Archive

Archive for the ‘อนุพงษ์ เผ่าจินดา’ Category

คำต่อคำ-ทักษิณบอมบ์เปรม-ปีย์-แอ้ด-ตัวการรัฐประหาร 19 กันยาฯแอบอ้างเบื้องสูง

มติชน : “ทักษิณ” VDOลิงค์ถึงคนเสื้อแดงที่ชุมนุมหน้าทำเนียบฯแล้ว แฉคนมีบารมีนอกรธน.”พล.อ.เปรม” ระบุทำให้”เจ้านาย”เสื่อมเสีย เพราะคนรอบข้าง รวมไปถึง “พล.อ.สุรยุทธ์” ที่เข้าไปยุ่งการเมือง เรียกร้องทหารกับที่ตั้ง อย่าเอาสถาบันมายุ่งการเมือง ย้ำเสื้อแดงชุมนุมต่อเนื่องไม่เลิกชุมนุม จนกว่าจะได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา

“แม้ว” วิดีโอลิงก์ปลุกคนเสื้อแดง

 
เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 27 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดผ่านวิดีโอลิงก์มายังเวทีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ข้างทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้โทรม เพราะคืนเดียวอยู่ 3 ประเทศ แต่ก็ได้ผลดี ในเรื่องความสัมพันธ์ต่อประเทศไทย ผมเข้าใจว่าเหนื่อย ร้อน ก็บางคนอาจจะหิว แต่ท่านก็ยังอดทนรอฟังผมพูด ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวเสื้อแดงที่ได้มารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม เมื่อวานตั้งใจจะพูดแต่ลำบากเรื่องการเดินทางเลยพูดสั้นๆ วันนี้ตั้งใจจะพูดจาหาทางออกของปัญหาความขัดแย้งที่เป็นอยู่จะออกอย่างไร จะเป็นการเสนอฝ่ายของผม แต่คนอื่นจะเอาหรือไม่ก็ไม่ทราบต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วย เป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทุกคนชุมนุมกันแล้วเสียสละเงินคนละเล็กน้อยมาร่วมชุมนุมกันที่นี่ อาจจะมีเสื้อแดงปลอมที่ไปสร้างสถานการณ์ทำท่าจะไปบุกสนามบิน นั่นเป็นของปลอมเพราะของจริงอยู่ที่ทำเนียบ

 
วัตถุประสงค์ที่มารวมกันที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกประชาธิปไตย ความเป็นธรรมของสังคมไทยกลับมาได้อย่างไร เพื่ออนาคตของประเทศ เพื่อลูกหลานไทย เรากำลังมาตกลงกันว่าระบอบปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงคือสิ่งที่เรารักและหวงแหน อยากได้ไว้คู่สังคมไทย อยากเห็นสังคมไทยที่มีความยุติธรรม หากไม่มีความยุติธรรมเราก็จะเจอปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหมือนที่เจอ ที่นักลงทุนต่างประเทศกลัวว่ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องไปขอขึ้นศาลที่ฮ่องกง หรือที่สิงคโปร์ เราอย่าให้เกิด เราอยากเห็นอนาคตของประเทศที่มีอนาคต ส.ส.ได้รับเชิญไปญี่ปุ่น ไปคุยกับนักลงทุน เขาบอกว่าไม่เคยเห็นเกิดขึ้นมาก่อนเลยบอกว่าไม่อยากจะมาลงทุนเพิ่มในประเทศไทยเด็ดขาด เครื่องบินของญี่ปุ่นเดิมอเมริกาไม่ให้ผลิต แต่ตอนนี้เริ่มผลิตแล้วโดยไปตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์ที่เวียดนาม เพราะที่เวียดนามมีเด็กจบคณิตศาสตร์ใหม่ๆ เยอะ เขาไม่มาเมืองไทย นี่คือตัวอย่างของการสูญเสียโอกาส เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราวันนี้ จึงอยากบอกกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ผู้ใหญ่ในที่นี้คือคนที่มีอายุมากๆ ว่าถึงเวลาหรือยังที่จะมองอนาคตให้ลูกหลาน ไม่ใช่การเอาชนะคะคานกัน

 
เท้าความซัดผู้มีบารมีนอกรธน.

 
“เราต้องเรียนรู้จากบทเรียนที่เจ็บช้ำมานานจากการปฏิวัติ จากเผด็จการที่เข้ามาทำให้ประชาธิปไตยไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง มันเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะจบ ก่อนนี้คิดว่าจะไม่มีแล้วแต่ก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะเราไม่ยอมพูดความจริง มีการตั้งคณะกรรมการสอบความจริงครึ่งเดียว ในที่สุดเราก็ไม่รู้ความจริงเหมือนเสียค่าเรียนแล้วไม่เคยได้รับประกาศนียบัตร เรียนแล้วไม่จบสักที นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ประชาธิปไตยของเราที่ไม่เคยเรียนจบ ล้มแล้วพูดว่าล้มเพราะอะไร ไม่เคยพูดกันชัดเจนแล้วเราก็ลืมไป แต่วันนี้ถึงเวลามาพูด เราต้องเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา จะมัวเกรงใจกันคงไม่ได้ เพราะเกรงใจก็ไม่รู้ความจริง และประชาชนก็ไม่มีโอกาสรู้ วันนี้สิ่งที่จะพูดต่อจากนี้ไม่ใช่เพื่อผม แต่เพื่อลูกหลานว่าลูกหลานในอนาคตจะอยู่อย่างไร ความสามารถในการพัฒนาตัวเองจะมีแค่ไหนหากเรามีปัญหากันอยู่อย่างนี้ ดังนั้น ขอเท้าความว่าอะไรคือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร”

 
ที่มาของความวุ่นวาย คงจำได้ว่าปลายปี 2547 ก่อนเลือกตั้ง 2548 มีการรวมตัวกันเล็กๆ ที่สนามหลวง มีพวกสหภาพแรงงาน ร่วมกับนายเอกยุทธ และคุณประชัย คือพวกที่ไม่พอใจผมหรืออาจจะมีความสูญเสีย แต่ไม่มีอะไรเกิด แต่ต่อมาหลังเลือกตั้ง 2548 พรรคไทยรักไทยได้ ส.ส. 377 เสียง ก็รู้สึกว่าไทยรักไทยแข็งแรงเกินไป ฝ่ายค้านอ่อนแอเกินไป เริ่มพูดจากัน แต่พอปลาย 2548 เกิดกระบวนการรวมตัวของพันธมิตร โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้าทีม เริ่มต้นที่สวนลุมพินี โดยความเอื้อเฟื้อของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.ตอนนั้นให้สถานที่ให้ตลอดทุกสัปดาห์ พรรคประชาธิปัตย์อาจจะช่วยทางอ้อมหรือตรงก็ไม่ทราบ แต่ก็ไปอยู่ที่ข้างเวทีและขึ้นเวทีบ้าง นั่นคือสิ่งเริ่มต้นของการต่อสู้นอกระบบ แค่นั้นไม่เป็นไร แต่มีองคมนตรีบางท่านได้ไปบอกกับสื่อ และไปแอบอ้างว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เอาผมแล้ว ผมพูดกับสื่อก็ยอมรับ แต่เป็นองคมนตรีบางคนเท่านั้น หลังจากนั้นก็เกิดม็อบมีเส้น เอเอสทีวีได้รับความคุ้มครองจากศาลปกครอง 

 
เปิดตัวคือ”พล.อ.เปรม”

 
 คุ้มครองจนปฏิวัติแล้วก็ไม่เลิก คุ้มครองให้ออกอากาศล้มล้างรัฐบาล รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ จนผมต้องพูดความจริง ก็ไม่กล้าพูดเต็มที่เพราะเกรงใจกันอยู่ วันนั้น ผมประชุมข้าราชการที่ตึกสันติไมตรี ผมบอกให้ทุกคนทำหน้าที่เต็มที่เพราะรู้ว่าข้าราชการเริ่มเกียร์ว่าง เพราะเริ่มถูกผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญแทรกแซง ผมก็ต้องกระตุ้นให้ทำงาน ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ แปลว่าในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้เขามีโครงสร้าง มีอำนาจในการจัดการ แต่มีบารมีสามารถแอบสั่งงานได้ แล้วข้าราชการเกรงใจ ก็ยอมเลี่ยง ยอมผิดคำสั่งผู้บังคับบัญชา นั่นคือผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ คำว่าผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเป็นคำที่ฮือฮามาก และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไปกล่าวหาว่าผมหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมมิบังอาจ ผมมีความจงรักภักดี ผมไม่บังอาจเอื้อมพูดถึงขนาดนั้น
 

 

แต่จริงๆ แล้วผมหมายถึงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ผมไม่กล้าพูดวันนั้น แล้วก็มีคนของพล.อ.เปรม โทร.มาให้ผมช่วยพูดให้ชัดว่าไม่ใช่พล.อ.เปรม ผมก็ไม่พูด เพราะหลังจากนั้นท่านเดินสาย ใส่เครื่องแบบทหาร ทั้งทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ และออกเดินสายด่าผม มี พล.อ.สุรยุทธ์  มักจะไปด้วยบ่อย ๆ นั่นคือคู่หู ไปด้วยกัน

 
องคมนตรียุ่งการเมืองไม่เหมาะ

 
 ผมขออัญเชิญพระราชกระแส พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่องคมนตรี ในวโรกาสเสด็จไปทรงเปิดทำเนียบองคมนตรี ณ อุทธยานสราญรมณ์ 2547 ว่า องคมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ให้คำปรึกษาคนอื่น นี่เป็นสิ่งที่คนสงสัยว่าองคมนตรีมีอำนาจหน้าที่อะไร แต่องคมนตรีไม่ได้เป็นที่ปรึกษาของคนอื่น เป็นที่ปรึกษาของฝ่ายพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ว่าจะไปแนะนำคนอื่น ถ้าไปแนะนำคนอื่นเป็นการแนะนำส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานองคมนตรี ฉะนั้นขอให้ระมัดระวังในคำพูด นั่นคือว่าต้องเข้าใจว่าในบทบาทไหนเป็นองคมนตรี บทบาทไหนเป็นเรื่องส่วนตัว
 

 

วันนี้สิ่งสำคัญการที่องคมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องในการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงกี่ยวข้องการเมืองได้อย่างไรพระเจ้าอยู่หัวท่านสถิตย์อยู่ที่สูง ท่านเป็นที่รักของพสกนิกร แต่คนอยู่รอบพระองค์ท่านเข้ามาเกี่ยวสข้องกับการเมืองทำให้พระองค์ท่านทรงเสีย ดังนั้นขอให้ทุกคนที่อยู่รอบพระองค์ท่านอย่าเข้ามายุ่งการเมือง เพราะว่าพระองค์ท่านสถิตย์ที่สูง ผมขอย้ำว่าสิ่งที่พล.อ.เปรมเข้ามาเกี่ยวข้องการเมืองนั้นอย่าเพิ่งเถียง สิ่งที่พล.อ.สุรยุทธ์ เข้ามายุ่งกับการเมือง ทำให้สถาบันเสียหาย ฉะนั้นไม่ควร เพราะเมื่อไหร่ท่านมายุ่งกับการเมือง การเมืองก็จะยุ่งกับท่าน ดังนั้นทุกองค์กรทุกองค์กรห้ามเข้ามายุ่ง  ผมกำลังพูดเพื่อบอกว่าเรากำลังมาหาทางออกกัน

 
ไม่ใช่ว่าจะไปแนะนำคนอื่น ถ้าไปแนะนำคนอื่นเป็นการแนะนำส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานองคมนตรี ฉะนั้นของให้ระมัดระวังในคำพูด นั่นคือว่าต้องเข้าใจว่าในบทบาทไหนเป็นองคมนตรี บทบาทไหนเป็นเรื่องส่วนตัว วันนี้สิ่งสำคัญการที่องคมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องในการเมอืงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงกี่ยวข้องการเมืองได้อย่างไรพระเจ้าอยู่หัวท่านสถิตย์อยู่ที่สูง ท่านเป็นที่รักของพสกนิกร แต่คนอยู่รอบพระองค์ท่านเข้ามาเกี่ยวสข้องกับการเมืองทำให้พระองค์ท่านทรงเสีย ดังนั้นขอให้ทุกคนที่อยู่รอบพระองค์ท่านอย่าเข้ามายุ่งการเมือง เพราะว่าพระองค์ท่านสถิตย์ที่สูง ผมขอย้ำว่าสิ่งที่พล.อ.เปรมเข้ามาเกี่ยวข้องการเมืองนั้นอย่าเพิ่งเถียง สิ่งที่พล.อ.สุรยุทธ์ เข้ามายุ่งกับการเมือง ทำให้สถาบันเสียหาย ฉะนั้นไม่ควร เพราะเมื่อไหร่ท่านมายุ่งกับการเมือง การเมืองก็จะยุ่งกับท่าน ดังนั้นทุกองค์กรทุกองค์กรห้ามเข้ามายุ่ง  ผมกำลังพูดเพื่อบอกว่าเรากำลังมาหาทางออกกัน

 
ยกไม่จงรักภักดีเหตุผลโค่น

 
ถ้าจำได้ อาจจะเคยจำว่าการเมืองสมัย พล.อ.เปรมเป็นอย่างไร ท่านเคยเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี แต่การเป็นนายกฯของท่านนั้น ท่านไม่เคยลงเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับให้เป็น ส.ส. ท่านได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ แม้ในปี 2539 ทท่านเป็นนายกฯรอบล่าสุด นายพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค ได้ ส.ส.100 คนก็ไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ยกมือให้ท่านเปรมเป็นนายกฯ การที่ พล.อ.เปรมอาจจะมีความใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์ เลยเป็นห่วงเป็นใยกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นพิเศษ พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง 2 ครั้ง พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีโอกาสสู้เลยก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

 
ผมเป็นห่วง ไม่อยากให้ท่านมายุ่งการเมืองเลย ท่านบอกว่าไม่ยุ่งการเมืองไม่ได้หรอก เพราะท่านยุ่งจริงๆ ตอนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ไปประชุมที่มี พล.อ.พัลลภไปด้วย แต่ที่บอกว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่เชิญ แต่คุณปีย์ มาลากุล เชิญบอกมี 3 ท่านที่ไปเข้าเฝ้าฯ 901 ก็มี พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ และมีองคมมนตรีอีกคนหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่เป็นคำบอกเล่าของ พล.อ.สุรยุทธ์ว่าได้ไปเฝ้าฯ 901 จะขอทำงานเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีความจงรักภักดี และทุกคนที่ทำงานนี้จะไม่หวังตำแหน่งทั้งสิ้น นี่คือผมได้รับการบอกเล่ามา แต่ผมไม่เชื่อว่า 901 คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงรับรู้ เพราะพระเจ้าอยู่หัวสถิตอยู่ที่สูง ไม่ทรงยุ่งเกี่ยวการเมืองเลย

 

 

 

แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็ตามมาว่ามีใครบ้างมาร่วมประชุมบ้าง ก็มีอยู่ 3 คนคือ พล.อ.เปรม พล.อ.สุรยุทธ์ และคุณปีย์ ที่ประชุม ต่อมามีอีก 4 คนนายปราโมทย์ นาครทรรรพ ผู้แต่งนิยายเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ก็ได้ยินข่าวว่าศาลลงโทษ พร้อมบรรณาธิการผู้จัดการให้จำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 1 แสน โทษจำคุกให้รอลงอาญา นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย เลยเกิดปัญหาขึ้น มี ดร.อักขราทร จุฬารัตน นายจรัญ ภักดีธนากุล นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ก็ไปร่วมประชุมด้วย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้มีการเดินหน้าจัดการผมอย่างชัดเจน และทำให้กระบวนการทั้งหมดผิดเพี้ยนหมด เพราะพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบ แต่มีการแอบอ้างกัน ทำให้กระบวนการทำงานทั้งหมดบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนหมด 

