Archive
พท.สับ1ปีรัฐบาลมาร์ค ม.7 ล้มเหลว ประเมินให้สอบตก
ไทยรัฐ : พท.ชำแหละผลงานรัฐบาลรอบ 1 ปี สับแก้เศรษฐกิจเหลว ไร้ทิศทาง ทำลายจารีตการเมือง-แตกแยกหนักข้อ ยุคทุจริตคอรัปชั่นเฟื่องฟู เงินหายอื้อ พร้อมประเมินเกรดรัฐบาลสุดต่ำต้อย …
คณะผู้บริหารและแกนนำพรรคจัดแถลงข่าว “1 ปีแห่งความล้มเหลวรัฐบาลอภิสิทธิ์ เศรษฐกิจย่อยยับ สังคมแตกแยก ทุจริตคอรัปชั่นเฟื่องฟู” โดยมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย และประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดง เข้าร่วมฟังการแถลงข่าวอย่างคึกคัก นอกจากนี้ บริเวณห้องโถงยังมีการติดตั้งฉากข้อความเน้นย้ำความล้มเหลวของรัฐบาลในด้านต่างๆนับ 10 ฉาก
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สื่อหลักพาดหัวข่าวว่า 1 ปีรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีแต่ทรงกับทรุด ในขณะที่ความเห็นของสื่อมวลชนที่ตนมองว่ามีมุมมองที่ค่อนข้างคมนั้น ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นพรตในลัทธิเต๋า เป็นพรตในลัทธิเซน คือสูงสุดกลับคืนสู่สามัญ กระบวนท่าสูงสุดคือไร้กระบวนท่า หมายความว่า การบริหารราชการสูงสุดของรัฐบาลคือการไม่ต้องบริหาร นอกจากนี้สื่อมวลชนบางฉบับยังระบุว่า รัฐบาลมีความสามารถในการแจก แถม ให้ แต่ความสามารถในการสร้างรายได้ สร้างความสมานฉันท์นั้นไม่มี
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความล้มเหลวด้านเศรษฐกิจว่า รัฐบาลสร้างหนี้ให้กับประเทศไปแล้ว 530,597 ล้านบาท เงินกู้จากพรก. 4 แสนล้านบาทนำไปปิดหีบงบประมาณเพียง 5 หมื่นล้านบาท จึงมีเงินเหลือไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.5 แสนล้านบาท แต่ปรากฏว่ามีเงินไปใช้ในการลงทุนจริงๆแค่ 6,892.96 ล้านบาท เท่ากับว่ารัฐบาลใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปแค่ 5% จึงไม่ได้มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้
เรื่องการลดภาษีนั้นรัฐบาลควรจะพูดให้ชัดว่าจะมีแนวทางอย่างไร ไม่ใช่พูดอย่างเดียวแต่ไม่ดำเนินการ รวมทั้งนโยบายรัฐสวัสดิการนั้น ต้องใช้งบประมาณขนาดไหน ส่วนการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบรัฐบาลไม่ได้ศึกษารายละเอียดให้ดี หนี้จริงหนี้ปลอมมั่วกันไปหมด ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังประเมินว่าการลงทุน 65 โครงการมาบตาพุดมีมูลค่า 2.3 แสนล้านบาทที่ถูกระงับไป ส่งผลให้จีดีพี ปี 2553 ลดลงถึงร้อยละ 0.5 สรุปว่า 1 ปีของรัฐบาลย่ำอยู่กับที่ ไม่เดินไปไหน บางกรณียังเดินถอยหลังด้วย นโยบายที่ประกาศไว้ไม่ได้ทำหรือทำบ้างแต่ไม่สำเร็จ ของเก่าไม่ทำ แต่ของใหม่ก็ยังพูดไปเรื่อย และถ้าดูข้อมูลจากไอเอ็มเอฟ และเอดีบีที่ได้รับความเชื่อถือนั้น ยังบอกว่าการฟื้นตัวของไทยในปี 2553 ต่ำสุดในภูมิภาค และจีดีพีขยายตัวเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้ว ตัวเลขของไทยติดลบมากที่สุด ทั้งๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาน้อยที่สุด
นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวถึงความล้มเหลวในนโยบายด้านการเมืองของรัฐบาลว่า ปัญหามาจากกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ไม่ชอบธรรม ไม่ใช่พรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุดในสภา เป็นการทำลายจารีตประเพณี เกิดการทรยศหักหลังและเกิดงูเห่า จนเป็นประเพณีใหม่ เช่น ตัว ส.ส.อยู่พรรคหนึ่งแต่ใจไปอยู่อีกพรรคหนึ่ง ทำให้การลงมติมีผลกระทบ นำไปสู่ความแตกแยกในสภาอย่างไม่เคยมีมาก่อน จุดนี้ทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีต้องตอบแทนบุญคุณกลุ่มทุนและผู้สนับสนุนผลประโยชน์ทางการเมืองด้วยการตั้งรัฐมนตรีที่ขาดความรู้ความสามารถ ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ รัฐบาลชุดนี้ใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่เป็นธรรม ทำลายความปรองดอง โดยเฉพาะการใช้กำลังทหาร อาวุธ สลายการชุมนุมของประชาชนอย่างรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บล้มตาย ละเลยการบังคับใช้กฎหมาย และเลือกปฏิบัติกับประชาชนแบบ 2 มาตรฐาน
วันนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีและครม.เดินทางลงพื้นที่ก็มีผู้คุ้มกันเป็นพันคนจนทำให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งในสังคมอย่างกว้างขวาง นายกฯไร้ภาวะผู้นำ ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอในการแก้ไขความขัดแย้ง ซ้ำยังขยายความแตกแยกรุกราน ก้าวล่วงประเทศเพื่อนบ้าน กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นำไปสู่ภาวะสงคราม เป็นการทำผิดพลาดซ้ำซากที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น และไม่น่าให้อภัยในการบริหารประเทศของรัฐบาล สมควรคืนอำนาจให้ประชาชน
ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ในฐานะหัวหน้าสำนักงานปราบโกง พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความล้มเหลวด้านการทุจริตคอรัปชั่นว่า 1 ปี ที่ผ่านมาเป็นยุคที่การทุจริตคอรัปชั่นเฟื่องฟู องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ให้ประเทศไทยได้คะแนน 3.4 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับที่ 84 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก จากที่เคยอยู่อันดับที่ 80 สมัยนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีการทุจริตเพิ่มมากขึ้น สำหรับโครงการต่างๆ ของรัฐบาลพบการทุจริตมากมาย งบประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์การใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาทนั้น พบว่ามีเงินตกหล่นระหว่างทางถึง 6.3 หมื่นล้านบาท เป็นการทุจริตที่เฟื่องฟูมากที่สุด ในยุคนายอภิสิทธิ์ ซึ่งการทุจริตทั้งหมดเราจะรวบรวมเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวสรุปว่า พรรคเพื่อไทยได้ประเมินผลงานของรัฐบาลในด้านที่กล่าวมา โดยด้านเศรษฐกิจได้คะแนนเกรด C หรือเกือบตก เพราะวันนี้เงินในกระเป๋าประชาชนลดลง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล้มเหลว ส่วนด้านการแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคมรวมทั้งนโยบายด้านความมั่นคง การเมืองนั้น รัฐบาลได้เกรด D หรือคาบเส้น สำหรับปัญหาทุจริตคอรัปชั่นพบว่ามีความเฟื่องฟูอย่างมาก กฎเหล็ก 9 ข้อตอนนี้น่าจะเหลือเพียง 2-3 ข้อเท่านั้น ดังนั้นจึงถือว่าได้เกรด F หรือสอบตก
ขณะเดียวกันขอชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ใน 4 เรื่องคือ 1.พูดเก่งจนบางครั้งพูดเกินความจริง 2.กู้เก่ง 3.เพาะศัตรูเก่ง จนตอนนี้มีศัตรูรอบบ้านไปหมดแล้ว และ 4.หาเหาใส่หัวเก่ง จนตอนนี้เหาเต็มศีรษะ เรื่องของการชักศึกเข้าบ้านรัฐบาลชุดนี้ทำได้เก่งจริงๆ
“ฮุน เซน”เผยรบ.มารค์ ม.7 มีแผนจัดการ “ทักษิณ” ถ้าสกัดไม่ทันคงตายไปแล้ว “จตุพร”คุยมีหลักฐานเด็ดมัด”กษิต”จุ้นเขมร
มติชน : นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา สั่งให้ตรวจสอบตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องของการจนมุมเมื่อถูกจับได้ นายกษิตจึงพยายามโยนความผิดไปให้คนอื่น เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับนายประจวบ สังขาว ผู้มีส่วนร่วมในเงิน 258 ล้านบาท ที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่า เป็นเงินค่าโฆษณาของบริษัททีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) และ 2 พยานสำคัญคดียุบพรรคไทยรักไทย ที่สุดท้ายก็ถูกหักหลัง จึงอยากจะขอเตือนคนที่รับใช้รัฐบาลชุดนี้อยู่ให้ระวังตัวให้ดี เพราะอาจจะถูกหักหลังได้ทุกเวลาที่หมดประโยชน์
“กรณีนายกษิต นายคำรบ (ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอกประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ) และนายศิวรักษ์ (ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย)ถือเป็นเรื่องเล็ก เพราะล่าสุดผมได้รับเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ ที่กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างรุนแรง โดยเป็นเอกสารที่นายกษิตทำถึงใครบางคน สั่งการเกี่ยวข้องกับหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องหนึ่งในนั้นเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของกัมพูชา โดยผมกำลังตรวจสอบในรายละเอียดก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ในอีก 1-2 วันนี้” นายจตุพรกล่าว
ปูดส่ง”เอฟ 16-เอฟ 5 อี”ขึ้นประกบ
นายจตุพรกล่าวว่า แม้มีคนในรัฐบาลพยายามอธิบายว่า เส้นทางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เป็นความลับ แต่ในความเป็นจริงจะมีผลกับการเดินทางด้วยเครื่องบินของ พ.ต.ท.ทักษิณระหว่างปฏิบัติภารกิจในกัมพูชา เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่า ช่วงนั้นทางการไทยสั่งให้นำเครื่องบินเอฟ 16 จำนวนหนึ่งไปจอดเตรียมไว้ที่สนามบินอู่ตะเภา และสนามบินนครราชสีมา รวมทั้งสั่งการให้นำเครื่องบินเอฟ 5 อี ไปจอดเตรียมไว้ที่สนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา
“กัมพูชาทราบความเคลื่อนไหวของฝั่งไทย จึงให้เปลี่ยนเครื่องบินระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะบินจากพนมเปญมาเสียมราฐ แล้วให้เครื่องบินส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นบินหลอก โดย พ.ต.ท.ทักษิณกับสมเด็จฯฮุน เซน นั่งเครื่องบินอีกลำหนึ่งไป ที่สำคัญคือ ตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณบินกลับดูไบ ก็ตรวจสอบพบว่ามีเครื่องบินเอฟ 16 บินคู่ขนานไปจนถึงภาคใต้ของไทย แล้วมีเครื่องบินเอฟ 5 อี ขึ้นบินประกบรับช่วงต่อจากเอฟ 16 ไปจนถึงเขตมาเลเชีย” นายจตุพรกล่าว
“ฮุน เซน”อ้างถ้าสกัดไม่ทัน “แม้ว”ตายแน่
ขณะสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อ้างว่า มีแผนที่ที่กลุ่มเสื้อแดงนำมาเปิดเผยว่ารัฐบาลได้เตรียมตัวสำหรับลงมือรับเครื่องบินของพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อบินผ่านประเทศไทย
“หากไม่สกัดให้ทันเวลา พ.ต.ท.ทักษิณ คงเสียชีวิต หรือเข้าเรือนจำไปแล้ว เพราะเขาได้ทำแผนที่เส้นทางการบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องถือว่าจะเป็นโศกนาฎกรรมที่กัมพูชาต้องรับเคราะห์กรรมไปด้วย หากสกัดกั้นไม่ทันเวลา” สมเด็จฯฮุน เซนกล่าว
“แม้ว”ส่งข้อความยังอยู่เขมร อ้อนคิดถึงไทยมาก
ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือให้สมาชิกในเครือข่าย Thaksinlive ว่า “วันนี้ยังอยู่กัมพูชาครับ มีคนเสื้อแดงมาเยี่ยมเยอะ ทำให้คิดถึงเมืองไทยมาก”
นอกจากนี้ยังทวิตผ่านเว็บบล็อก Twitter.com ว่า “ทำให้คิดถึงบ้านเราครับ คล้ายกันมากในเรื่องอาหารการกิน โคคาก็มีผมเลยได้พาลูกๆ ไปกินกัน ใช่ครับ มีพรรคพวกมาเยี่ยมเยอะจนไม่มีเวลาทวิต”
“ศิวรักษ์”บวชวัดป่าโคราช20 ธ.ค.
