของสหภาพแรงงาน แต่จะเลือกใช้ยังไงและสร้างความยอมรับของประชาชน ผมเชื่อว่าถ้าสหภาพแรงงานมีโอกาสอธิบายกับประชาชน เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ” ประธานสหภาพฯ กฟผ.กล่าว

นายศิริชัย ยังกล่าวถึงการลาหยุดงานของพนักงาน รฟท. ว่าเป็นสิทธิ์ของพนักงาน ส่วนการระบุว่าจะไล่ออกพนักงานที่หยุดงานเกิน 15 วันนั้นก็เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารว่าจะเลือกใช้วิธีดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ นายศิริชัย ยอมรับด้วยว่า การเคลื่อนไหวของสหภาพฯ รฟท.ครั้งนี้ เป็นผลเชื่อมโยงกับการคัดค้านการแปรรูปการรถไฟฯ