 
จี้ “เปรม” หยุดยุ่งการเมือง

 
แล้วถามว่า พล.อ.เปรมตอนปฏิวัติ พานายบังเข้าทำไม ทำไมประธานองคมนตรีต้องไปเข้าเฝ้าฯด้วย เหมือนเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ตอน พล.อ.สุรยุทธ์เป็นนายกฯก็บอกเหมือนนายกฯวินสตัน เชอร์ชิล ที่เป็นนนายกฯคนดีของอังกฤษคนหนึ่ง ที่ผมได้ข่าวก็ไปดูอนุสาวรีย์เชอร์ชิลว่ายังอยู่ที่ลอนดอนหรือย้ายไปอยู่เขายายเที่ยงแล้ว แต่พอนายอภิสิทธิ์ ก็บอกว่าประเทศไทยโชคดีที่ได้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ท่านเป็นประธานองคมนตรีท่านไปเผลอไผลอย่างนี้ไม่ได้ วันที่ 26 มีนาคม ท่านก็บอกว่าป๋าเชียร์อภิสิทธิ์ ท่านยังเป็นประธานองคมนตรีอยู่นะ

 
ที่ผมพูดเพราะผมรักเคารพ ผมเคยกราบป๋า ป๋าเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นนายกฯรุ่นเด็กเราก็ให้ความเคารพนับถือ แต่ป๋าลงมาเล่นการเมืองในฐานะประธานองคมนตรี ผมไม่อยากเห็น ป๋าอย่าทำเลย การที่ป๋าลงมาเล่น แล้วสั่งโน่นนี่ ในฐานะเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมันเป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการของประเทศเสียหายหมด ระบบสองมาตรฐาน ความไม่เป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น ป๋าต้องอย่าทำ ป๋าอาจจะไม่มีลูกหลาน แต่เรามีลูกหลาน เขาเหล่านั้นกำลังเติบโต ต้องมีอนาคต เขาต้องอยู่ในประเทศที่มีระบบคิดถูกต้อง เป็นระบบที่เป็นประชาธิปไตย ให้ความเป็นธรรมกับสังคม ไม่ใช่เป็นระบบที่ป๋ากดตรงนั้นที ตรงนี้ที กราบเรียนด้วยความเคารพป๋าจริงๆ

 
ถล่มอดีตรองนายกฯเพี้ยน

 
ส่วนท่านสุรยุทธ์ ท่านก็แอคทีฟมากลงไปลุยสื่อ และขยันหลายเรื่อง เรื่องนี้ต้องถามจ่ายักษ์ และท่านสนธิ ว่าท่านสุรยุทธ์คิดอะไร จ่ายักษ์ ตอนที่ผมโดนคาร์บอมบ์ได้ให้การว่าถ้าฆ่าไม่ตายก็ปฏิวัติ ถ้าปฏิวัติเสร็จนายกฯชื่อสุรยุทธ์ ปรากฏว่าเมื่อสินธิ ลิ้มทองกุล ไปพูดที่เวอร์จิเนีย กำลังไล่ผม สุรยุทธ์ก็โทร.มาให้กำลังใจบอกว่าจะให้ทีวีช่องหนึ่ง เพราะเขารู้ว่าสนธิโกรธผมที่ไม่ให้ทีวี เป็นเรื่องที่ดูเหมือนอีเดียต แต่เอาประเทศทั้งประเทศจมเลย

 
ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ผมก็มีรองนายกฯคนหนึ่ง ผมก็มองเพี้ยนๆ ตอนหลังมาผมไปรู้ว่ามันไปเชิญเพื่อนผมที่เป็นนักธุรกิจมาเป็นรัฐมนตรี ปรากฏว่า พล.อ.สุรยุทธ์เรียกไปจะให้เป็นนายกฯมาตรา 7 ไอ้นี้ก็ฟิต ไปชวนนักธุรกิจมาเป็นรัฐมนตรี ผมก็ตกใจว่ารองนายกฯผมคนนี้ทำไมเพี้ยนๆ 

 
เรื่อง กกต.ก็เช่นกัน ไปเรียก พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองด้วย บอกว่าให้ออกได้แล้ว ถ้าไม่ออกก็ติดคุก พล.อ.จารุภัทรก็กลัว ลังเล ก่อนลาออกผมบุกไปทำเนียบองคมนตรี พบ พล.อ.สุรยุทธ์ผมบอกว่าพี่ ทำไมมันเป็นอย่างนี้ บอกพี่ไม่รู้เรื่อง พี่กำลังตีกอล์ฟสนุก นี่พี่เป็นพลร่มนะ ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ผมก็บอกว่าผมเป็นพลร่มเหมือนกัน ผมไปพูดอย่างนี้ ท่านก็น่ารักเดินมาส่งที่รถ ฟังแล้วมันเรื่องอะไรวะ ในที่สุด กกต.ก็ถูกตัดสินจำคุก

 
เบื้องหลังเด้ง”สุรยุทธ์”

 
ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะในเมื่อลงมาเล่นการเมือง ถ้าเมื่อไหร่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเขาก็ต้องฟังองคมนตรี สิ่งที่องคมนตรีเป็นพระราชประสงค์ ผมถวายงานมา 6 ปี ผมขอยืนยันว่าเจ้านายทั้งสองพระองค์ไม่ยุ่งการเมือง ดังนั้น เป็นเรื่องที่องคมมนตรีบางคนที่ไปทำ ท่านสองคนนี้แอ๊คทีฟการเมืองมาก ท่านก็ต้องทำใจว่า เมื่อท่านมาเล่นการเมือง ท่านต้องโดนการเมืองเล่น

 
พล.อ.สุรยุทธ์นี้ ท่านอาจจะไม่พอใจผมที่ผมย้ายท่าน ผมโทร.หาท่านปลุกท่านประมาณตี 1 วันนั้น ผมไปส่งลูกไปอังกฤษ ก่อนเครื่องบินกำลังจะออก ผมโทร.หาเลยว่า ท่าน ผบ.ทำไมเคลื่อนย้ายกำลังทหาร ท่านก็บอกว่าไม่มีครับ เป็นการเคลื่อนย้ายกำลังธรรมดา เสร็จแล้วไม่นานก็ไปยิงพม่าตายไป 300 กว่าคน ผมก็เลยไม่รู้จะพูดอย่างไร การเคลื่อนย้ายกำลังเกิน 1 กองพล ต้องขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถามพี่จิ๋ว ก็ไม่ได้อนุมัติ แต่มาสักพัก จากนั้นก็ทำเรื่องของบประมาณเพราะนำน้ำมันสำรองของกองทัพไปใช้ ขอ 300 กว่าล้านบาท พี่จิ๋วมาอ้อนวอน ก็ต้องให้ และในที่สุดผมก็ต้องย้ายท่านขึ้นเป็น ผบ.สส. ผมเป็นคนทำงานหน้าที่เป็นหน้าที่ไม่มีอะไรเป็นส่วนต้ว จบเป็นจบ แล้วก็แล้วไป ผมเป็นคนอย่างนี้

 
อ้างชื่อ”บัง” โยงลอบสังหาร

 
ที่นี้เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ก็ไม่รู้ทำไม ถ้าท่านจะยุ่งการเมืองท่านมาเล่นการเมืองไม่มีปัญหาเลย ผลพวงแห่งการแทรกแซงการประชุมที่บ้านคุณปีย์ ถนนสุขุมวิท เกิดกระบวนการหลายอย่าง ผมก็ถูกลอบสังหาร อันนี้ก็คนคงไม่กล้าพูด เนื่องจากเป็นคดีอาญา ผมถูกลอบสังหารด้วยปืนสไนเปอร์ 2 ครั้ง แต่โชคดีผมเปลี่ยนทิศจากเชียงใหม่ไปลำปาง และที่สนามหลวง เขาไปใช้ตึกคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ผมเลื่อนเวลาปราศรัยเร็วขึ้น จึงรอด ครั้งที่ 3 คือคาร์บอมบ์ ไปดักสนามบิน 2 ครั้ง และมาดักที่ ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งมีการจับกุมได้ เท่าที่ผมถามมาคนที่อยู่เบื้องหลัง และไปตามเรื่องบ่อยๆ ชื่อนายบัง นี่เป็นกระบวนการถึงเป็นที่วุ่นวายทุกวันนี้

 
ปูดเสื้อเหลืองชอบอ้าง”เจ้านาย”

 
จำได้ไหมวันที่ผมยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับฝ่ายค้านบอยคอตการเลือกตั้ง คุณตั้งพรรคการเมืองมาบอยคอตการเลือกตั้งได้อย่างไร เกิดการฟ้องกันไปมา ในที่สุดก็ยุบพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ทำผิดไม่ยุบ ตุลาการรัฐธรรมนูญตั้งตอนไหน ก็ตั้งตอนปฏิวัติ และพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย ที่พูดวันนี้เพื่อจะให้จบ และหาทางออกว่าวันนี้ต้องพูดความจริง ต้องเรียนรู้ แล้วหลังจากนี้ก็จะมาดูว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร

 
ผมอยากเรียนว่าการที่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง มีการสนับสนุนกลุ่มนั้น แอนตี้กลุ่มนี้ จึงทำให้ประเทศไทยเกิดระบบที่ไม่เป็นธรรม สองมาตรฐานเต็มไปหมด ลองคิดดูว่านายกฯคนหนึ่งเซ็นยินยอมให้ภรรยาไปทำนิติกรรม ไปประกวดราคาซื้อที่ดินอย่างถูกต้อง ที่ดินนี้เป็นหนี้เน่าที่กองทุนฟื้นฟูขายอยู่เรื่อยๆ ศาลบอกว่าการซื้อชอบ คนซื้อก็ชอบ คนขายชอบ แต่ผมเป็นนายกฯเซ็นให้ภรรยาไปทำนิติกรรม และจ่ายเงินซื้อที่ไปเกือบ 800 ล้านบาท ติดคุก 2 ปี แต่ พล.อ.สุรยุทธ์มีบ้านบนเขายายเที่ยงเป็นป่าสงวนฯ บนยอดเขาเลย แต่ คตส.บอกว่าไม่มีอำนาจ ใครก็ไปทำอะไรไม่ได้ อันนี้ฟรี แต่นี่เสียตังค์เกือบ 800 ล้านบาท ถูกต้องหมด แต่เขายายเที่ยง เขาลูกเดียวกันนี้ร้านอาหารตาพรอยู่ตีนเขา ศาลชั้นต้นที่สีคิ้วสั่งจำคุก 2 ปี และศาลอุทธรณ์ก็ยืน วันนี้ตำรวจบอกผมมาว่าตำรวจทำสำนวนไม่ได้เลยในคดีผู้ต้องหาบุกรุกป่าตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ เพราะจับมาแล้วมันอ้างว่าบ้านเขายายเที่ยงบนยอดทำไมยังอยู่ได้ เขายายเที่ยงยังไม่ผิดเลย เสียหายไหม ระบบความยุติธรรมไม่มี ตำรวจบอกไม่รู้จะทำคดีอย่างไร

 
สองมาตรฐานมีเยอะเหลือเกิน วิธีปฏิบัติต่อเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็เห็นเยอะ สีเหลืองเหรอทำอะไรก็ได้หมด ตั้งข้อหาแล้วก็ถอนข้อหา ถูกจับก็ได้ประกันตัว แถมยังบอกว่าด้วย 02 สั่ง ทำให้เจ้านายเสียหาย ผมไม่คิดว่าเจ้านายมายุ่งเรื่องพวกนี้ แต่ว่าไปอ้างเจ้า อ้างนายหมด เจ้านายเสียหายก็เพราะพวกนี้ วันนี้ต้องหยุดเพราะสถาบันกษัตริย์ต้องอยู่คู่กับสังคมไทย ต้องช่วยกันปกป้องแต่ไม่ใช่มาแสดงความจงรักภักดีจนเลยเถิดจนทำให้เสีย ความจงรักภักดีอยู่ที่การกระทำ ไม่ต้องแสดง ไม่ต้องพูด นี่เกิดขึ้นจากความเป็นสองมาตรฐาน

 
ต้องรักษาสถาบันอยู่คู่สังคมไทย

 
ตอนที่ม็อบสีเหลืองบุกยึดทำเนียบ คุณสมัครประกาศภาวะฉุกเฉิน มอบให้คุณอนุพงษ์ไป แต่ก็แบะๆๆ ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ปลัดมหาดไทยก็ค้าน คนนั้นก็ค้าน ทำอะไรไม่ได้ ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง แล้วพอยึดสนามบิน คุณสมชายเป็นนายกฯก็ประกาศภาวะฉุกเฉิน ก็ไม่กล้าสั่งทหาร ก็ไปสั่งตำรวจ ก็จะไปช่วยอย่างไร เมื่อทหารปลอมเป็นสีเหลืองอยู่ข้างใน เอาปืนเอาอะไรไปด้วย แล้วประเทศเจ๊งไปเท่าไหร่ เสียหายไปเท่าไหร่ ทำไมไม่พูดกัน ตะแบงอย่างนี้ ชนะการเมืองได้แต่ชนะหัวใจประชาชนไม่ได้ เพราะวันนี้ประชาชนไม่โง่ เขารู้หมด ไม่เช่นนี้ไม่ยอมเสียเงินกันเองขนกันมาชุมนุมหรอก เพราะเขารับไม่ได้กับความไม่ยุติธรรม ไม่ใช่หน้าด้านตะแบงกันไป

 
ในเมื่อความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญยอดเยี่ยมมาก ยุบ 3 พรรคสืบพยานวันเดียว สืบเช้า บ่ายยุบ เพื่อให้ทัน 4 ธันวาคม ดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงไม่ออกมหาสมาคม เพื่อให้ทันวันที่ 4 เลยยุบวันที่ 2 รีบยุบ 3 พรรคการเมือง คุณมีประสิทธิภาพขนาดนั้นเลยเหรอ ดูคุณสมัครไปทำกับข้าวออกทีวี ไปรับค่าออก 3,000 กว่าบาท กฎหมายไม่มีไปเปิดพจนานุกรม แล้วคนเป็นถึงนายกฯปลดกันง่ายๆ อย่างนี้เหรอ ระบบใครจะเชื่อถือประเทศไทย เขาบอกว่า Thailand is a joke อายเขาไหม

 
บางกอกโพสต์ และเนชั่น บอกว่าผมฟูจิทีฟ (คนหนีคดี) ผมไปไหนเขาก็ต้อนรับผม เมื่อคืนเขาก็เอาตำรวจมานอนเฝ้าหน้าห้อง เขาไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เขาไม่เชื่อหรอกว่าคดีอย่างนี้ติดคุก อายเขาไหม นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ผลัดกันเป็นรัฐบาลไม่ใช่เรื่องใหญ่ เแต่เป็นความช้ำชอกของประเทศไทย ความเสียหายของสถาบันเราต้องรักษาให้อยู่คู่กับสังคมไทย คือเป็นสถาบันภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องสากล สุดท้ายไม่มีอะไรดีเลย เป็นประโยชน์ส่วนตัว

 
องค์กรอิสระทั้งหลาย ท่านทั้งหลายต้องทำหน้าที่ ท่านต้องเลิกฟังและแอบอ้าง เพราะสถาบัน เป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ จริงๆ ศาลส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่วันนี้ศาลบางคนยอมรับคำสั่ง ต่อไปบอกว่าพาผมเข้าเฝ้าฯซิ ของปลอมทั้งนั้น พระเจ้าอยู่หัวไม่มีเรื่องอย่างนี้ ท่านต้องรักษาสถาบันของท่าน ท่านไม่ต้องไปเชื่อใคร ขอให้ผมเป็นเหยื่อคนสุดท้าย พอแล้วเพื่อลูกหลาน เพื่ออนาคตลูกหลานของเรา มีระบบที่ดี คนนี้ดึงทีวุ่นวายกันหมด เสียหายหมด

 
ประเทศไทยถูกลากถอยหลัง15ปี

 
ป.ป.ช.ก็เหมือนกัน มีตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์อยู่ใน ป.ป.ช. ก็ขอให้ทำหน้าที่ป.ป.ช.เถอะ ระบบศาลเดียวก็เช่นกัน เป็นระบบศาลที่ยูเอ็นเขาไม่รับ ที่อื่นก็ไม่รับ เขาเลิกแล้ว เขาไม่เชื่อว่าคนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจแล้วจะให้ความเป็นธรรม ระบบศาลเดียวเป็นระบบไต่สวน

 
เรื่องทหารกับการเมือง ป๊อกเอ๊ย ไอ้ตุ้ยเอ๊ย พาลูกน้องกลับที่ตั้งเถอะ ถ้าอยากเล่นการเมืองให้ออกมาเถอะ ถ้าเพื่อนเอาสถาบันมาเล่นการเมือง สถาบันจะถูกการเมืองเล่นไม่คุ้ม วันนี้ภารกิจของเพื่อนยังมีเยอะที่ภาคใต้ ยังไม่จบ มีข่าวทหารถูกตัดคอและยิงตาย บางทีตัดของลับไปทำมนต์ดำก็มี ไม่ต้องออกมาช่วยเขาตั้งรัฐบาลหรอก เลิกเถอะ อย่าเชื่อน้ำมนต์คนที่เคยออกไปจากผมเลย น้ำมนต์ดี ถ้าเพื่อนอยากเล่นการเมือง อย่าเอาสถาบันของเพื่อนไปเล่นด้วย เวลานี้เห็นใจว่าของบฯพันล้านไปให้ กอ.รมน. อ้างเศรษฐกิจพอเพียง แต่จริงๆ จะไปช่วยล้างสมองชาวบ้าน ระวังชาวบ้านไม่ให้ทหารเข้าหมู่บ้าน อย่าทำเลยเรื่องซึ่งเป็นเรื่องของประชาชน อย่าคิดว่าพี่น้องในต่างจังหวัดเขาโง่นะ เขารู้เรื่องดีกว่าบางคน ปล่อยให้เขาคิดเองทำเอง ไม่ต้องไปครอบงำเขา วันนี้สิ่งที่หารเข้ามายุ่งการเมืองการปฏิวัติ มีการการเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ลากประเทศถอยหลังไป 15 ปี วันนี้เศรษฐกิจโลกทำให้ช้าไปอีก 7 ปี แล้วเมื่อไหร่ควาามทุกข์ยากของประชาชนจะพ้น

 
จ่าย10ล้านแลกเก้าอี้รมต.