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท.เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากนางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดานายศิวรักษ์ว่า นายศิวรักษ์เตรียมที่จะอุปสมบท วันที่ 20 ธันวาคม เวลา 07.00 น. ที่วัดป่าสุทธาราม อ.เมืองนครราชสีมา เป็นเวลา 9 วัน โดยจะทำพิธีกันเงียบๆ ส่วนเรื่องการฟ้องร้องกระทรวงการต่างประเทศและนายคำรบ ในความผิดฐานละเมิดของเจ้าหน้าที่นั้น คงจะรอให้ผ่านงานบวชไปก่อน หลังจากนั้นนายศิวรักษ์และมารดาจะตัดสินใจอีกที โดยขณะนี้ถือว่าความช่วยเหลือของ พท.เสร็จสิ้นแล้ว แต่จะยังทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านผ่านทาง กมธ.สภาผู้แทนราษฎรต่อไป
เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตว่า มีการดักฟังโทรศัพท์เจ้าหน้าที่สถานทูตไทย พร้อมกับมี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้ขู่ฟ้องกลับกัมพูชา นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์พยายามบิดเบือน ยืนยันว่าไม่มีการดักฟัง แต่เป็นข้อมูลที่บริษัทโทรศัพท์มีบันทึกการโทร.เข้าโทร.ออกตามปกติอยู่แล้ว ซึ่งกรณีนี้ก็มีหลักฐานที่ไอ้โม่ง อักษรย่อ ”ก” โทรศัพท์จากเมืองไทยไปหานายคำรบ เพื่อสั่งการ แต่จะไม่เปิดเผยรายละเอียดตอนนี้ ขอให้ใจเย็นๆ อดทนรอการอภิปรายในสภา
พท.จับมือเสื้อแดงขย่มรบ.ทั้งใน-นอกสภาฯหลังปีใหม่ “เนวิน”ถอดใจไม่หวังเลือกตั้งซ่อมปราจีนฯถิ่นสีแดง
มติชน : นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะทำงานติดตามการปฏิบัติงานของรัฐบาล ร่วมกับประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ เพื่อแบ่งงานและเตรียมข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นทันทีหลังเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปในเดือนมกราคม2553โดยพท.ได้จัดเป็นกลุ่มกระทรวง4กลุ่ม คือ 1.กระทรวงเศรษฐกิจ 2.กระทรวงสังคม 3.กระทรวงเทคโนโลยี และ 4.กระทรวงความมั่นคง ซึ่งจะแบ่ง ส.ส.ออกตาม กมธ.ที่แต่ละคนทำหน้าที่อยู่ ว่าก่อนจะถึงการอภิปรายจริง พท.จะเปิดแถลงถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า พร้อมกับเสนอแนวทางให้ประชาชนได้เฝ้าระวังด้วย
“รัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เบื้องต้นประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่พบการทุจริต อาทิ โครงการไทยเข้มแข็ง และโครงการชุมชนพอเพียง ซึ่งคาดว่าฝ่ายค้านจะยื่นถอดถอนผู้ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย” นายวิทยากล่าว
ขย่มรบ.ทั้งในสภา-ม็อบแดง
รายงานข่าวจาก พท.แจ้งว่า กำหนดเวลาของการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จะอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่คาดว่าจะมีขึ้นหลังวันที่ 15 มกราคม 2553 เพื่อเปิดเวทีคู่ขนานทั้งในสภาและนอกสภา โดยการอภิปรายครั้งนี้นอกจากมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.สัดส่วน จะคัดเลือกตัวบุคคลเพื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิก โดยมีแนวทางหนึ่งส่ง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ที่ปรึกษา พท. ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 1 หากได้รับชัยชนะก็จะเสนอเป็นผู้ฝ่ายค้านในสภาและหัวหน้า พท.ต่อไป แต่การเสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น แนวทางหนึ่งวางไว้ว่า จะเสนอชื่อผู้มีบารมีจากพรรคอื่น อาทิ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช
สำหรับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ปราจีนบุรี คณะผู้บริหาร พท.ได้ประชุมแล้วยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยมีรายชื่ออยู่ระหว่างการพิจารณา 3 คน คือ พล.อ.เชษฐา นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายเกียรติศักดิ์ พากเพียรศิลป์ อดีตสมาชิกสภาจังหวัดปราจีนบุรี โดย พล.อ.เชษฐา ยังคงมีคะแนนสนับสนุนเป็นอับดับ 1 และล่าสุดมีความเป็นไปได้ที่ พล.อ.เชษฐาจะตอบรับ
ยึด”สกลนครโมเดล”ชิงส.ส.
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท. กล่าวถึงการหาเสียงช่วยนายประยุทธ์ ศิริพานิช ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.มหาสารคาม เขต 1 ว่าจะยึดรูปแบบหาเสียงเหมือน “สกลนครโมเดล” จะมี ส.ส.ในภาคอีสาน รวมถึง ส.ส.ในภาคต่างๆ เข้ามาเป็นทัพเสริมกระจายกันลงพื้นที่ช่วยหาเสียง แบ่งเป็นระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล จนถึงหมู่บ้าน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจโฟนอินหาเสียงให้ด้วย โดยพรรคจะต้องพยายามรักษาพื้นที่และที่นั่งไว้ให้ได้
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคเป็นห่วงเพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับเทศกาลงานปีใหม่จะมีการงานเลี้ยงฉลองกัน อาจมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ จึงฝากกำชับผู้สมัคร ส.ส.และสมาชิกพรรคให้ระวังอาจมีการสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายทำลายผู้สมัครของพรรคได้
ปชป.หมอบ-”เนวิน”โยนผ้า
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการ ปชป. กล่าวถึงกรณีที่ ปชป.ไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.มหาสารคาม และปราจีนบุรี ว่า เป็นเพราะต้องพิจารณาเรื่องพรรคร่วมด้วย เนื่องจากอยู่ฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน ไม่เช่นนั้นจะแข่งกันเอง ที่สำคัญ ปชป.เองก็ไม่มีผู้สมัครเองด้วย ยืนยันไม่ใช่การฮั้วกัน เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ขอร้องไม่ให้ส่งตัวผู้สมัครใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ได้พิจารณาเช่นนั้น เพียงแต่ดูแล้วว่า ปชป.คงสู้ไม่ได้ เพราะผลการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาขนาดลงทุนไปเต็มที่แล้วยังได้คะแนนไม่ถึงครึ่งของเขาเลย
รายงานข่าวจากแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวินภท.แจ้งว่านายเนวินชิดชอบไม่ได้คาดหวังกับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.มหาสารคาม เนื่องจากเป็นพื้นที่แข็งของ พท. อีกทั้งยังเป็นพื้นที่เสื้อแดงที่ต่อต้านนายเนวิน ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายเนวินและแกนนำกลุ่ม รวมทั้งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้า ภท. จะไม่ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง และขณะนี้นายเนวิน ได้เดินทางไปอังกฤษ ประมาณ 10 วัน เพื่อเยี่ยมบุตรที่ไปศึกษาต่อ
49อดีตพลร่มตบเท้าเข้าพท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเมื่อเวลา 10.00 น. อดีตนายทหารหน่วยรบพิเศษ (พลร่ม) จ.ลพบุรี จำนวน 49 นาย อาทิ พล.ท.ชิน สิทธิวรรณ พล.ท.ทวนทอง อินทรทัต พล.ต.ชูเดช ศิลปาภิสันทน์ พ.อ.(พิเศษ) สุวรรณ เดชนุวัฒน์ พ.อ.(พิเศษ) สะอาด บุญกระพือ พ.อ.เกษม ฉิมไทย รวมถึงอดีตนายทหารกองทัพเรือ 2 นาย คือ พล.ร.ต.ประมวล ยุวนิมิ อดีตรองเจ้ากรมสรรพาวุธ พล.ร.ต.ทำนุ สืบนุการณ์ อดีตนายทหารปฏิบัติการพิเศษ เดินทางโดยรถบัสจาก จ.ลพบุรี มาสมัครเป็นสมาชิก พท. โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้า พท.พร้อมคณะผู้บริหารพรรค พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี พล.อ.วัฒนา สรรพานิช อดีตรองผบ.สส. ที่ปรึกษาพรรค ให้การต้อนรับ
พล.อ.วัฒนากล่าวว่า ตนและเพื่อนร่วมรุ่น จปร.8 พร้อมคณะนายทหารที่มาสมัครเป็นสมาชิก พท.วันนี้ เป็นเพียงตัวแทนที่มาก่อน เพราะจะมีมาเพิ่มอีกจำนวนมาก เหตุผลที่นำมาสู่การตัดสินใจประกอบด้วย 5 ข้อคือ 1.มีความปรารถนาแน่วแน่ที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยที่แท้จริง คือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.เห็นว่า พท.มีนโยบายที่ดีและเป็นที่ประจักษ์ว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนสามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง 3.พท.จะเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ของคนไทยในการสร้างเสรีภาพและความเสมอภาค 4.ต้องการรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่รัฐบาลของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 5.เชื่อว่า พท.จะพัฒนาเป็นสถาบันการเมืองที่สร้างความรักสามัคคีให้กับคนไทยทุกเชื้อชาติ ศาสนาได้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
เชื่อหนุนตั้งรบ.พรรคเดียว
พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ทหารเป็นอาชีพที่แปลกกว่าอาชีพอื่น แม้เกษียณราชการก็จะเป็นทหารไปจนวันตาย วันใดที่ประเทศมีปัญหาก็พร้อมพลีชีพเพื่อชาติและราชบัลลังก์ เคยมีฝ่ายไม่ชอบออกมาเยาะเย้ยว่าเป็นทหารแก่ ไม่มีน้ำยา อยากบอกว่าวันนี้การทำงานการเมืองไม่ใช้กำลัง แต่ใช้สมองและประสบการณ์ หากมีการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะอดีตนายทหารเหล่านี้จะใช้ประสบการณ์ดึงมวลชนมาสนับสนุน พท.จนได้รับเสียงข้างมากและตั้งรัฐบาลพรรคเดียวสำเร็จ