 
เรื่องรัฐธรรมนูญ 2540 กับ 2550 เมื่อก่อนนี้การเมืองเราเดี๋ยวล้มเดี๋ยวล้ม บางพรรคมี ส.ส.5 คนก็สามารถข่มขู่นายกฯขาสั่น จะเอาตำแหน่ง เขาจึงร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มาให้นายกฯมีความเข้มแข็ง แต่ปี 2550 ไปแก้จนได้รัฐบาลอ่อนแอง ไม่ต้องมีระบบพรรค ส.ส.สามารถรวมกลุ่มกัน เรื่องเอสเอ็มอี ท่านอภิสิทธิ์ไม่ต้องส่งเสริมที่ไหน แต่ไปส่งเสริมใน ครม.ลงทุนตอนพรรคพลังประชาชนถูกยุบ พรรคขนาดเอส มี ส.ส. 5 คน จ่ายคนละ 10 ล้าน หัวหน้าก๊วนได้เป็นรัฐมนตรี พรรคขนาดเอ็มก็จ่าย ตอนนี้ไปตั้งพรรคใหม่เป็นขนาดแอล เอานักฮั้วมาเป็นหัวหน้าพรรคก่อนเพื่อรออีแอบมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

 
ผมก็เลยไม่รู้ว่าระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นประโยชน์ประเทศตรงไหน เป็นผู้นำประเทศไปตกลงอะไรกับใครที่ไหนไม่ได้ เพราะจะผิด ม.190 ผมเคยนั่งประชุมกับรัฐมนตรีพม่า จนต้องไปพูดกับท่านตาน ฉ่วย ว่าให้ท่านไปประชุมเองเถอะ เพื่อจะได้อธิบาย ส่วนนายกฯพูดไม่ฟังหรอก เพราะเขาไม่กล้าตัดสิน ถามคนเดียว แต่ของเราต้องถามทั้งสภา และภาวะผู้นำทั้งในประเทศไม่มี จะแก้ที่มาขององค์กรอิสระก็ปิดประตูตีแมว ส.ว.ครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง ในที่สุดก็มีทั้งเอสเอ็มอี พันธมิตร ดอกไม้ประดับเพื่อให้หน้าตาดี ในที่สุดก็เป็นประชาธิปไตยตรงไหน ขอคืนให้คนไทยเถอะ 

 
ย้ำปฏิวัติเป็นสิ่งเลวร้าย

 
ความขัดแย้งทั้งหมดเพราะเราไม่สามารถเล่นตามกติกา กฎหมาย เพราะมีคนแทรกแซงให้กติกา เราเกิดสองมาตรฐานตลอดเวลา แล้วต้องยอมรับว่าหลายระบบที่เกิดขึ้นเป็นของเน่ามาจากการปฏิวัติ ที่ผมเรียกว่าผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้เป็นพิษ ดังนั้น การปฏิวัติเป็นสิ่งเลวร้าย เราต้องเรียนรู้ว่าการปฏิวัติครั้งนี้เกิดเพราะการสร้างสถานการณ์และการปั่นป่วน ต้องการให้เกิดการย้ายข้างเปลี่ยนข้าง เมื่อไม่รู้จะย้ายอย่างไรก็เลยปฏิวัติ
ผมไม่บอกนะว่าการปฏิวัติทำให้เกิดเศรษฐีใหม่ มียศ พล.อ. บางฝ่ายได้รับข้อกล่าวหายัดเยียดข้างเดียว ขณะที่อีกฝ่าย ทำอะไรก็ถูก อีกข้างผิดหมด พี่บรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย) มาร่วม ยังถูกป๋า งอนไม่ให้เข้าบ้านเลย แต่ตอนนี้คงให้เข้าบ้านแล้วเพราะไปร่วมกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

 

 

 

เพื่อนสื่อมวลชนเล่าสู่กันฟังว่า วันนี้ไม่มีแล้วฟรีดอม ก็หวังว่าจะใช้วิชาชีพอย่างเต็มที่ วันนี้ถามว่าวุ่นวายอย่างนี้จะเอาอย่างไร ก็ต้องมีกรรมการห้ามมวย ท่าน พล.อ.เปรมไม่มายุ่ง ท่านก็น่าจะเป็นได้ แต่วันนี้ท่านมายุ่งจนสงสัยว่า หรือว่าท่านต้องการตอบแทนพรรคประชาธิปัตย์ นี่คือสิ่งที่คนสงสัย ทำให้ท่านไม่สามารถเป่านกหวีด
วันนี้ต้องขอร้องว่าท่านที่ถวายงานทั้งหลาย หยุดอ้างสถาบันได้แล้ว หยุดเถอะ และหยุดไปอ้างทำให้ท่านเสียหาย สังคมไทยต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเคยกราบบังคมทูล คนไทยไม่ฟังกัน อย่างน้อย ผมกราบบังคมทูลด้วยความสัตย์จริง ยังมีรายละเอียดอีกเยอะ ผมมัวแต่ทำงานไม่ได้มีเวลาตอบโต้ แม้แต่ทีวีพูลยังเลือกภาพบางภาพไปออก ก็ตอบไม่ได้ นี่คือเข้าไปแทรกแซงตั้งแต่ผมเป็นนายกฯอยู่ แล้วผมก็ซวยผีซ้ำด้ำพลอย 

 
เรียกร้องสีแดงรวมตัว
 
ผมก็เคยบวชเรียนก็เข้าใจเรื่องของกรรม ของบุญ ผมโดนผีซ้ำด้ำพลอยหลายเรื่อง ถูกปฏิวัติเสร็จ ลูกน้องเก่าก็ไปเพ็ดทูลว่าผมคิดจะล้มล้าง โอ้โห คนอย่างผมไม่เคยทะเยอทะยาน แต่ชอบทำงาน บ้างาน ถ้ามอบหมายให้ก็ทำเต็มที่ เพราะผมทำงาน ผมรักประชาชนรักประเทศ ผมก็ทำงานถวาย นำศักดิ์ศรี นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำ ไม่มีเวลาแก้ตัว แต่โดนใส่ความตลอดเวลา คนที่เคยอยู่ใกล้ชิดผมแท้ๆ ก็มาเพ็ดทูลเพราะหวังจะเป็นนายกฯ แต่เขาจองกฐินไว้แล้ว คุณสุรยุทธ์เขาจองไว้แล้ว แล้ววันนี้ก็ไม่พอนะครับ คนที่เคยอยู่กับผมก็ออกไปพูดอีกว่าที่อยู่กับผมทนไม่ได้เพราะผมจะล้มล้าง โธ่เอ๊ย เอ็งจะไปหาตังค์เอ็งก็บอกมาเถอะ อย่ามาอ้างข้า บาปกรรม

 
ผมไม่เคยหวั่นไหวเพราะผมทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ขอบอกว่าผมโดนอย่างนี้ผมเจ็บ แต่ถามว่าผมต้องดิ้นขนาดไหน ผมปรับตัวของผมได้พอสมควรแม้จะอยู่ต่างประเทศ แต่ผมไม่ต้องการให้ตัวผมเป็นข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น แต่ต้องการให้บ้านเมืองกลับคืนสภาพโดยเร็วที่สุด
  หลักบอกว่า ถ้าไม่มีความมั่นคงก็สร้างความมั่งคั่งไม่ได้ แต่มั่นคงในที่นี้ไม่ใช่เรื่องมั่นคงของทหาร ที่มั่นคงคือซื้ออาวุธ และกุมอำนาจ แต่การเมืองมีเสถียรภาพ หลักเกณฑ์ที่ถูกต้องมีความเป็นประชาธิปไตย นั่นคือการเมืองที่เรียกว่าความมั่นคง ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่กลับมา การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ยาก

 
ผมขอเชิญชวนพี่น้องมาช่วยกัน พี่น้องสีแดง ที่มารวมกันเพราะรักประชาธิปไตยใช่ไหม มองว่าถูกเขาขโมยไปใช่ไหม เราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมาใช่หรือไม่ อยากเห็นความเป็นธรรมใช่หรือไม่ อยากเห็นการเลิกระบบสองมาตรฐานใช่หรือไม่ สีแดงจะผนึกกำลัง ถ้าความเป็นธรรมไม่กลับคืนมา สีแดงจะไม่มีทางที่จะหายไป

 

 

 

ย้ำองคมนตรี-ทหารเลิกยุ่ง
 
องคมนตรีต้องเลิกเล่นการเมือง ทหารก็อย่ายุ่งการเมือง พี่น้องเพื่อนทหารตำรวจส่วนใหญ่ไม่สบายใจที่เห็นลูกพี่มาเล่นการเมืองแต่ลูกพี่บางที่มันก็ต้องเอาตัวรอด แต่บางที่ไม่ใช่เพราะมันมันส์  พี่น้อง เพื่อน ส.ส.เพื่อไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน ที่ถูกห้ามเล่นการเมือง อย่าเหนียม ถ้ารักประชาธิปไตย ถ้ารักความเป็นธรรม ท่านคือเหยื่อคนหนึ่งที่ถูกความไม่เป็นธรรมรังแก ขอให้ขึ้นเวทีเสื้อแดงได้แล้ว ไม่ต้องมาเหนียม เวทีเสื้อแดงเต็มทั้งประเทศ แล้วพี่น้องที่มีกำลัง ถ้าคิดถึงอนาคตประเทศไทยคิดถึงลูกหลานต้องมารวมพลังกันจนกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงจะกลับคืนสู่ประเทศไทย แล้วจนกว่าระบบสองมาตรฐานจะถูกยกเลิก และจนกว่าไม่มีสถาบันใดที่เราเคารพนับถือมายุ่งการเมือง อย่างสถาบันองคมนตรีไม่มายุ่งการเมือง
 

 
คุณอภิสิทธิ์บอกว่าไม่ควรไปยุ่งกับผู้ใหญ่ คนเป็นอดีตนายกฯไม่ใช่เด็กและองคมนตรี ผมเคารพทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ แต่บางท่านมาเล่นการเมือง โดยเฉพาะมาเล่นการเมืองกับผม ผมต้องเล่นการเมืองด้วย ไม่มีกฎหมายข้อไหนบอกว่าองคมนตรีเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ ไม่ใช่ หลายคนก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของผม ผมก็ยังยกมือไหว้เขาเมื่อผมพ้นจากตำแหน่ง แต่ว่าการให้เกียรติ แต่การให้เกียรติต้องให้สองฝ่าย แต่การมาเล่นการเมืองอย่างนี้ก็ช่วยไม่ได้ที่การเมืองจะไปเล่น
แล้วจะมีทางออกอย่างไร รัฐธรรมนูญ 2550 ที่เกิดทำให้เกิดเอสเอ็มอี คือไปประกอบธุรกิจการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง

 
ผมได้รับโทรศัทพ์จากเพื่อนส.ส.จากประเทศในสหภาพยุโรป บอกว่าตามกระทรวงเวลานี้กินกันจนไม่รู้ว่า เหมือนกับว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้ รีบตะกรุมตระกรามกิน แต่นี่คือจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดก๊กก๊วนต่อรอง ผมเห็นใจคุณอภิสิทธิ์ เหมือนคนขาดภาวะผู้นำ ใครจะเอางบฯอะไรก็ต้องประเคนให้ โดนกลุ่มพันธมิตรที่เห็นแล้วว่าได้รับตำแหน่งกันถ้วนหน้า คนที่เคยต่อสู้มานั่งกับเสื้อแดงวันนี้ก็มี เราต้องเรียนรู้จากความเป็นจริง เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก และหวังว่าการปฏิวัติ 19 กันยายนให้เป็นปฏิวัติครั้งสุดท้าย มันทำลายอนาตลูกหลาน 3 ปีประเทศไทยไม่มีอะไร ตอนนี้ตกงานทุกวันๆ ละหลายพันคน ปี 25552 คนไทยจะตกงานไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน เรามีปัญหากันเองจนทำให้เราเจ๊ง ปิดสนามบินทำให้เกิดปัญหา และปิดทำไม ไม่ใช่พวกพธม.ธรรมดาทำ ถ้าไม่ใช่ทหารเข้าไปยุ่ง และถ้าไม่มีใครแอบอยู่ข้างหลัง หากไม่มีใครแอบสิ่งหรือให้ยาโด๊บไม่มีใครกล้าหรอก

 
แนะทางออกให้ยุบสภา-แก้รธน.
 