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี ในฐานะรองโฆษก พท. กล่าวเปิดตัว พล.ท.ทวนทอง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ญาติผู้พี่ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือ “เสธ.ไอซ์” ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ลพบุรี เขต 1 เพื่อสู้กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ที่มีข่าวว่าจะลงสมัคร ส.ส.ในเขตดังกล่าว นอกจาก พล.อ.พัลลภ จะเป็นว่าทีผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนคนแรกในกลุ่ม จ.ลพบุรี
เสื้อแดงปิดล้อม “สรยุทธ์” ขณะจัด ‘เรื่องเล่าเช้านี้’
คมชัดลึก : เสื้อแดงเชียงใหม่นำคนปิดล้อม”สรยุทธ์”ระหว่างออกอากาศ “เรื่องเล่าเช้านี้”ที่เชียงใหม่ แดงโวยเล่าข่าวไม่เป็นกลาง แต่หลังเจรจาแบบประชิดตัวกลับชื่นมื่นแกนนำม็อบเปลี่ยนทีท่าขอถ่ายรูปคู่แทน
(14ธ.ค.) เช้าวันนี้ เสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประมาณ 50 -60 คน นำโดยนางกัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจอ้อม และนายภูมิใจ ไชยยา หรือดีเจต้อม ได้ทยอยเดินทางมารวมตัวที่บริเวณด้านหน้าทางขึ้นอ่างเก็บน้ำกาแล ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ของสำนักงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) โดยแกนนำกลุ่มเสื้อแดงได้ประกาศเรียกระดมคนให้มาชุมนุมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงความไม่พอใจ
โดยอ้างว่าที่ผ่านมานายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดังรายการ”เรื่องเล่าเช้านี้”อ่านข่าวไม่เป็นกลาง เมื่อทราบว่านายสรยุทธ์พร้อมกับพิธีกรอีก 3 คนและทีมงานมาใช้พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำกาแลในการตั้งกล้องออกอากาศรายการสด จึงมารวมตัวกดดันและโห่ร้องแสดงความไม่พอใจระหว่างที่นายสรยุทธ์และทีมงานกำลังออกอากาศส่งผลให้ตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ โดยพ.ต.อ.กฤตธาพล ยี่สาคร ผกก.สภ.ภูพิงคฯ ระดมกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 50 นาย มาสกัดกั้นบริเวณประตูทางขึ้นรวม 2 ชั้น ด่านแรกห่างจากจุดที่ออกรายการประมาณ 300 เมตรมีคนเสื้อแดงอยู่กันหนาแน่น
ต่อมาในเวลาประมาณ 08.20 น. แกนนำคือดีเจอ้อมและดีเจต้อมพร้อมคนเสื้อแดง 5-6 คนได้อาศัยช่วงที่เจ้าหน้าที่เปิดประตูให้รถโครงการหลวงเข้ามา กลุ่มคนเสื้อแดงได้พากันวิ่งผ่านด่านแรกขึ้นไปและไปติดอยู่ที่ด่านชั้นในซึ่งสามารถมองเห็นนายสรยุทธ์และทีมงานกำลังออกอากาศได้และสมาชิกเสื้อแดงบางคนได้ตะโกนส่งเสียงด่าทอนายสรยุทธ์เป็นระยะๆ แต่ตำรวจและรปภ.สำนักงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงฯสกัดกั้นไว้
จากนั้น ผกก.สภ.ภูพิงค์ฯ นายสราวุธ แซ่เตี๋ยว นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.เชียงใหม่และทีมงานรายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้เข้าเจรจากับแกนนำเสื้อแดงขอให้สลายตัวกลับ เพราะเกรงจะกระทบบรรยากาศการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ช่วงนี้ทางดีเจอ้อมได้บอกจุดประสงค์ที่คนเสื้อแดงเดินทางมาว่าไม่ต้องการจะสร้างความวุ่นวายหรือใช้ความรุนแรง และเจรจากับตัวแทนทีมงานรายการ”เรื่องเล่าเช้านี้”ว่า ขอเข้าไปคุยกับนายสรยุทธ์หลังจบรายการ ขณะที่นายสรยุทธ์พร้อมพิธีกรอีก 3-4 คนซึ่งรับทราบสถานการณ์ว่ามีกลุ่มเสื้อแดงมากดดันก็ยังคุมอารมณ์ไม่ได้วิตกกังวลและสามารถจัดรายการกันตามปกติ โดยในช่วงพักรายการนายสรยุทธ์บอกกับทีมงานว่า “ไม่อยากให้เป็นข่าวเพราะจะเสียบรรยากาศท่องเที่ยว”
จนกระทั่งเวลาประมาณ 08.50 น.หลังจบรายการแกนนำเสื้อแดงได้เดินมาพบนายสรยุทธ์และสองฝ่ายมีการพูดคุยกัน ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยสมาชิคนเสื้อแดงที่ไม่ใช่แกนนำถูกกันตัวไว้ที่ด่านด้านนอก
นางกัญญาภัค กล่าวว่า ที่คนเสื้อแดงมาวันนี้เนื่องจากไม่พอใจที่หนึ่งในทีมพิธีกรรายการเรื่องเล่าเช้านี้คือนายภาษิต อภิญญาวาท ซึ่งจัดรายการคู่กับนายสรยุทธ์หลายวันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางมาจ.เชียงใหม่ ผู้ประกาศได้อ่านข่าวและพูดว่านางกัญญาภัคหรือดีเจอ้อมจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญนายกฯ แล้วตกลงว่านางกัญญาภัคนั้นเป็นคนเสื้อสีอะไรแน่ และขอให้นายสรยุทธ์ อ่านข่าวให้เป็นกลางด้วย ตนในฐานะคนจัดรายการทีวีคนเสื้อแดงถือว่าเป็นรุ่นน้องก็อยากจะมาขอพูดคุยแลกเปลี่ยนและขอเบอร์มือถือไว้ด้วย