ทางออกก็คือเราต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ วันนี้ที่ฟ้องกันไปมาเพราะกลัวการล้างแค้น ไม่มีใครยอมใคร ถ้าไม่เป่านกหวีดหยุดแล้วเริ่มต้นใหม่  โดยนายอภิสิทธิ์ซึ่งมาเป็นนายกฯเหมือนมาดาร์กัสกา ที่ทหารปฏิวัติเอาเด็กอายุ 30 กว่ามาปกครอง แล้วไม่มีใครรับรอง  ของเราถ้าต้องการให้เกิดกระบวนการที่ถูกต้อง ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ดังนั้นนายอภิสิทธิ์ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แล้วกลับมาแก้รัฐธรรมนูญ เอาปี 2540 เป็นตัวตั้ง แล้วปรับแก้ที่จำเป็น และให้องค์กรที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง เป็นธรรม ทหารกลับกรมกอง ทุกฝ่ายกลับที่ตั้ง เป่านกหวีดเริ่มกันใหม่
 เรื่องที่ฟ้องกันไปมาคงต้องยกเลิก แต่พอล่อกันนัวเนีย เล่นข้างเดียวคงไม่มีใครยอมใคร จึงต้องเริ่มต้นใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้เริ่มเหมือนเลือกตั้งใหม่เหมือน 2 เมษายน 2548 แล้วไปแข่งขันกัน โดยผมไม่ลงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์จะได้สบายใจ แต่ขอให้กรรมการพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 ลง เพราะนักการเมืองคุณภาพเริ่มหายไป จากที่โดนน็อคทีละชุด คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีทางออกให้ประชาชน

คลี่ปริศนารัฐประหาร19กันยาฯ

cover1PAD’s Enemies List : ในหมู่คนติดตามข่าวสารการเมือง-การทหารอย่างเจาะลึกคงพอ “เดา” ออก หรือพอทราบเค้าลางอยู่บ้างว่า “ตัวละคร” ผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้นมี “ใคร” กันบ้าง แต่ขณะนี้เรื่องราวๆ ต่างๆ กำลังเปิดเผยชัดเจนขึ้นตามลำดับ ไม่ต้องพึ่งพาการกระซิบกระซาบบอกผ่านปากต่อปาก หรือแอบรายการผ่านอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป

สำหรับแฟนๆ PAD’s Enemies List ที่ต้องการปะติดปะต่อข้อมูล 19 กันยาฯ แบบลึกๆ ให้ลองไปต่อจิ๊กซอว์ดูจากบทความใน “มติชนสุดสัปดาห์” และ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ฉบับใหม่ล่าสุดประจำสัปดาห์นี้

โดยในส่วนของ “มติชนสุดสัปดาห์” ปกสรุยุทธ์ ผู้บงการ ดูเรื่อง “หมาแก่โง่ๆ ถูกหลอก ถูกหักหลัง พัลลลภครวญ เปิดปฏิบัติการล้มทักษิณ เขย่าสุรยุทธ์สะเทือนทั่ว” (หน้า 14) / “ผู้บงการ” (หน้า 12) / “นาทีชีวิต 19 กันยายน 2549 วันเปลี่ยนประเทศ” (หน้า 29)

ส่วน “เนชั่นสุดสัปดาห์” ดูเรื่องจากปก “สงครามความคิด’ ปัญหาของ ‘รัฐ’ และ ‘ทักษิณ’ พลาด! สงครามล้างแผ่นดิน” ครับ

ที่ผ่านๆ มามองดูเหมือนกลุ่มอำนาจขุนนาง-อำมาตย์สายอนุรักษ์นิยมพยายามแสดงบทบาทว่าต้องการ “ล้มทักษิณ-ระบอบทุนสามานย์” แต่จริงๆ แล้วต้องการ “ล้มประชาธิปไตยโดยประชาชนเพื่อประชาชน” เพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือเปล่า…สารภาพมาซะดีนะตัวเอง-กิ้วๆ เรื่องมันบานไม่หุบซะขนาดนี้แร้วววว์!

‘วาสนา นาน่วม’ เปิดตัวลับลวงพรางภาคพิสดาร

กุมภาพันธ์ 18, 2009 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

e0b8a5e0b8b1e0b89a-e0b8a5e0b8a7e0b887-e0b89ee0b8a3e0b8b2e0b8871โพสต์ทูเดย์ : วาสนา นาน่วม เตรียมเปิดตัวหนังสือ ลับลวงพรางภาคพิสดาร แฉสงครามไสยศาสตร์ ทักษิณ กับคมช.

น. ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร (นสพ.บางกอกโพสต์) และนักเขียนชื่อดัง เตรียมเปิดตัวพ็อกเก็ตบุคเล่มใหม่ เรื่อง “ลับลวงพลางภาคพิสดาร ไสยศาสตร์ปฏิวัติ อวิชาธิปไตย” พรุ่งนี้เวลา 14.00 ร้านB2S เซ็นทรัลเวิลด์ โดยผู้เขียนเตรียมเชิญ พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. และพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาร่วมเปิดตัวหนังสือด้วย

น.ส.วาสนา กล่าวว่า เหตุผลในการตั้งชื่อเรื่องดังกล่าวเพราะเนื้อหาของหนังสือส่วนใหญ่เป็น เรื่องราวของการทำสงครามในเชิงไสยศาสตร์ ระหว่างกลุ่มสีเหลือง และสีแดง คือฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ กับฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะฝ่าย คมช. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายเคยทำพิธีอะไรมาบ้างเพื่อข่มอีกฝ่ายหนึ่ง

นอก จากนี้เนื้อหาในหนังสือยังมีการระบุถึงความเชื่อเรื่องอดีตชาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เชื่อว่า ตนเคยเกิดเป็นพระเจ้าตากสินมหาราช พระเจ้าอะลองพระยา กัตริยาของพม่า และพระยากือนา หรือพระเจ้ามูลเมือง

ทั้งนี้ รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายจะมอบให้ กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และบริเวณเข้าพระวิหาร รวมทั้งการสร้างพุทธมณฑลล้านนา ของ อาจาร์ วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดังแห่งสำนักสุขิโต จ.เชียงใหม่.

ข่าวด่วน! ผบ.เหล่าทัพรุดเข้าบ้านป๋าเปรม-สมชายลั่นไม่ออก!

พฤศจิกายน 26, 2008 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

picweb_copy473122.25 น. วันที่ 26 พ.ย.

PAD’s Enemies List : ด่วน มีรายงานข่าวว่า ผบ.เหล่าทัพ รวมถึงพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. รุดเข้าปรึกษาปัญหาความตึงเครียดทางการเมืองที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แล้ว ภายหลังจากถูกกดดันจากแกนนำพันธมิตรอย่างหนัก ขณะเดียวกัน  นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ออกทีวีพูลหลังกลับจากเปรู ยืนยันว่า จะขอทำหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดประชุมอาเซียนในเดือนธันวาคมและจัดพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวาฯ มหาราช เท่ากับเป็นการปฏิเสธเสียงเรียกร้องจากพล.อ.อนุพงษ์ ที่แถลงข่าวช่วงเย็นขอให้นายสมชายยุบสภาฯ เพื่อให้พันธมิตรออกจากสนามบินสุวรรณภูมิและยุติปฏิบัติการดาวกระจาย

นอกจากนั้น ยังมีข่าวลือกระหึ่มเมืองเชียงใหม่ด้วยว่า ผู้นำกองทัพอาจตัดสินใจ “อุ้ม” ตัวนายสมชาย ถ้าการเจรจาให้ยุบสภาหรือลาออกไม่ประสบความสำเร็จ

“อนุพงษ์”แถลงร่วม5องค์กรเอกชนและนักวิชาการ”เสนอทางออก”ยุบสภา”คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่

พฤศจิกายน 26, 2008 Make Love Not War! ใส่ความเห็น
พล..นุพงษ์ เผ่าจินดา

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

มติชน : คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ มี ผบ.ทบ.เป็นประธาน หลังเรียกประชุมด่วนเวลา 2 ชม.ครึ่ง ได้ข้อสรุป เสนอ”สมชาย” ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ และพธม.ต้องยุติการชุมนุม ถอนกำลังออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง ถ้าไม่ยอมก็ต้องตอบคำถามกับสังคม

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ ได้เปิดแถลงข่าวเสนอทางออกแก่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภา คืนอำนาจแก่ประชาชน ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยใช้เวลาประชุม 2 ชั่วโมงครึ่ง ร่วมกับ 5 องค์กรภาคเอกชน

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ มีมติร่วมกันในการแก้ปัญหาประเทศชาติที่กำลังลุกลาม บานปลาย โดยขอให้นายกรัฐมนตรีคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน และให้พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม ถอนกำลังออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เพื่อให้หก ิจการดำเนินการต่อไป เป็นการลดผลกระทบที่เกิดความเสียหายกับภาคเอกชนอย่างมาก โดยที่ประชุมมีมติ ให้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งให้กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

“ประเทศชาติได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ขณะนี้ มีผู้เกี่ยวข้องทั้งรัฐบาล พันธมิตร ทั้งสองส่วนต้องแก้ปัญหาให้ลุล่วง เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการกดดัน แต่เป็นการเสนอแนะทางออกให้ทุกคนสบายใจ เพราะประชาชน และทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสู้วิกฤตต่อไป ในที่ประชุมได้พูดกันหลายมิติ รัฐบาลต้องให้โอกาสประชาชนตัดสินใจเลือกตั้งใหม่ ขณะที่พันธมิตรฯ ควรยุติบทบาท หากนายกฯ ทำตามข้อเสนอแนะของภาคเอกชน ด้วยการประกาศยุบสภา” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพันธมิตรฯ หรือนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะ จะทำอย่างไร นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการ ซึ่งได้รับเชิญมาเป็นที่ปรึกษาในการเสนอแนะทางออกต่อวิกฤติดังกล่าวตอบว่า คณะกรรมการติดตาม เชิญมาร่วมแสดงความคิดเห็น เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร้ายแรง กระทบมาก จำเป็นต้องมีการตัดสินใจหาทางออก โดย 5 องค์กรเสนอให้รัฐบาลยุบสภา พันธมิตรฯยุติบทบาทการชุมนุม หากว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้ดำเนินการหาข้อยุติ เชื่อว่าจะมีมาตรการทางสังคมเสนอว่าจะทำอย่างไร ทั้งนี้ ถ้าคณะรัฐมนตรีคืนอำนาจให้กับประชาชน การชุมนุมเรียกร้อง เลือกผู้ปกครองใหม่ของพันธมิตรฯก็จะหมดไป ถ้าไม่ทำ ก็เป็นกรณีที่พันธมิตรฯ ต้องตอบคำถามกับสังคม

“สิ่งที่เราเรียกร้องเป็นความชอบธรรมทางสังคม ทุกคนต้องช่วยกัน หากใครไม่ทำ โดยสื่อต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจให้กับคนในชาติ ทุกภาคส่วน ที่ประชุมนี้ได้พูดกันชัดเจนว่า เราเสนอแนะด้วยความบริสุทธิ์ใจ หวังดีต่อประเทศ ไม่ใช่การกดดัน มีความหวังว่า นายกฯจะไตร่ตรอง ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ หากไม่ทำ สังคมก็มีรูปแบบที่จะปฏิเสธความชอบธรรมในการบริหารของรัฐบาล ถ้ายังปล่อยให้เกิดเหตุเช่นนี้ต่อไป” นายสุรพล กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการติดตามนี้ อาศัยกฎหมายใดรองรับ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานดังกล่าว ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการเรียก และเลือกใครมาให้คำเสนอแนะได้

เมื่อถามว่า นี่คือการยึดอำนาจเงียบใช่หรือไม่ ผู้บัญชาการทหารบก ตอบว่า รัฐบาลยังมีอำนาจทุกอย่าง ตามหลักการประชาธิปไตย แต่มติของที่ประชุมครั้งนี้เป็นการเรียนเสนอแนะ เพื่อแก้ปัญหา ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และรัฐธรรมนูญก็ยังอยู่ครบ โดยทุกคนลงความเห็นว่า รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ (17.15 น. วันที่ 26 พ.ย.)

แฉหลักฐานคลิป’พันธมิตร’คลั่งไล่ยิงชาวบ้าน-เผาเมือง!

หมายเหตุ : หลักฐานการชุมนุมโดย (ไม่) สงบและ (ไม่) ปราศจากอาวุธของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่คาดว่าแกนนำพันธมิตรจงใจทำให้เกิดภาพรุนแรงเช่นนี้ขึ้นมา เพื่อกดดันให้ผบ.ทบ. และกองทัพทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และเป็นที่น่าสังเกตว่าที่ผ่านมา สถานีทีวีไทยจะโน้มเอียงรายงานข่าวเข้าข้างฝ่ายพันธมิตรมาตลอด แต่กลับนำภาพทำลายภาพลักษณ์พันธมิตรมาออกอากาศ จึงน่าเชื่อว่าจงใจรับลูกจากพันธมิตรมากดดันกองทัพและรัฐบาลเช่นกัน!

ศาสดาโกเต๊กซ์เครียด-มติผบ.เหล่าทัพไม่ปฏิวัติ!

พฤศจิกายน 25, 2008 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

โพสต์ทูเดย์ 25 พ.ย. : ผบ.ทบ. เผย เตรียมแผนและกำลังพลไว้พร้อม แล้วระบุ มติ ผบ.เหล่าทัพยึด 3 ข้อ เชื่อไม่มีเหตุการณ์รุนแรง -ไม่ปฏิวัติ ปัดต่อสายคุยกับนายกฯ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ฉุกเฉิน กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนกำลังไปตามสถานที่ต่าง ๆ ว่า ในส่วนของกองทัพบก ได้แบ่งกำลังออกเป็น 2 ส่วน โดยสนธิกำลังร่วมกับตำรวจ กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ดูแลพื้นที่ที่มีการชุมนุม และอีกหลายจุดที่ขยายออกไป อีกส่วนหนึ่งคือดูแลไม่ให้กลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน มาปะทะกัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุที่จะเกิดเหตุดังกล่าว แต่ได้เตรียมทั้งแผนรองรับและกำลังพลไว้เรียบร้อยแล้ว

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า เรื่องการเพิ่มกำลังของพันธมิตรฯ ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เป็นเรื่องของตำรวจ ที่ดูแลเส้นทางจราจร ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามยั่วยุเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาจจะเกิดความรุนแรงได้ นั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ฉุกเฉิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง และจากการติดตามสถานการณ์ การทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติเมื่อวานนี้ ก็มีความอะลุ้มอล่วย ประนีประนอม ขณะที่ผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้ความรุนแรง ก็คงไม่ต้องใช้ความอดทนอะไร ทำงานตามปกติ

พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึงการประชุมร่วมระหว่างปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ตรงกันว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ทุกเหล่าทัพมีจุดยืนตรงกัน 3 ข้อ คือ 1.ดูแล 3 สถาบันหลักของประเทศ และประชาชน ให้มีความสงบเรียบร้อย 2.ดูแลไม่ให้เกิดการปะทะกัน จนทำให้เกิดความสูญเสีย และ 3. จะยึดแนวทางกฎหมายเป็นหลักในการดำเนินการ และแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ โดยเชื่อมั่นว่า 3 หลักดังกล่าวจะทำให้ประเทศผ่านวิกฤติไปได้ ส่วนแนวทางอื่น หรือการปฏิวัติ ทุกเหล่าทัพเห็นตรงกันว่าไม่น่าจะแก้ไขปัญหาของประเทศได้

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ไม่เคยโทรศัพท์คุยกับนายกรัฐมนตรี ตามที่มีข่าว และยังไม่รู้เรื่องว่านายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลสถานการณ์ และยึดทำเนียบชั่วคราวคืนจากพันธมิตรฯ

นายกฯสั่งข้ามโลกตั้ง ‘อนุพงษ์’คุมม็อบพธม.