ด้านนายสรยุทธ์ พิธีกรชื่อดัง กล่าวกับแกนนำแดงว่า ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้สื่อนั้นเลือกข้าง แม้แต่ดีเจอ้อมก็เลือกข้าง แต่รายการของตนนั้นยืนยันว่าอยู่ตรงกลาง ไปเทียบได้เลยกับรายการอื่นๆ ซึ่งตนนั้นสีเหลืองก็ด่า สีแดงบางทีก็ต่อว่าและน้อยใจ แต่ที่นำเสนอผ่านรายการนั้นขอให้เข้าใจว่ามันเป็นไปตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้น แต่เราก็พยายามที่จะรักษาความเป็นกลางเอาไว้
หลังการเจรจาพูดคุยกันไม่ถึง 10 นาที ทางแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงก็ขอบันทึกภาพกับทีมพิธีกรรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” และเดินกลับออกไปแจ้งให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัวโดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น
รายงานข่าวแจ้งว่าการออกอากาศระดมคนมาชุมนุมแสดงความไม่พอใจนายสรยุทธ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น มีการปลุกระดมคนผ่านทางสถานีวิทยุต่อเนื่องก่อนหน้ามาตั้งแต่เมื่อเช้าวาน(13 ธ.ค.) โดยคนเสื้อแดงบางรายขู่จะนำปลาร้ามาไล่ปาต้อนรับ
“เสธ.แดง”จวกกองทัพ”ปกครองแบบลูกนักเลง”เสนอพักราชการ พท.ซัดกลาโหม”2มาตรฐาน”ขู่ใช้ม.157ฟัน
มติชน : พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรวงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงกรณีกองทัพบกเสนอให้พักราชการตนเอง และ ดำเนินการโทษทางอาญาทหารว่า การดำเนินการเช่นนี้ถือเป็นการปกครองลูกนักเลง ไม่ใช่เป็นไปตามระบบผู้บังคับบัญชา และ ผู้ใต้บังคับบัญชา โดย พล.ต.ขัตติยะ ระบุว่า เรื่องที่กองทัพบกเสนอต่อกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องการเดินทางไปกัมพูชา และไม่ใช่เรื่องการนำทหารพรานเข้าร่วมการชุมนุม แต่เป็นเรื่องเก่าที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้น ซึ่งเป็นเรื่องทางวินัย
นอกจากนี้ เสธ.แดง กล่าวว่า ในการสอบสวนครั้งก่อนหน้านี้ตนได้เซ็นชื่อรับทราบแล้วว่าจะไม่กระทำการใดๆ หรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอีก หากว่าคณะกรรมการจะไม่ดำเนินการทางอาญา แต่ต่อมาปรากฏว่ามีการทำคดีอาญาควบคู่ไปด้วย ตนจึงไม่สามารถเซ็นรับทราบการสอบสวนครั้งก่อนหน้านี้ได้
เพื่อไทยซัดกห.สั่งพักราชการ”เสธ.แดง” ปฏิบัติ2มาตรฐาน
นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.แถลงถึงกรณีที่กองทัพบกตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนการออกมาแสดงความเห็นของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกในกรณีที่พล.ต.ขัตติยะ ออกมาให้สัมภาษณ์ดูหมิ่นผู้บังคับบัญชา ซึ่งล่าสุดปรากฎว่ามีคำสั่งให้พักราชการพล.ต.ขัตติยะแล้ว ว่า กรณีดังกล่าวมีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนมายังพรรคเพื่อไทยว่าการดำเนินการของกองทัพบกในครั้งนี้พล.ต.ขัตติยะน่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และอาจถูกปฎิบัติแบบสองมาตราฐานของรัฐบาล เหมือนกับกรณีการสอบสวนกระทำผิดอื่นๆที่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่มีการมอบตำแหน่งพี่ใหญ่ของกองทัพเข้าไปดูแลกระทรวงกลาโหม ก็มีคำสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้กำลังพลออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชุดนี้
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. กล่าวว่า นอกจากนั้นกองทัพยังวางเฉยกับฝ่ายที่จงใจบุกรุกสถานที่ราชการทั้งๆที่กองทัพเป็นผู้รับผิดชอบ ถือได้ว่าเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ซึ่งต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากนี้ การกระทำบ่อยครั้งของผู้นำในกองทัพสะท้อนให้เห็นถึงความเป็น 2 มาตราฐาน ซึ่งคนในกองทัพเองก็ตั้งข้อสังเกตว่าการเป็นทหารที่ดีเหมือนผู้นำกองทัพออกมาพูดนั้น หมายถึงต้องร่วมรัฐประหารและจงใจละเว้นการปฎับติหน้าที่เลือกไม่เอาผิดกับคนบางกลุ่มบางคนใช่หรือไม่
ผลสอบ”เสธ.แดง”ถึงสำนักปลัดกห.แล้ว
ก่อนหน้านี้้เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงถึงผลการสอบสวนทางวินัย พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ส่งจากกองทัพบก ว่า ช่วงบ่ายวันที่ 11 ธันวาคม หนังสือผลการสอบสวนได้ส่งถึงสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมแล้ว และจากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า มีส่วนแง่มุมของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทางสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมจึงส่งต่อให้กรมพระธรรมนูญไปพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับรายละเอียดในขั้นต้น เพื่อให้ครอบคลุมในแง่ของกฎหมาย โดยจะเร่งดำเนินการในการพิจารณาตามกระบวนการของการตรวจสอบ คิดว่า คงจะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาไม่นาน ทั้งนี้เมื่อกรมพระธรรมนูญพิจารณาในข้อกฎหมายแล้วจะส่งผ่านให้ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม นำเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อพิจารณาต่อไป
เสนอพักราชการ”เสธ.แดง”
รายงานข่าวจากกองทัพบกแจ้งว่าคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนความผิดทางวินัยพล.ต.ขัตติยะ ซึ่งมี พล.ท.มาโนช เปรมวงศ์ศิริ รองเสนาธิการทหารบก เป็นประธานนั้น มีการตั้งกรอบความผิดไว้ 2 ข้อ คือ 1.การหนีราชการไปต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 2.การให้สัมภาษณ์ดูหมิ่นผู้บังคับบัญชา ระหว่างสอบสวนได้เรียก พล.ต.ขัตติยะ มารับทราบ และกำชับให้หยุดการให้สัมภาษณ์ที่ดูหมิ่นผู้บังคับบัญชา และหยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกอย่าง และ พล.ต.ขัตติยะรับปากที่จะหยุดการเคลื่อนไหว แต่สุดท้ายกลับยังดำเนินการตามเดิม พร้อมกับนำอดีตทหารพรานมาร่วมชุมนุม ซึ่งถือเป็นสิ่งไม่เหมาะสม ทางคณะกรรมการสอบสวน จึงมีมติเสนอความเห็นถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้พักราชการ พล.ต.ขัตติยะ ฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ซึ่งกองทัพบกส่งเรื่องผ่านไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อให้ พล.อ.ประวิตร พิจารณาแล้ว
“ชี้เป็นอำนาจ”ประวิตร”สั่งลงโทษ
“สำหรับความผิดในลักษณะนี้ หากเข้าสู่การพิจารณาของศาลทหารก็จะดูที่ พล.ต.ขัตติยะ ให้สัมภาษณ์ดูหมิ่นผู้บังคับบัญชา โดยความผิดนั้นรุนแรงอาจถึงขั้นไล่ออกจากราชการได้เนื่องจากถือว่าเป็นทหารระดับนายพล แต่ปฏิบัติตัวไม่ให้ความเคารพผู้บังคับบัญชา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดวินัยอย่างร้ายแรง”
แหล่งข่าวกล่าว และว่า การนำอดีตทหารพรานมาแถลงข่าว เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ของ พล.ต.ขัตติยะนั้น เป็นอดีตทหารพรานเพียงไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่จะเป็นคนเสื้อแดงที่แต่งชุดทหารพราน โดยการกระทำดังกล่าวมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ติดตามดูตลอดเพราะถือเป็นการกระทำที่ปลุกระดมให้ต่อต้านรัฐบาลและกองทัพจึงพิจารณาเห็นสมควรที่จะต้องลงโทษพล.ต.ขัตติยะ อย่างไรก็ตาม การตัดสินขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะกองทัพบกเพียงเสนอแนวความคิดเท่านั้น เพราะข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมที่จะสั่งพักราชการนายทหารชั้นสัญญาบัตรนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องเป็นผู้สั่งการโดยตรง
“ไกรศักดิ์”จี้กองทัพไล่”เสธ.แดง”ออก
ด้าน นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.ต.ขัตติยะ นำทหารพราน 200 นาย เข้าร่วมการชุมนุมกับคนเสื้อแดงว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมกองทัพบกถึงไม่ดำเนินการอะไรกับ พล.ต.ขัตติยะ แต่กลับปล่อยให้เพ่นพ่านในสังคม โดยเฉพาะการนำทหารพรานเข้าร่วมการชุมนุมกับคนเสื้อแดง เชื่อว่าคงไม่ใช่ทหารพราน เพราะทหารพรานจะมีวินัย คงไม่มาเดินตามคนแบบนี้อย่างแน่นอน ที่ผ่านมาไม่เคยเห็น พล.ต.ขัตติยะมีผลงานในทางราชการหรือทำอะไรเพื่อบ้านเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมชัดเจนว่าเป็นพวกเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีหลักฐานชัดเจนว่าเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่กัมพูชา จึงสงสัยว่าทำไมกองทัพถึงยังปล่อยคนแบบนี้ให้อยู่ในกองทัพ โดยไม่ยอมจัดการอะไร รู้สึกแปลกใจว่า เสธ.แดงเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของกองทัพได้อย่างไร และแปลกใจว่าทำไมถึงได้ยศนายพล ตนเคยเห็นคนรอบข้างมีแต่คนแปลกๆ ใส่พระเครื่องเต็มคอ จึงไม่แปลกใจว่าทำไม เสธ.แดงถึงเป็นคนแปลกเช่นนี้ ตนอยากให้มีการทบทวนระบบการติดยศนายพลให้กับนายทหาร เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้ประเทศไทยมีทหารยศนายพลกว่า 1,000 นาย ขณะที่ประเทศจีนมีประชากรมากกว่าพันล้านคนแต่มีนายพลเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้นเอง
เสธ.แดงคุมทหารพรานร่วมชุมนุมเสื้อแดง-ทักษิณโฟนอินพร้อมเจรจา