พฤศจิกายน 23, 2008 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

somchai1กรุงเทพธุรกิจ : นายกฯ บอกห่วงสถานการณ์ม็อบพันธมิตรฯเคลื่อนพลบุกสภาฯ ตั้ง “อนุพงษ์” คุมสถานการณ์ ส่วนการประชุมสภาฯโยนเรื่องให้ “ปู่ชัย” ตัดสินใจย้ายหรือไม่ย้ายที่ประชุม

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการเข้าร่วมประชุมเอเปค ที่สาธารณรัฐเปรู ถึงการปิดล้อมรัฐสภาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วันที่ 24 พ.ย.นี้ว่า รู้สึกกังวลกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งได้ยืนยันแล้วว่า ไม่มีการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่จะเป็นประชุมขอความเห็นชอบในเรื่องของกฏหมาย ที่จะต้องลงนามร่วมกับประเทศอาเซียนในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือน ธันวาคมนี้ โดย เป็นไปตามมาตรา 190 หากใครขัดขวางก็เป็นการจงใจขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่เรื่องของนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการลงนามเรื่องการค้า ที่จะสร้างรายได้ให้ประชาชนคนไทย ดังนั้นหากไม่สามารถพิจารณากฏหมายที่ จะต้องลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนได้ จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากกับประเทศาชาติและประชาชน จึงอยากให้ทุกคนได้เข้าใจ และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ ส่วนจะย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานรัฐสภาจะพิจารณา

ส่วนการที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ระบุจะใช้กำลัง และอาวุธ ในการชุมนุมครั้งนี้ เพราะเจ้าหน้าที่มีการใช้อาวุธและกำลังเช่นกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่อยากพูดเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้มาถกเถียงกันว่าใครเป็นคนทำร้ายหรือป้องกันตัว เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดความเสียหายทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้วว่า ไม่ให้ใช้กำลังและทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ แต่ขอให้ผู้ชุมนุมอย่าสร้างความวุ่นวาย ซึ่งตนเองไม่ปรารถนาให้เกิดความรุนแรง และขอร้องทุกฝ่ายไม่ควรใช้ความรุนแรงเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง

ขณะเดียวกันได้มีการติดตามสถานการณ์ในประเทศไทย โดยได้พูดคุยกับผู้เกี่ยวข้อง และได้ตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมืองโดยมีผู้ บัญชาการทหารบกเป็นประธาน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ปราบปรามใครเป็นเพียงการทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ ที่จะคอยให้คำแนะนำต่างๆ กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังและเจ้าหน้าที่ตำรวจหากทำอะไรไม่ถูกต้อง ก็ต้องรับผิดภายใต้กรอบของกฏหมายเช่นเดียวกัน

อนุพงษ์รุดพบป๋า-ถกเครียด พธม.ฮือล้อมสภา

พฤศจิกายน 23, 2008 Make Love Not War! ใส่ความเห็น

anu

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นกองบัญชาการในขับไล่รัฐบาลและปกป้องห้ามมิให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มากว่า 3 เดือน วันนี้ยังคงตกเป็นเป้าระเบิดถล่มรายวัน ทำให้ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไปแล้วหลายราย โดยที่ตำรวจยังจับผู้ลงมือไม่ได้ และล่าสุดก็โดนบึมอีก

พธม.โดนถล่มอีกสาหัส 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ล่วงเข้าสู่วันใหม่ วันที่ 22 พ.ย. มาได้สองชั่วโมงสิบห้านาที ในเวลา 02.15น. ก็ได้เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นบริเวณที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ สร้างความแตกตื่นให้กลุ่มผู้ชุมนุมและการ์ดอาสาพันธมิตรฯ โดยต่างออกมาเตรียมการรับเหตุร้ายตามจุดเข้าออกที่ชุมนุมกันอย่างจ้าละหวั่น ทั้งนี้จุดเกิดเหตุอยู่ที่สี่แยกสวนมิสกวัน บริเวณช่องทางคู่ขนานด้านใน ของถนนราชดำเนินนอก ใกล้รั้วทำเนียบรัฐบาลฝั˜งสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ห่างจากแนวบังเกอร์พันธมิตรฯราว 50 เมตร พบหลุมระเบิด กว้าง 5 นิ้ว ลึก 3 นิ้ว เศษโลหะกระจัดกระจาย ใกล้กันพบกองเลือด และเก้าอี้พลาสติกล้มระเนระนาด นอกจากนี้ ยังมีรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ ทะเบียน ศน 5207 กรุงเทพมหานคร กระจกหน้าต่างฝั่งคนขับแตก ตัวถังด้านซ้ายเป็นรูพรุน ยางหลังซ้ายแตก รถกระบะนิสสันฟรอนเทียร์ ทะเบียน บธ 4216 กรุงเทพมหานคร กระบะท้ายมีรูพรุน และรถเก๋งนิสสัน สีเขียว ทะเบียน 2ฬ 4552 กรุงเทพมหานคร ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหาย

ถูกสะเก็ดระเบิดเจ็บ 8

ส่วนผู้บาดเจ็บมี 8 ราย ถูกส่งไป รพ.รามาธิบดี คือ นายยุทธพงษ์ เสมอภาค อายุ 22 ปี การ์ดอาสาพันธมิตรฯ ถูกสะเก็ดระเบิดที่หน้าอกและใบหน้า อาการสาหัส นายเอกพล สหวัฒน์ อายุ 37 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหลังและที่แขนขาอาการสาหัส นายพงษ์ชนก กาญจนอมรเดช อายุ 31 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหลังและข้อศอก นายสำเริง บัวจันทร์ อายุ 26 ปี บาดเจ็บ หัวไหล่ซ้ายและบริเวณข้างหู นายประคอง หาชัย อายุ 38 ปี บาดเจ็บที่หูและหลัง นายสมชาย วงศ์สนธิ อายุ 44 ปี บาดเจ็บที่หลัง นายณรงค์ นาคเอี่ยม อายุ 64 ปี บาดเจ็บที่บริเวณคอและข้อศอก และนายวิรัตน์ เพียรสัจจะอายุ 54 ปี บาดเจ็บที่หลัง ไหล่ แขน และมือ

กะถล่มการ์ด พธม.แต่พลาด

นายกิตติชัย ใสสะอาด หัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ กล่าวว่า อาวุธที่คนร้ายใช้น่าจะเป็นเครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 โดยยิงมาจากแยกสวนมิสกวันฝั่งตรงไปทางแยกวังแดง คนละฝากของจุดเกิดเหตุ ซึ่งนอกจากจะทำให้การ์ดอาสาพันธมิตรฯบาดเจ็บสาหัส และผู้ชุมนุม ได้รับบาดเจ็บไปหลายรายแล้ว ยังทำให้รถของผู้ชุมนุมได้รับความเสียหายด้วย ทั้งนี้ เชื่อว่าคนร้ายน่าจะมีจุด มุ่งหมายยิงเข้าใส่การ์ดพันธมิตรฯ แต่บังเอิญกระสุนตกลงมาบริเวณดังกล่าว เบื้องต้นรายงานให้แกนนำพันธมิตรฯ รับทราบแล้ว

พยานอ้างเห็นคนยิงซิ่ง จยย.

ต่อมา พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น.1 พ.ต.ท. สำเริง ส่งเสียง รอง ผกก.ปป.สน.ดุสิต เจ้าหน้าที่เก็บกู้ และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.ตปพ. เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุเก็บหลักฐานไปตรวจสอบ และจากการสอบสวนนายธงชัย แซ่ตั้ง อายุ 42 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุจอดรถแท็กซี่รอผู้โดยสารใกล้ๆกองทัพภาคที่ 1 เห็นชาย 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน จำได้เพียงคันเดียวว่าเป็นรถยี่ห้อฮอนด้า โนวาสีแดง มาจอดบริเวณหลังสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ จากนั้น ได้ยินเสียงดัง “บึ้ม” และเห็นลูกไฟกระจายทางฝั่งที่ได้ ยินเสียง ต่อมาก็เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว และเห็นชาย 4 คน ขี่รถในลักษณะหมอบตัวราบลงกับตัวถังรถ เร่งเครื่องหลบหนีไปทางแยกวังแดง

พธม. ปิดราชดำเนินอีกครั้ง

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หลังจากนั้น ในช่วงเช้า บริเวณทั้งภายในและนอกทำเนียบฯ ยังคงมีผู้ชุมนุมปักหลักนั่งฟังปราศรัยค่อนข้างบางตา ขณะที่บนเวทีปราศรัยมีการจัดรายการข่าวและรายการต่างๆ สลับกันอย่างต่อเนื่อง และแกนนำได้กำชับผู้ร่วมชุมนุมให้มีการตรวจถังขยะและกระเป๋าที่วางไว้โดยไม่มีเจ้าของ หากพบวัตถุต้องสงสัยให้รีบแจ้งการ์ดพันธมิตรฯด้วย ส่วนการ์ดพันธมิตรฯ ยังคงตรวจตราผู้ที่เดินเข้าออกพื้นที่ชุมนุมอย่างเข้มงวด หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดเมื่อช่วงกลางดึก และต่อมากลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ และนักรบศรีวิชัยช่วยกันยกแผงเหล็กและเต็นท์มากางกั้นเส้นทางถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่สะพานมัฆวานฯ จนถึงแยกลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมทั้งเตรียมรถสุขาเคลื่อนที่มาปิดเส้นทาง โดยจะรอให้การซ้อมสวนสนามเสร็จสิ้นก่อน จนถึงสะพานมัฆวานฯ เพื่อไม่ให้มีกลุ่มบุคคลสามารถนำวัตถุที่ก่อให้เกิดความรุนแรงมาทำให้เกิดความวุ่นวายได้ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 23 พ.ย.นี้

“จำลอง” ระบุโดนเอ็ม 79 ถล่ม

จากนั้นเวลา 07.30 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวว่าเหตุลอบยิงระเบิดดังกล่าว คนร้ายใช้เครื่องยิงระเบิดชนิดเอ็ม 79 เหมือนเดิม เมื่อผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุแล้ว พบว่าวิถีของลูกระเบิด น่าจะถูกยิงมาจากทางกองบัญชาการตำรวจ นครบาล แต่ไม่ได้ยิงมาจากในกองบัญชาการฯ ดังกล่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงอย่างไรรัฐบาลก็ปัดความรับผิดชอบไม่ได้

ตร.ระบุจุดยิงจากด้านหลัง บช.น.

ต่อมาเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก. น.1 ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากเกิดเหตุ เมื่อเวลา 05.00 น. ได้เข้าร่วมตรวจสอบในจุดเกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่สรรพาวุธ และกองพิสูจน์หลักฐาน เก็บชิ้นส่วนสะเก็ดระเบิดที่เป็นโลหะ น่าจะเป็นระเบิดแบบ เอ็ม 79 ส่วนจะชนิดเดียวกับเหตุที่ระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาลก่อนหน้านี้หรือไม่ ต้องให้ ผู้เชี่ยวชาญทำการเปรียบเทียบกับหลักฐานที่พบครั้งก่อนเสียก่อน ดูวิถีการยิง ลักษณะเฉียงขึ้นจุดที่ยิงจากด้านหลัง บช.น.ใกล้ป้อมตำรวจฝั่งแยกสวนมิสกวันที่มีการเปิดการจราจรตามปกติ คนร้ายจอดรถแล้วลงมายืนยิงก่อนหลบหนีไป ตามคำให้การของพยานระบุว่าเห็นคนขี่ จยย. มา 1 คัน และเกิดระเบิดขึ้น ขณะที่อีกคนบอกว่า เห็นคนขี่ จยย. มา 2 คัน แล้วเกิดระเบิดขึ้น วัตถุประสงค์ของคนร้ายน่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ ถ้าหมายจะเอาชีวิตต้องยิงใส่กลุ่มผู้ที่มานั่งชุมนุม

เตือน พธม.ชุมนุมโดยสงบ

พล.ต.ต.อนันต์ยังกล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ ในการชุมนุมใหญ่วันที่ 23 พ.ย.ว่า ได้เตรียมกำลังตำรวจ 2 กองร้อย และทหารอีก 21 กองร้อย หากกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมโดยสงบก็ไม่มีปัญหาอะไร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทางผู้บังคับบัญชาได้กำหนดไว้ชัดเจน หากมีเหตุการณ์รุนแรง ตำรวจจะใช้การประกาศเตือนก่อน ถ้าไม่ฟังก็จะใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำสลายการชุมนุม ซึ่งได้ประสานกับ กทม. ไว้แล้ว คาดว่าไม่น่าจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากที่ประชุมสภาได้ยกเลิกวาระการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป

รอดูสถานการณ์เป็นรายวัน

ด้าน พล.ต.ท.วัชรพล ประสานราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ได้รับรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องสอบถาม พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. ซึ่งมีการประชุมวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติตามแผนกรกฏ 48 ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้หลีกเลี่ยงการเข้าปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม และให้พยายามเจรจาต่อรองเพื่อไม่ให้สถานการณ์รุนแรง ซึ่ง พล.ต.ท.สุชาติ ในฐานะ ผบ.เหตุการณ์ได้มีการจัดแผนและเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อย โดยขณะนี้ใช้ กำลังของ บช.น.เป็นหลัก หากมีสถานการณ์รุนแรงจะมีการเสริมกำลังตำรวจหน่วยอื่นเข้ามาร่วมกับฝ่ายทหาร โดยเน้นการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ตอนนี้ได้ประสานกำลัง สห.เข้ามาตรวจร่วมเพิ่มความเข้มข้นในพื้นที่ข้างเคียง

ปิดจุดบอดลดโอกาสพวกรอซ้ำ

พล.ต.ท.วัชรพลกล่าวว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุที่มีการยิงระเบิดเข้ามาบริเวณเวทีผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อวิเคราะห์จุดไหนเป็นจุดที่ล่อแหลม ที่มีคนไม่ประสงค์ดีต้องการเข้ามาสร้างสถานการณ์ เพื่อจะได้เพิ่มความเข้มในการจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจตรวจร่วม น่าจะทำให้ลดโอกาสของกลุ่มผู้ที่ไม่ประสงค์ดีได้ สถานการณ์ขณะนี้ พล.ต.อ. พัชรวาทให้ความเป็นห่วงได้กำชับหน่วยข่าวสันติบาลและ บช.น. ระมัดระวังสถานการณ์ และกลุ่มมือที่สามฉวยโอกาสเข้ามาทำให้สถานการณ์รุนแรง โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะคณะ กรรมการ วิเคราะห์สถานการณ์ เข้ามาประชุมร่วมกับ ผบช.น.เพื่อป้องกันสถานการณ์

เสริมอีก 5 จุดตรวจพิเศษ

ขณะที่ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า บช.น.ได้จัดกำลังดูแลผู้ชุมนุมเหมือนเดิม มีการเสริมเพิ่มเติมการจัดจุดตรวจพิเศษร่วมตำรวจทหารพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาล 5 จุด คือหน้าสวนสัตว์ เขาดิน ถนนราชวิถี แยกการเรือน แยกขัตติยาณี แยกพล 1 และปั๊มน้ำมัน ปตท. ติดกับ กอ.รมน. โดยมีการเสริมกำลังทหาร 3 เหล่าทัพจำนวน 20 กองร้อย และ สห.เข้ามาเสริมกำลังตำรวจในการตรวจรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งจัดกำลังไว้ในที่ตั้ง คิดว่าการจัดกำลังทหารตำรวจเข้มข้น จะทำให้โอกาสคนร้ายถือโอกาสสร้างสถานการณ์ ลดลง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจทุกฝ่ายทำงานเต็มที่ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนต้องเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และต้องช่วยกันแจ้งเบาะแสที่เป็นข้อมูลในการจับกุมคนร้ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด มาดำเนินคดี เพื่อทำให้เหตุการณ์ คลี่คลายลง สำหรับคดีระเบิดที่คนร้ายยิงเข้าไปที่กลุ่มพันธมิตรฯ คดียังไม่คืบหน้า คิดว่าจะต้องได้ความชัดเจน โดยขณะนี้ พล.ต.อ.จงรักษ์ จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. เข้าไปดูแลคดีนี้ด้วยตัวเอง

ภาพจากกล้องเห็นแต่ประกายไฟ

ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมนายตำรวจระดับ ผบก.ที่เกี่ยวข้องกับเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด เห็นเป็นประกายไฟ แต่ระบุไม่ได้ว่าคนร้ายยิงจากจุดใด ขณะนี้กำชับให้ พนักงานสอบสวนติดตามพยานมาสอบปากคำให้ได้มากที่สุด เบื้องต้นพยานยืนยันว่าเป็นปืนชนิดเอ็ม 79 ซึ่งแม้จะเป็นอาวุธสงครามใช้เฉพาะในส่วนราชการ แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เคยจับกุมผู้ครอบครองปืนชนิดนี้ได้บ่อยครั้ง จึงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด ส่วนข้อสงสัยที่ว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มีส่วนกับเหตุการณ์ ครั้งนี้หรือไม่ พนักงานสอบสวนประสานงานกับ พล.ต. ขัตติยะแล้ว ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

จุดยิงห่างแยก 150 เมตร

ต่อมาเวลา 15.30 น. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น. 1 เดินทางไปตรวจจุดเกิดเหตุด้านหลัง บช.น. ใกล้กับแยกสวนมิสกวัน คาดว่าคนร้ายน่าจะยิงปืนบริเวณใกล้รั้ว บช.น. ริมฟุตปาทใต้ต้นมะขามห่างจากแยกประมาณ 150 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่เหมาะสมลับตาคน เมื่อยิงเสร็จแล้วก็วิ่งไปขึ้นรถ จยย.หลบหนีไป ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรฯนำยางรถยนต์มาวางกั้นถนนพิษณุโลก ใกล้แยกสวนมิสกวัน เพื่อความปลอดภัย

มทภ.1 จัดกำลังรับมือ

ส่วนความเคลื่อนไหวของทหารนั้น ในวันเดียวกัน พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงการรักษาความปลอดภัยในวันที่ 23 พ.ย.นี้ ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะมีการชุมนุมใหญ่ว่า การดูแลจะเป็นไปตามลำดับขั้นตอน โดยทั่วไปใช้สารวัตรทหาร 3 เหล่าช่วยดูแล หากสถานการณ์พัฒนาไปจะมีแผนรองรับไปเรื่อยๆ แต่รายละเอียดบอกไม่ได้ ทั้งนี้จะมีการเพิ่มจุดตรวจเพื่อให้เกิดความปลอดภัย รวมถึงดูแลเรื่องการเคลื่อนย้ายอาวุธว่ามีการเคลื่อนย้ายโดยผิดกฎหมายหรือไม่ ส่วนการใช้กองร้อยรักษาความสงบนั้น จะใช้ต่อเมื่อผู้ชุมนุมทั้งสองส่วนมีการเคลื่อนกำลัง หากไม่มีเคลื่อนเข้าหากันก็จะไม่มีการใช้ ภารกิจของเราคือการป้องกันไม่ให้ประชาชนปะทะกัน ส่วนวันที่ 22-23 พ.ย.นี้ เป็นการซ้อมสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ซึ่งในช่วงบ่ายวันที่ 23 พ.ย. จะเป็นการซ้อมใหญ่ของทหาร 12 กองร้อย เราจะต้องปิดลานพระบรมรูปทรงม้า ฝั่งสวนอัมพร เพื่อสร้างพลับพลาที่ประทับให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด หากกลุ่มพันธมิตรฯจะเคลื่อนพลก็ยังมีพื้นที่อีกครึ่งหนึ่ง

ประสานตำรวจหาข่าวระเบิด

ต่อข้อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าทหารออกมาเพื่อหยุดการปะทะของประชาชน ไม่ใช่ออกมาเพื่อยึดอำนาจ พล.ท.คณิตกล่าวว่า ทหารอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่คำสั่งที่ได้รับมอบหมาย ความเป็นทหารอาชีพต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ความวุ่นวายอยู่หน้าพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ท.คณิตกล่าวว่า เหมือนกับประชาชนที่รู้สึกไม่สบายใจ ห่วงใย กังวล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม โดยเฉพาะการใช้อาวุธที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อผู้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่วิถีของประชาธิปไตยและไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องระเบิดขณะนี้เรากำลังประสานอยู่กับตำรวจ เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีกลุ่มพันธมิตรฯนำชื่อของท่านและ ผบ.ทบ.ไปพูดบนเวที พล.ท.คณิตกล่าวว่า ไม่รู้สึกอย่างไร และทหารไม่ใช่อันธพาล

คาด พธม.ระดม 2 หมื่นคนเข้ากรุง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 พ.ย. ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป กำลังจากกรมสารวัตรทหารบก 17 กองร้อย จากกองทัพเรือ 2 กองร้อย และกองทัพอากาศ 2 กองร้อย จะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจและจุดสกัดร่วมกันบริเวณรอบรัฐสภา รอบเขตพระราชฐาน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนกำลังที่เหลือจะเตรียมพร้อมภายในหน่วยคือ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1รอ.) กองพันทหารม้าที่ 4 (ม.พัน 4) มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) และกองทัพภาคที่ 1 โดยพร้อมจะเคลื่อนที่ออกปฏิบัติการได้หากเกิดเหตุการณ์ปะทะรุนแรงภายใน 15 นาที ทั้งนี้ในการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) มีหลายหน่วยงานประเมินถึงการเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯที่กรุงเทพฯ จากการรายงานของหน่วยงานด้านการข่าวเบื้องต้น คาดว่าจะมีคนจากต่างจังหวัดเดินทางมาร่วมชุมนุมประมาณ 2 หมื่นคน ในที่ประชุมประเมินว่าไม่น่าจะมีความรุนแรงอะไร

กอ.รมน.แจงขั้นตอนเคลื่อนกำลัง

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อยในวันที่ 23 พ.ย. นี้ ว่า กอ.รมน.จะจัดเตรียมข้อมูลนำเสนอให้กับรัฐบาล ซึ่งจะประสานงานด้านการข่าวร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกรุงเทพมหานคร ส่วนที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด กอ.รมน.ไม่ออกมาแก้ปัญหาความไม่สงบที่ผ่านมานั้น ขอเรียนว่าเราจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงให้กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รับทราบ จากนั้น สมช.จะนำข้อมูลข่าวสารที่ประเมินส่งให้กับ ครม.เพื่อให้ความเห็นชอบว่า จะต้องมีการประกาศพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยหรือไม่ หากเห็นชอบนายกฯจะเป็นผู้ประกาศ จากนั้น ครม.จะมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐหรือ กอ.รมน. เข้าไปดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กอ.รมน.ไม่สามารถที่จัดกำลังออกไปแก้ปัญหาได้โดยลำพัง เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และจะต้องผ่านความเห็นชอบ ครม.

“เสธ.แดง” โวพวกไร้สังกัดเล่นของ

ด้าน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ระเบิดเวทีกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อเช้ามืดวันที่ 22 พ.ย. ว่า ไม่ทราบ และไม่เกี่ยวกับระเบิด ตนเป็นทหารนักรบและเพียงแค่แจ้งเตือน แต่กลับถูกด่า อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่กำลังทำให้ชาติบ้านเมือง ขณะนี้มีการรับทอดกฐินลูกระเบิดตามค่ายทหารต่างๆ ตอนนี้ระหว่างกองกำลังไม่ทราบฝ่าย กับกลุ่มซามูไรไร้สังกัด และกลุ่ม 47 โรนิน กำลังแข่งกันทำยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต กองกำลังไม่ทราบฝ่ายมีมากถึง 100 กลุ่มแล้ว ทั้งยังเล่นของและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกครั้งเขาเอาระเบิดใส่พานและกราบขอลูกระเบิดลงตรงผู้กระทำความผิด อย่าให้โดนผู้บริสุทธิ์ เขามีทั้งสายลับและผู้ตรวจการหน้าอยู่ ข้างในคอยดูว่ามีเด็กผู้หญิงอยู่หรือไม่ จึงจะยิงลูกระเบิด

ย้ำ 23 พ.ย. มีตายเยอะ

“ขอแจ้งเตือนว่า วันที่ 23 พ.ย. ตายเยอะ และจะมีการลำเลียงมาจากทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะมีคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวนมาก เหมือนกับสาวกของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เป็นความคลั่ง และวันที่ 23 พ.ย. ถ้าเดินออกมาจากทำเนียบฯแล้วโดนเขายิงใส่จะตายเป็นร้อย และขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกไปก่อนวันที่ 5 ธ.ค. เพื่อให้รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาต ที่ผ่านมาเขาเตือนแล้วเตือนอีก และขณะนี้เขาพยายามทำยอดแข่งกัน” พล.ต.ขัตติยะกล่าว

ไม่เซ็นรับความผิดวินัย

พล.ต.ขัตติยะยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยอาญาทหารสรุปว่า พล.ต.ขัตติยะผิดทั้งวินัยและอาญา โดยให้ไปเซ็นรับทราบคำสั่งในสัปดาห์หน้าว่า จะยังไม่เซ็นรับทราบคำสั่ง วันที่ 24 พ.ย. นี้ จะชี้แจงไปยัง ผบ.ทบ. และจะร้องท่านว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเทป พยาน ฝ่ายแก้ต่างก็ไม่มี มีแต่เพียงใบปะหน้าเท่านั้น ตนไม่เคยวิจารณ์ผู้บังคับบัญชา แต่สู้เพื่อผบ.ทบ. เพราะ ผบ.ทบ.ถูกด่าบนเวทีพันธมิตรฯทุกวัน ตนหวังดี แต่ผลสอบกลายเป็นผิด และสำหรับนายพลทำได้เต็มที่แค่ว่ากล่าวตักเตือน ไม่มีโทษทางวินัย ส่วนอาญาทหารคือต้องให้ร้ายผู้บังคับบัญชาในสนามรบ “ไม่มีใครปลดผมได้ และไม่มีสิทธิ์กักขังผมได้ ถ้าทำได้แสดงว่านักเลง เขาเป็นใครมาขังผม แต่ถ้าเป็นผู้บังคับบัญชาต้องสั่งการผม เช่น ห้ามผมให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกองทัพและผู้บังคับบัญชา การไปฟังข่าว 10 บาท และข่าววิทยุแล้วมาแกล้งปลดผมโดยอาจจะมีคำสั่งลงมาจาก 4 ขันที ซึ่งดูแลรัฐอิสระอยู่ และทำให้ศาลเพี้ยนไปหมด หากแกล้งผมอย่างนี้ ต้องรบกัน” พล.ต.ขัตติยะกล่าว

“ชัย” ย้ำไม่ย้ายที่ประชุมสภา

ในวันเดียวกัน นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นประธาน เสนอให้ย้ายสถานที่ประชุมหรือเลื่อนวันประชุมรัฐสภาวันที่ 24 พ.ย. ออกไปว่า จะมีการประชุมรัฐสภาตามปกติ ส่วนการชุมนุมเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯนั้น ก็ขอให้เป็นเรื่องของพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตาม หากเกิดสถานการณ์ ฉุกเฉินก็จะพิจารณาเป็นกรณีไป

ยังคงวาระฯญัตติแก้ไข รธน.

ขณะที่นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยังไม่มีคำสั่งอะไรเปลี่ยนแปลง จะมีการประชุมร่วมของรัฐสภาตามปกติในวันที่ 24 พ.ย. เวลา 09.30 น.ยกเว้นองค์ประชุมไม่ครบจึงจะเลื่อนประชุมออกไป ผู้สื่อข่าวถามว่ามีสถานที่สำรองไว้บ้างหรือยัง นายพิทูรตอบว่า จะให้ไปที่ไหน ย้ายแล้วเขาจะไม่ตามไปหรือ เมื่อถามว่าจริงหรือไม่ที่มีการดึงวาระการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ คปพร.เสนอออกจากระเบียบวาระ นายพิทูรตอบว่า ดึงไม่ได้ เพราะเรื่องบรรจุไว้ในระเบียบวาระ ยกเว้นที่ประชุมรัฐสภาจะเห็นตรงกันให้หยิบเรื่องอื่นคือกรอบการเจรจาการค้าขึ้นมาพิจารณา ก็สามารถค้างญัตติดังกล่าวไว้ในระเบียบวาระได้ แต่ประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจถอนญัตติออกจากระเบียบวาระ เข้าใจว่าน่าจะเป็นข้อสรุปของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะไม่มีการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น

กฟน.ช่วยติดตั้งเครื่องปั่นไฟสำรอง

ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการในการรักษาความปลอดภัยบริเวณรัฐสภาในช่วงนี้ นายพิทูรตอบว่า ได้รับรายงานว่าอยู่ในสถานการณ์ปกติ เพราะแต่ละฝ่ายรู้หน้าที่ของตัวเอง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและข้าราชการสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่บริเวณรัฐสภาในวันที่ 22 พ.ย. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังดูแลพื้นที่โดยรอบตามปกติ และไม่มีกำลังเสริมจากตำรวจทหารแต่อย่างใด มีเพียงเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้านครหลวงที่นำเครื่องปั่นไฟสำรองมาเตรียมไว้หากถูกตัดไฟด้วย

นายกฯจี้ตำรวจตามจับมือระเบิด

วันเดียวกัน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ย. ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ได้ทราบรายงานจากเจ้าหน้าที่แล้วว่าเกิดเหตุระเบิดที่แยกมิสกวัน บริเวณการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อเวลา 02.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุโดยเร็ว และเชื่อว่าการสอบสวนเหตุระเบิดครั้งนี้น่าจะสะดวกขึ้น เพราะเกิดบริเวณ 4 แยก ตำรวจสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ไม่เหมือนเหตุระเบิดครั้งที่ผ่านมาที่ระเบิดภายในทำเนียบรัฐบาล ไม่สามารถเข้าไปที่เกิดเหตุได้โดยเร็ว อยากให้ทุกฝ่ายรอผลการสอบสวนจากตำรวจก่อนที่จะสรุปว่าใครเป็นผู้กระทำ ขอย้ำว่าตนไม่ปรารถนาที่จะให้มีเหตุรุนแรงเช่นนี้ และไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ นี่เป็นเรื่องของคนร้าย ตำรวจต้องติดตามจับกุม อยากขอร้องว่าเรื่องที่จะทำให้เกิดความรุนแรง ใครที่กระทำควรยุติได้แล้ว

ดักคอทหารอย่าออกจากที่ตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นหลายครั้ง มีคนต้องการให้ทหารต้องออกมาใช้กำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์ ใช่หรือไม่ นายสมชายตอบว่า ทหารได้พูดไปแล้วว่าไม่ เกี่ยวข้องอะไร และตนก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่ปัจจัยที่ทหารต้องมาควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง มันเป็นเรื่องการฆาตกรรมกันธรรมดา อยากให้จับคนร้ายให้ได้ จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร ความจริงจะได้กระจ่าง

ยังไม่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ในประเทศรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ จะประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ นายกฯตอบว่า ลักลอบขว้างระเบิดกัน ไม่ใช่ว่าจะเกิดความวุ่นวายจนต้องใช้ พ.ร.ก. ดังกล่าว สถานการณ์ขณะนี้คงไม่ถึงกับควบคุมไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อถามว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมีคนต้องการที่จะให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช.กับกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ไม่คิดว่าจะมีเหตุที่กลุ่มคน 2 กลุ่มจะเผชิญหน้ากัน เพราะการชุมนุมอยู่ห่างกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

ต่างชาติงงปล่อยผู้ชุมนุมยึดทำเนียบฯ

นายสมชายยังได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ ทางการเมืองในประเทศในช่วงนี้ โดยเฉพาะกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ จะชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา ขัดขวางการประชุมร่วมรัฐสภาที่จะมีการพิจารณากฎหมายสำคัญที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบจำนวน 24 ฉบับ เนื่องจากรัฐบาลต้องลงนามร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 ในเดือน ธ.ค.นี้ นอกจากนี้ นายกฯยังระบุว่าหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ได้แสดงความแปลกใจต่อกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกรุกสถานที่ราชการสำคัญ แต่ไม่มีการดำเนินการกับผู้ที่ทำการบุกรุก โดยเฉพาะทำเนียบรัฐบาลเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการของรัฐบาล “หากบุคคลกระทำการที่ไม่เคารพและอยู่ภายใต้กฎหมาย ก็จะทำให้ประเทศชาติประสบความยากลำบาก ในฐานะนายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย” นายสมชายกล่าว

“ชวรัตน์” วอน พธม.เปิดทางเข้าสภา

ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงการประชุมรัฐสภาวันที่ 24 พ.ย. จะเลื่อนการประชุมออกไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประธานรัฐสภา ยืนยันว่า การประชุมรัฐสภาไม่มีวาระการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ขอให้กลุ่มพันธมิตรฯให้ความสะดวกในการเข้าประชุม เพราะมีกฎหมายหลายฉบับต้องผ่านการพิจารณา โดยเฉพาะกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เพราะถ้ากฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลก็ไม่สามารถจัดการประชุมอาเซียนซัมมิตได้หวังว่าคนไทยทุกคนจะมีความสมานฉันท์ เห็นแก่ ประเทศชาติและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่าทำให้ เกิดความรุนแรงขึ้น

“จาตุรนต์” แนะย้ายที่ประชุมรัฐสภา

ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงกรณีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 23 พ.ย. ที่รัฐสภา เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า คาดว่าในวันที่ 23-24 พ.ย. เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย ดังนั้นเพื่อไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรง และเป็นข้ออ้างให้เกิดการรัฐประหารตามมา จึงขอเสนอแนวทางป้องกัน 4 ข้อได้แก่ 1. ขอให้ย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาเป็นที่อื่น เช่นสโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต หรือหากมีความจำเป็นก็ต้องเลื่อนการประชุมรัฐสภาออกไป เพราะมั่นใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะมาปิดล้อมรัฐสภาแน่ หากกลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้าไปในบริเวณรัฐสภาได้ อาจเกิดการปะทะกันรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ 2. ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหามาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ไม่ให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องเหมือนสถานการณ์ในปัจจุบัน

ชี้ พธม.หวังจุดชนวนปฏิวัติ

นายจาตุรนต์กล่าวว่า 3. การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ หรือกลุ่มเสื้อแดง ขอให้ยึดมั่นในสันติวิธีอย่างเคร่งครัด และการชุมนุมต้องมีความชัดเจนว่าไม่เป็นการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าในสังคม 4. ขอให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ควรไปใกล้บริเวณรัฐสภา เพื่อปกป้องรัฐสภา ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน จนนำไปสู่ ความรุนแรง หากปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯบ้าระห่ำฝ่ายเดียว จะทำให้สังคมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯไม่ชอบธรรม เชื่อว่าการเคลื่อนไหวในวันที่ 23-24 พ.ย. กลุ่มพันธมิตรฯต้องการให้มีความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. เพราะบอกให้ผู้ชุมนุมนำอาวุธติดตัวมาด้วย จึงต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง หากยังดันทุรังให้มีการประชุมที่รัฐสภา จะเกิดการนองเลือดแน่ จนกลายเป็นข้ออ้างให้มีการยึดอำนาจในที่สุด

ปูดข่าว พธม.จะเผาทำเนียบฯ

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯจะเคลื่อนไปปักหลักชุมนุมบริเวณรัฐสภาว่า ทราบข้อมูลมาว่าการที่พันธมิตรฯจะมาชุมนุมใหญ่ที่หน้ารัฐสภา เป็นแผนการที่ต้องการให้เกิดความรุนแรง เพื่อให้ทหารออกมาปฏิวัติ อีกทั้งได้ข่าวมาว่า ที่ผ่านมาพันธมิตรฯ เข้าไปปล้นในอาคารทำเนียบฯ คาดว่าจะทำการเผาทำเนียบภายใน 2-3 วัน เพื่อทำลายหลักฐานเพื่อเปลี่ยนรัง จึงเปลี่ยนแผนเคลื่อนมาบุกปิดรัฐสภา ต้องการหารังใหม่ ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มเสื้อแดงจะมีการรวมพลังเพื่อเคลื่อน ไหวด้วยหรือไม่ นายจตุพรตอบว่า คงไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหน จะมีการชุมนุมอย่างสงบที่วัดสวนแก้วในวันที่ 23 พ.ย. เมื่อถึงเวลา 17.00 น. จะสลายตัวกลับ ที่ผ่านมาได้ประกาศกับคนเสื้อแดงว่าห้ามออกมาปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯเด็ดขาด เราจะปล่อยให้พันธมิตรฯ แสดงธาตุแท้ออกมาอย่างเต็มที่ เพียงแต่ขอเตือนว่าประเทศไทยจะล่มสลายเหมือนในเครือแมเนเจอร์ไม่ได้ เพราะหากพันธมิตรฯยั่วยุความรุนแรง จนทหารออกมาทำปฏิวัติรัฐประหาร พวกเสื้อแดงจะออกมากันเต็มท้องสนามหลวงอย่างแน่นอน

ปชป.แนะรัฐบาลเจรจาพันธมิตรฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ยืนยันจะเดินหน้าประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 24 พ.ย. แม้กลุ่มพันธมิตรฯขู่จะชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาว่า อยากให้รัฐบาลและประธานรัฐสภามีความจริงจังในการทำความเข้าใจกับกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยการยืนยันกับสังคมอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่มีวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญในการประชุมตลอดสัปดาห์หน้า ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯจะดำเนินการอย่างไรนั้น ตนไม่ทราบ พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องกรอบข้อตกลงอาเซียนให้เสร็จสิ้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่ง ผลกระทบต่อประเทศ

บี้ประกาศไม่ลักไก่แก้รัฐธรรมนูญ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประธานรัฐสภาและรัฐบาลอย่าพูดกับพันธมิตรฯ ผ่านสื่อ แต่ควรเข้าไปเจรจายืนยันด้วยตัวเอง เดิมเข้าใจว่าเงื่อนไขของการชุมนุมคือเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ล่าสุดไม่ทราบว่าตอนนี้เป็นปัญหาเงื่อนไขอะไร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ารัฐบาลควรมีความชัดเจนในส่วนของรัฐบาล อย่าไปยึดติดเรื่องสถานที่ประชุม รวมทั้งต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นความพยายามของรัฐบาลที่จะยืนยันเจตนาว่าจะไม่นำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาพิจารณา ต้องยอมรับว่าประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจจะสั่งเลื่อนเรื่องใดออกไป หากเสียงข้างมากมีมติเป็นอย่างอื่น ซึ่งผู้ควบคุมเสียงข้างมากอยู่ในขณะนี้ก็คือรัฐบาล

นักวิชาการเตือนอย่าเพิ่งแก้ รธน.

ในส่วนของนักวิชาการ ก็มีการแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ในขณะนี้ โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่กองทัพเสนอให้ย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาว่า เป็นแนวทางดีในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เพราะเรามีประสบการณ์จากเหตุการณ์ 7 ต.ค. ที่ผ่านมาแล้ว หาก การประชุมรัฐสภาวันที่ 24 พ.ย. ไม่มีเรื่องการนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณา ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯจะเข้าบุกยึดรัฐสภา จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น

แนะรัฐบาลใช้ พ.ร.บ.มั่นคง

ส่วนนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัย นิด้า และอดีตสมาชิก สนช. กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศระดมพลชุมนุมใหญ่ปิดล้อมรัฐสภาในวันที่ 23 พ.ย. นี้ ว่า สถานการณ์ขณะนี้ล่อแหลมต่อการปะทะ เพราะกลุ่ม นปช.ก็ประกาศพร้อมจะชุมนุมเช่นกัน ทั้ง 2 กลุ่มมีเป้าหมายทางการเมืองแตกต่างกันชัดเจน มีโอกาสสูงที่จะเกิดความรุนแรงและมีการบาดเจ็บล้มตายอีก เราเคยมีบทเรียนกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. มาแล้ว และเวลานี้คนในชาติมุ่งทำลายล้างกันเหมือนอริศัตรู ดังนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลโดยเฉพาะตำรวจและทหารเร่งหาทางป้องกันเหตุรุนแรง อย่าปล่อยให้เกิดการเผชิญหน้ายั่วยุกัน โดยเฉพาะมือที่สามที่หวังจะเข้ามาสร้างความปั่นป่วน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตำรวจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ดังนั้นถึงเวลาที่ทหารจะต้องออกมาระงับเหตุ โดยรัฐบาลจะต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อให้ทหารสามารถออกมาปฏิบัติหน้าที่ได้ รัฐบาลไม่ควรรอให้เกิดเหตุปะทะขึ้นก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง

5 แกนนำฯ ลั่นเอาแน่บุกรัฐสภา

สำหรับความเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่นัดหารือกันถึงสถานการณ์ขณะนี้อย่างเคร่งเครียด ที่บ้านพระอาทิตย์ และหลังใช้เวลาหารือนานกว่า 3 ชั่วโมง ทั้งห้า แกนนำฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าวในเวลา 13.00 น. โดย พล.ต.จำลอง กล่าวว่า เป้าหมายของพันธมิตรฯยังคงเหมือนเดิม คือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดให้ลาออกไป เพื่อนำไปสู่การเมืองใหม่ โดยในที่ประชุมมีมติว่าจะเดินทางเคลื่อนไปที่หน้าอาคารรัฐสภา ในช่วงเช้าวันที่ 24 พ.ย. อย่างแน่นอน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 เนื่องจากทางรัฐสภาได้มีวาระการประชุม โดยบรรจุเรื่องด่วนที่จะมีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งประชาชนเป็นผู้เสนอเข้าสภาฯ ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี และถ้าสภาฯ หยิบยกวาระนี้ขึ้นมา ก็สามารถพิจารณาได้เลย ประณามสภาฯ เป็นทาสรัฐบาล

นายพิภพ กล่าวว่า เหตุผลอีกประการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปที่หน้ารัฐสภา เพื่อไปทวงถามในสิ่งที่ คณะ กรรมาธิการวุฒิสภาทั้ง 3 ชุด ที่ประชุมและสรุปผลว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่ผลดังกล่าวก็ยังไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็มีผลสรุปออกมาในทิศทางเดียวกันว่า นายสมชายมีคำสั่งให้สลายการชุมนุมอย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ จากสภาและรัฐบาล จากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. เป็นต้นมา และมีเหตุใช้ความรุนแรงเป็นระยะ โดยรัฐบาลไม่มีทีท่าว่าจะป้องกันความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งสภาฯ ก็ไม่มีท่าทีกดดันรัฐบาลในการใช้ความรุนแรง พร้อมทั้งมีท่าทีสนับสนุนให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานต่อไป ซึ่งการเดินทางไปรัฐสภาวันดังกล่าว เพื่อไม่ให้ รัฐสภาสามารถประชุม เพื่อสนับสนุนงานของรัฐบาล และบริหารประเทศโดยมิชอบต่อไป อีกทั้งรัฐสภายังทำตัวประหนึ่งเป็นทาสของรัฐบาลไม่มีความเป็นอิสระ ตามหลักการของประชาธิปไตย

“สนธิ” ชี้ฝีมือทหารนอกแถว

ด้านนายสนธิ กล่าวว่า การชุมนุมวันที่ 24 พ.ย.นี้ มีความหมายมาก เพราะว่ารัฐบาลเป็นตัวการที่สร้างความแตกแยกขึ้นมา การใช้ความรุนแรงโดยใช้อาวุธสงครามที่ประชาชนไม่มีสิทธิใช้ มีแต่ทหารเท่านั้นที่ใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการยิงด้วยอาวุธปืนระเบิด เอ็ม 79 ซึ่งอาวุธชนิดนี้ จะอยู่ในความครอบครองของทหารเท่านั้น เหตุการณ์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีบุคคลลึกลับยิงระเบิด เอ็ม 79 เข้ามาบริเวณสี่แยกสวนมิสกวัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวน 7 คน โคม่า 1 คน ซึ่งการใช้อาวุธชนิดนี้บนรถจักรยานยนต์ที่เคลื่อนที่อยู่ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรบเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า มีทหารนอกแถวที่อยู่ภายใต้การใช้งานของรัฐบาล เป็นผู้กระทำ เป็นการบีบให้ประชาชนที่ใช้วิธีสันติ อหิงสา ในการชุมนุมอาจจะต้องจับอาวุธขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง และเมื่อถึงวันนั้นสังคมไทยก็เกิดการนองเลือดอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลไม่ได้ป้องกันอะไรเลย และยังสมรู้ร่วมคิด แม้กระทั่งคนบางคนที่อยู่ในหน่วยงานรัฐบาล ก็เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำร้ายประชาชน

“จำลอง” โวย ตร.ไม่ทำงาน

พล.ต.จำลอง ก็กล่าวเสริมว่า จากการตรวจพื้นที่ของ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พบว่ามีแนวยิงมาจากบริเวณมุมของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แทบทั้งสิ้น และระเบิดที่ยิงมาเป็นชนิด เอ็ม 79 ทั้งหมด ห่างจากแนวการชุมนุม ประมาณ 50 เมตร ซึ่งคนที่บาดเจ็บเกือบทั้งหมดได้ไปทำหน้าที่แจกอาหารให้กับผู้ชุมนุม สารวัตรตำรวจ ที่อยู่บริเวณรอบนอกการชุมนุม โดยแจกมาทั้งคืน ซึ่งเหตุการณ์ ดังกล่าวก็ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมเลย ทั้งที่อยู่ในกลางกรุง ด้านนายสมเกียรติกล่าวเสริมว่า กลไกเดียวที่จะจัดการกับรัฐบาลนายสมชายได้ในขณะนี้ เหลือเพียงกลไกจากภาคประชาชนเท่านั้น จึงขอเรียกร้องประชาชนทั่วประเทศให้ออกมาร่วมชุมนุมกันให้มากที่สุด เพราะเป็นวิธีการเดียวที่จะหยุดยั้งอำนาจของรัฐบาลชุดนี้นั่นคือสิ่งที่ พล.ต.จำลอง กล่าวคือม้วนเดียวจบ

ยังไม่ชัดใครจะนำผู้ชุมนุมไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่กลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งห้ากล่าวแถลงข่าวจบ ผู้สื่อข่าวได้พยายามถามถึงวิธีการเคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภา ในวันที่ 24 พ.ย. แต่ทางกลุ่มแกนนำฯ ทั้งห้าปฏิเสธที่จะตอบคำถาม แต่เมื่อถูกถามรุกหนักเข้า พล.ต.จำลอง หนึ่งในห้าแกนนำฯต้องหันมาตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ขอตอบแค่คำถามเดียวเท่านั้น ซึ่งผู้สื่อข่าวถามว่า ทางประธานรัฐสภายืนยันว่า การประชุมวันที่ 24 พ.ย. จะไม่มีการพิจารณาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คิดว่าอย่างไร พล.ต.จำลองตอบว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีการบรรจุ แต่ก็ไม่มีใครยืนยันว่าจะไม่มีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร. ที่มีการบรรจุไว้แล้วมาพิจารณา ดังนั้น การไปปิดล้อม จึงเป็นการป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าจะมาแก้ในภายหลัง และการที่รัฐบาลระบุว่าหากปิดล้อมรัฐสภา จะไม่สามารถพิจารณาข้อตกลงต่างๆตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ได้ โดยเฉพาะการประชุมอาเซียนอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศ ถือเป็นเรื่องเล็ก หากเปรียบเทียบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลจะลงมือแก้ไขเพื่อประโยชน์ของตนเอง ต่อข้อถามอีกว่า ในวันที่ 24 พ.ย. แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คน จะนำกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปปิดล้อมหน้ารัฐสภาหรือไม่ พล.ต.จำลองกล่าวว่า จะมีการทยอยกันไป แต่ตนติดภารกิจต้องไปรายงานตัวที่ศาลในช่วงเวลานั้นพอดี ส่วนจะมีแกนนำฯ คนใดเดินทางไปหรือไม่นั้น ต้องมีการประชุมกันอีกครั้ง

ม็อบหนุน-ต้านทยอยเข้ากรุงฯ

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในต่างจังหวัด ที่บริเวณร้านข้าวต้มนายตี๋ โรงแรมโพธิ์ทอง หลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ได้มีสมาชิกพันธมิตรนครราชสีมารวมทั้งนักรบเมืองย่าโม พร้อมสัมภาระทยอยเดินทางมาลงชื่อเพื่อโดยสารรถตู้ เข้ากรุงเทพฯตั้งแต่เช้า และเดินทางมุ่งหน้ากรุงเทพฯ แล้ว 60 คน โดยนายสุพจน์ พิริยะเกียรติสกุล ผู้ประสานงานฝ่ายสวัสดิการพันธมิตรนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้เตรียมรถตู้โดยสารและรถทัวร์ปรับอากาศไว้รับส่งเครือข่ายพันธมิตรฯเข้า กทม.ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำกัดจำนวน เพราะการชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นการรบครั้งสุดท้าย อย่างแท้จริงและจะมีการระดมพลให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้พันธมิตรฯที่เดินทางไปร่วมชุมนุมตั้งใจแน่วแน่ว่าหากไม่ได้รับชัยชนะก็จะไม่กลับ

ด้านนายเขื่อนเพ็ชร โพนรัมย์ ประธานกลุ่มหนองน้ำใสรักษ์ประชาธิปไตย อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับการเดินทางไปร่วมรายการความจริงวันนี้ ที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรีนั้น ทางกลุ่มของตนและกลุ่มเครือข่ายปกป้องประชาธิปไตยในภาคอีสานได้รับการประสานงานให้ส่งเฉพาะแกนนำไปร่วมกลุ่มละ 10-20 คน เพราะสถานที่ ณ วัดสวนแก้ว สามารถรองรับได้เพียง 3 หมื่นคนเท่านั้น อีกทั้งวัตถุประสงค์ที่ไปร่วมเพราะพวกเราต้องการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยไม่ต้องการระบบเผด็จการและการใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

ชาวเหลือง-แดงจับมือโชว์สามัคคี

ขณะที่หน้าที่ว่าการอำเภอขามสะแกแสง จ.นคร-ราชสีมา นายประจักษ์ สุวรรณภักดี ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันพริกและของดีอำเภอขาม-สะแกแสง “จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี” โดยมีนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา นายชวาล พัฒนกำชัย ส.อบจ.เขตอำเภอขามสะแกแสง ประ-ชาชนชาวอำเภอขามสะแกแสง และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน ใน งานนอกจากมีริ้วขบวนแห่ที่สื่อถึงเรื่องราวการสร้างความ รักความสามัคคี แล้วยังมีขบวนแห่พริกสด พริกแห้งที่ตกแต่งอย่างสวยงาม รวมทั้งมีป้ายผ้าเขียนข้อความว่า “ชาวอำเภอขามสะแกแสงมีความคิดที่แตกต่าง แต่ไม่ แตกแยก” ในงานมีกลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งสวมเสื้อสีแดง เขียนข้อความว่า รู้รักสามัคคี และมีชาวบ้านใส่เสื้อเหลือง เขียนข้อความบนเสื้อว่า รู้รักสามัคคี ยืนกอดคอ จับมือชูกันไว้แน่น

“พระพยอม” อ้าแขนรับทุกสี

ด้านพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ให้สัมภาษณ์ที่ จ.นครราชสีมา ในโอกาสเดิน ทางไปเทศนาพิเศษที่เดอะมอลล์นครราชสีมา โดยพระพยอมกล่าวว่า ขณะนี้ได้เกิดวิกฤติในบ้านเมือง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ประชาชนแตกแยกกัน เราจะต้องทำตัวเหมือนขึ้นภูดูเขารบกัน อย่าลงไปรบกับเขาด้วยจะดีที่สุด หรือที่เรียกว่าปราสาทแห่งปัญญา เมื่อขึ้นไปดูอยู่ข้างบนมองเห็นเขาทะเลาะกันก็ควรจะเตือนสติของเขาด้วย ไม่ใช่โดดลงไปอยู่ในสนามกับเขาด้วย น่าจะทำให้เราคิดเมื่อมีคนเจ็บจะต้องช่วยกันรักษา แต่ถ้าทุกคนลงไปในสนามหมด เวลามีคนเจ็บก็ไม่มีคนดูแล

แนะควรใส่ชุดขาวไปวัด

ต่อข้อถามถึงการที่ฝ่ายเสื้อแดงระดมคนไปร่วมรายการความจริงวันนี้ที่วัดสวนแก้ว ทางวัดได้เตรียมการ รองรับประชาชนไว้อย่างไรบ้าง พระพยอมกล่าวว่า สำหรับสถานที่ภายในวัดสวนแก้วสามารถรองรับคนได้ประมาณ 2 หมื่นคน แต่ยืนยันว่าที่วัดสวนแก้วจะไม่เน้นเป็นสีแดงหรือสีเหลือง อยากให้เป็นสีขาวจะได้ไม่แสลงตา เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยเป็นโรคบาดหมางสี ถ้าไปที่วัดแล้วทุกคนเป็นสีขาวจะดีที่สุด

ไม่อนุญาต “ทักษิณ” โฟนอิน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะ โฟนอินเข้ามาในรายการความจริงวันนี้ ที่วัดสวนแก้วจะอนุญาต หรือไม่ พระพยอมตอบว่า ถ้าจะโฟนอินสดมาในรายการเราจะไม่อนุญาต แต่ถ้าเป็นวีดิโอเทปหรือซีดี วัดจะขอตรวจเซ็นเซอร์ก่อนว่าเป็นการยุยงปั˜นป่วนหรือไม่ ถ้าไม่ยุยงเราก็ให้ผ่าน แต่ถ้าเป็นการยุยงปั˜นป่วนจะขอปิดไว้ก่อน ต่อข้อถามถึงข้อกล่าวหาของพันธมิตรฯที่ระบุว่าพระพยอมเลือกข้างอยู่กับเสื้อแดงนั้นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พระพยอมตอบว่า ตนไม่ได้เลือกอยู่ข้างฝ่ายไหน ถ้าเลือกข้างจะเชิญพันธมิตรฯมาจัดรายการที่วัดสวน-แก้วทำไม ฝากบอกให้พันธมิตรฯมาจัดได้ ยินดีให้เวทีให้สถานที่ภายในวัดเต็มที่ และการที่รายการความจริง วันนี้มาจัดที่วัดใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง ก็กลับบ้าน ไม่ได้ ยึดอยู่เหมือนทำเนียบ บอกกี่ครั้งว่าให้พันธมิตรฯมาได้ เลย เราจะได้ให้ข้อคิดอะไรเย็นๆ บ้าง ไม่ร้อนรนด่าคำหยาบ กลับมาวัดแล้วน่าจะทำให้เย็นลง เพราะที่วัดสวน-แก้วเคยจัดดีเบตมาแล้วระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายสมัคร สุนทรเวช

เทศน์ซ้ำรบชนะแต่ชาติพัง

ต่อข้อถามการกล่าวหาว่าพระพยอมเป็นพระไม่ควรไปยุ่งกับการเมือง พระพยอมกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จริง นักการเมืองไปบวชที่วัดเยอะแยะไป การที่นักการเมืองเข้าวัดมาฟังเทศน์ฟังธรรมจะเสียหายตรงไหนคิดกันง่ายๆ ที่บ้านเมืองวุ่นวายเพราะนักการเมือง ไม่เข้าวัด การที่นักการเมืองเข้ามาวัดก็ยิ่งดี พระจะได้สอนธรรมะและให้ตนเทศนาก่อนเริ่มรายการทางวัดก็หวังตรงนั้น อีกทั้งนักการเมืองยังพาประชาชนเข้ามาวัดอีกตั้ง 3 หมื่นคน ถ้าทางวัดจัดเองไม่สามารถทำได้แต่จะให้วัดเอาโคโยตี้มาดิ้นยิ่งเสียภาพพจน์วัดมากกว่านี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพันธมิตรฯประกาศเป็นการรบครั้งสุดท้ายต้องชนะจะเตือนสติอย่างไรบ้าง พระพยอมตอบว่า ถ้าชนะแล้วใครได้ดี ถ้าชนะแล้วอีกฝ่ายหนึ่งยับเยิน คนที่ยับเยินไม่ใช่คนไทยหรอกหรือ ฉะนั้นคำว่าชนะไม่ใช่ประเทศชาติชนะเป็นเพียงคนกลุ่มนั้นอยากชนะแต่แล้วประเทศชาติประชาชนพัง ทุกคนอ้างประชาชนเป็นใหญ่จะทำความสุขให้กับประชาชนหรือสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนให้ใคร่ครวญดู

วัดสวนแก้วคุมเข้มคนร่วมงาน

ส่วนที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี สถานที่จัดรายการความจริงวันนี้ ได้มีแกนนำของรายการ นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้ไปควบคุมการติดตั้งเวทีและเครื่องเสียง ส่วนการดูแลเรื่องการรักษาความปลอดภัยนั้น ทาง พล.ต.ต.ทรงวุฒิ ถวัลย์กิจดำรงค์ ผบก.ภ.จ.นนทบุรี ได้สั่งระดมกำลัง 300 นาย พร้อมสุนัขดมกลิ่นคอยคุมเข้มตลอด ส่วนผู้นำรถส่วนตัวทางวัดให้ไปจอดที่สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรีกับวัดโบสถ์พรหม อยู่ห่างจากวัดสวน-แก้วประมาณ 1 กม. รถสื่อมวลชนจัดให้จอดในอาคารของวัดสวนแก้ว แต่ผู้สื่อข่าวต้องแจ้งชื่อ สังกัดและสำเนาบัตรประชาชนไปให้ทีมงานล่วงหน้า นอกจากนี้ยังติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณวัดทั้งหมด 30 ตัว

ระดมตำรวจคุ้มกันสนามบิน

ด้าน จ.กระบี่ พล.ต.ต.พศิน นกสกุล ผบก.ภ.จ.กระบี่ พ.ต.อ.ทักษิณ โภชากรณ์ ผกก.สภ.เหนือคลอง สั่งระดมตำรวจชุดปราบจลาจล กำลังตำรวจ สภ.เมืองกระบี่และเหนือคลอง 80 นาย กระจายกำลังรักษาความปลอดภัยสนามบินนานาชาติจังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ย.นี้ หลังจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชา-ธิปไตย ได้สั่งระดมพลทั่วประเทศไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้เพื่อป้องกันอาจจะมีกลุ่มพันธมิตรกระบี่หรือมือที่สามรวมตัวบุกยึดสนามบินนานาชาติจังหวัดกระบี่เหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เหตุการณ์ยังเป็นปกติ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรกระบี่ 300 คน เดินทางเข้ากรุงเทพฯแล้ว ส่วน จ.สตูล กลุ่มพันธมิตรสตูล นำโดย นางอุดมศรี จันทรัศมี นำสมาชิก 100 คน เดินทางโดยรถบัสปรับอากาศ 1 คันและรถตู้ 1 คัน เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรกรุงเทพฯเช่นกัน

ปล่อยโคมลอยสาปแช่ง “ทักษิณ”

ขณะที่ จ.เชียงใหม่ กลุ่มพันธมิตรฯเชียงใหม่ ได้รวมตัวกันที่สถานีวิหคเรดิโอของ นายเทอดศักดิ์ เจียม-กิจวัฒนา หมู่บ้านระมิงค์นิเวศน์ ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมผลัดเปลี่ยนกล่าวโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมวางแผนเตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพฯโดยจะระดมพลให้ได้มากกว่า 500 คน จากนั้นนายเทอดศักดิ์ แกนนำได้ทำพิธีสาปแช่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กับรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พร้อมปล่อยโคมลอยที่มีรูปภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวก ลอยขึ้นท้องฟ้าและเปิดเพลงหนักแผ่นดิน คลอไปด้วย

แจ้งจับพันธมิตรฯเบี้ยวค่ารถไฟ

ส่วน จ.นครศรีธรรมราช นายบรรจบ เพชรช่วย นายสถานีรถไฟนครศรีธรรมราช เข้าแจ้ง พ.ต.ท. อนันต์ เปาะทองคำ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มบุคคลที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นครศรีธรรมราช” ซึ่งโดยสารรถไฟแล้วไม่ยอมซื้อตั๋วและไม่ยอมจ่ายค่าโดยสาร โดยนายบรรจบให้รายละเอียดว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 51 เป็นต้นมา กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ขึ้นขบวนรถด่วนสายนครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ หลายครั้งโดยไม่ยอมซื้อตั๋วโดยสาร และไม่ยินยอมชำระค่าโดยสารตามอัตราที่การรถไฟแห่งประเทศไทยกำหนด บางครั้งยึดโบกี้โดยสารโบกี้เดียว บางครั้งยึดเกือบทั้งขบวนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทำให้การรถไฟฯ ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ สามารถรวบรวมพยานหลักฐาน และรวบรวมรายชื่อของกลุ่มบุคคลกลุ่มดังกล่าวได้ 74 คน ส่วนที่เหลือยังไม่ทราบชื่อและที่อยู่ จึงขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับ 74 คน มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

แจ้งจับม็อบบุกราชธานีอโศก

ส่วน จ.อุบลราชธานี พ.ต.ท.กิตติโชติ แสงรุจี พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี รับแจ้งจากนายมิ่งหมาย มุ่งมาจน อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ 10 ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พร้อมพวกรวม 3 คนในฐานะตัวแทนร้านราชธานีอโศก ว่ากรณีที่ได้มีกลุ่มคนชาย หญิงประมาณ 200 คน แต่งกายด้วยเสื้อสีแดง โพกผ้าสีแดง ที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มพลังเงียบ” บุกเข้าใช้สิ่งโสโครกขว้างปา และทำลายทรัพย์สินของร้านราชธานีอโศก ถนนเทพโยธี ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา และยังร่วมกันทำลายทรัพย์สินของราชธานีอโศก เสียหายรวม 7 รายการ คิดเป็นมูลค่า 72,000 บาท และขณะเกิดเหตุถูกชายคนหนึ่งในกลุ่มพลังเงียบได้ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยวด้วย จึงมาแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมกลุ่มคนดังกล่าวมาดำเนินคดี

“บิ๊กป๊อก” รุดพบ “ป๋าเปรม”

อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสายวันเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อเข้ารายงานสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะย้ายไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันที่ 24 พ.ย.นี้ โดย พล.อ.อนุพงษ์บอก พล.อ.เปรมว่า พื้นที่ดังกล่าว พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ยืนยันจะสามารถดูแลสถานการณ์ได้ ยังไม่จำเป็นจะต้องใช้กำลังทหารเข้าไปสนับสนุน ขณะที่ในส่วนของทหารจะเตรียมกำลังไว้ 21 กองร้อย กำลังจากกองทัพบก 17 กองร้อย กองทัพเรือ 2 กองร้อย และกองทัพอากาศ 2 กองร้อย กำลังทั้งหมดจะเตรียมพร้อมอยู่ในหน่วยที่ตั้ง ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ของวันที่ 22 พ.ย.เป็นต้นไป

ห่วง “ทักษิณ” แฉชื่อศัตรู

นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ระบุด้วยว่า จะจัดส่งหน่วยข่าวเกาะพื้นที่ที่มีการจัดรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” ครั้งที่ 3 ในวันที่ 13 ธ.ค. ที่สนามศุภชลาศัย โดยเฉพาะเกาะติดในช่วงที่มีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะมีการเปิดชื่อศัตรูทางการเมืองเป็นครั้งแรก โดยมีรายงานข่าวว่าศัตรูทางการเมืองที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเปิดเผยรายชื่อคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นหัวข้อสำคัญที่ พล.อ.อนุพงษ์ เข้าพบ พล.อ.เปรมในครั้งนี้ ทั้งนี้ พล.อ.เปรมอยากให้ พล.อ.อนุพงษ์ติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดของสังคมว่าเข้าไปเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ยังให้ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

อย่าดึง “ป๋า” ไปเกี่ยวด้วย

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากคนใกล้ชิดของ พล.อ.เปรม กล่าวว่า ไม่รู้ว่าศัตรูทางการเมืองที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเปิดชื่อเป็นใครกันแน่ เดาไม่ออกจริงๆ ต้องรอดูว่าจะเปิดเผยรายชื่อใครออกมาเป็นคนแรก แต่ถ้าให้ดูศัตรูทางการเมืองที่แท้จริงคือตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณเอง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาเกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมด ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ควรจะยุติบทบาททางการเมือง และหยุดการเคลื่อนไหวต่างๆ เพราะไม่เกิดผลดีกับประเทศชาติ การที่ประเทศอังกฤษถอนวีซ่าน่าจะเป็นสัญญาณบ่งบอกเป็นอย่างดี หาก พ.ต.ท.ทักษิณยิ่งพยายามเคลื่อนไหว ก็ ยิ่งทำให้ติดภาพลบจากนานาประเทศ

“ผมอยากยืนยันว่า พล.อ.เปรมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองเลย ท่านอยู่ของท่านเฉยๆ ก็นำท่านเข้าไปเกี่ยวข้องทุกครั้งเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย แม้แต่ที่ผ่านมาที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ท่านเป็นตัวกลางเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯกับรัฐบาล ท่านก็ปฏิเสธที่จะเข้าไปยุ่งวุ่นวายด้วย เพราะปัญหาการเมืองจะต้องแก้ไขด้วยการเมือง และกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นผมอยากให้ทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาการเมืองกันเอง อย่าดึงท่านลงเกี่ยวข้องด้วยเลย” คนใกล้ชิด

ที่มา : ไทยรัฐ