ข่าวสด : เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้จัดการชุมนุมเพื่อรำลึกวันรัฐธรรมนูญ และจุดเทียนชัยถวายพระพร โดยตั้งเวทีบนฐานของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หันหน้าไปทางสะพานผ่านพิภพลีลา โดยผู้ชุมนุมได้ร่วมชุมนุมบนถนนราชดำเนินทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก ต่อมาเวลา 11.50 น. กลุ่มการ์ดเสื้อแดงได้นำแผงเหล็กมากั้นบริเวณถนนราชดำเนิน ทำให้ต้องปิดการจราจรตั้งแต่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา ถึงแยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และถนนทุกสายที่มุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถูกปิดหมด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากบช.น.หลายร้อยนายมาดูแลความเรียบร้อย ตั้งด่านโดยรอบทางเข้าพื้นที่ เพื่อตรวจค้นอาวุธของผู้ชุมนุมที่จะเข้าพื้นที่ชุมนุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการชุมนุมได้มีคนเสื้อแดงทยอยเข้ามาร่วมชุมนุมตั้งแต่ช่วงเที่ยง ส่วนใหญ่ยังหลบแดดอยู่ตรงฟุตปาธ นอกจากนี้ ยังมีแม่ค้าเข้าไปจับจองซุ้มที่จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อจำหน่ายสินค้าที่ระลึกและอาหาร ส่วนบนเวทีปราศรัยยังคงเป็นการปราศรัยโจมตีรัฐธรรมนูญปี 2550 สลับการแสดงดนตรี ทั้งนี้ ทางการ์ดเสื้อแดงได้ตั้งจุดตรวจบัตรประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมทุกทางเข้าออกอย่างเข้มงวด
ทหารพรานปักธงชัยโผล่แจม
ต่อมา เวลา 12.30 น. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้มาร่วมสังเกตการชุมนุม พร้อมทหารพรานจากค่ายปักธงชัย โดยพล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า สาเหตุที่นำทหารพรานประมาณ 200 คน มาจาก ชด.513 ค่ายปักธงชัย จ.นครราชสีมา เพื่อป้องกันนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่จะนำคนเสื้อน้ำเงินมาโจมตีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะเกรงจะไปขัดขวางการจัดงานวันพ่อที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยทหารพรานที่มาวันนี้มามือเปล่าไม่มีอาวุธ ซึ่งทหารพรานเหล่านี้ปลดประจำการเป็นพลเรือนแล้ว แต่นำชุดทหารพรานมาแต่ง และที่มีแม่ทัพนายกองบอกว่า ถ้าวันนี้ทหารพรานออกมาจะขอลาออก วันนี้ต้องลาออกจากผบ.ทบ. เพราะทหารพรานมาตามสัญญา
นายมงคล สารพัน อาสาสมัครทหารพราน กองร้อยที่ 9 ค่ายปักธงชัย ให้สัมภาษณ์ว่า ตนพร้อมเพื่อนอดีตอาสาสมัครทหารพราน 60 คน มาร่วมชุมนุมเพื่อแสดงพลังทางประชาธิปไตย ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่นายทหารยศพล.อ.คนหนึ่งได้นำเงินสนับสนุน 5 ล้านบาท ไปมอบให้กับชมรมทหารพรานที่ค่ายปักธงชัย ทั้งที่มีทหารพรานทั่วประเทศ วันนี้พวกตนมาด้วยมือเปล่าไม่มีอาวุธ มาเพื่อต่อสู้ตามระบอบประชาธิป ไตย และขอให้ทหารที่ประจำการอยู่อย่าทำร้ายประชาธิปไตยอีกเลย นอกจากพวกตนแล้ว นอกรอบของเวทียังมีทหารที่เป็นแนวร่วม แต่ไม่สามารถเปิดเผยตัวได้อีก 1,000 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น่าสังเกตว่า นายมงคลได้เหน็บมีดพกขนาดกลางไว้ที่เอวด้วย
“ตู่”แฉเนวินส่งแดงปลอมป่วน
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. แถลงว่า ช่วงเช้าตนได้รับรายงานจากแกนนำคนเสื้อแดงที่จ.บุรีรัมย์ ว่า มีการระดมชาวบุรีรัมย์ โดยแจกเสื้อสีแดงนำขึ้นรถทัวร์ 4 คันมาที่กรุงเทพฯ บังเอิญมีคนเสื้อแดงติดขึ้นไปบนรถ และเห็นว่ามีการนำเหล็กแป๊บน้ำขึ้นรถไปด้วย เมื่อตนได้รับรายงานจึงประสานนายประดิษฐ์ ภัทรประ สิทธิ์ รมช.คลัง ให้ไปเตือนนายเนวิน ชิดชอบ ว่าอย่านำกำลังดังกล่าวเข้ามา เพราะไม่สามารถรับมือกับมวลชนเสื้อแดงเรือนแสนคนได้ และสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีการสั่งการให้อบต.ทั่วประเทศระดมมวลชนโดยแจกเสื้อสีชมพูและกระเป๋าผ้าของพรรคภูมิใจไทย ให้เข้ามาร่วมงานเฉลิม พระเกียรติที่กรุงเทพฯ
นายจตุพร กล่าวว่า การเป็นประธานจัดงานเฉลิมพระเกียรติของนายเนวิน จึงเป็นเรื่องการเมืองโดยตรง วันนี้มีภารกิจซ้ำซ้อนด้วยการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งตนหวังว่าสิ่งที่กังวลจะไม่เกิดขึ้น เพราะหากการ์ดคนเสื้อแดงจับคนสร้างสถานการณ์ได้ และรู้ว่ามาจากนายเนวิน คนเสื้อแดงจะนำไปส่งกับนายเนวิน หากพบว่าเป็นคนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็จะนำไปส่งนายสุเทพ และคนเสื้อแดงพร้อมชุมนุมยืดเยื้อทันที แต่หากไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น การชุมนุมจะยุติในเวลา 24.00 น. แล้วค่อยไปกำหนดท่าทีอีกครั้งหลังวันที่ 15 ธ.ค. ทั้งนี้ การชุมนุมวันนี้ไม่ได้เป็นการไล่รัฐบาล
ตร.เผยมีผู้ชุมนุมร่วมหมื่นคน
เวลา 16.30 น. พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ผบก. ประจำ บช.น. ในฐานะโฆษกตร. ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ได้เพิ่มกำลังของบช.น. เข้าเสริมการดูแลความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีก 7 กองร้อย ซึ่งเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วและชุดควบคุมฝูงชน เนื่องจากคาดว่าในช่วงเย็นจะมีผู้ชุมนุมเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งจะมีประชาชนมาเยี่ยมชมงาน 5 ธันวา ที่สวนอัมพรและลานพระบรมรูปทรงม้า ขณะนี้มีผู้ชุมนุมประมาณ 10,000 คน คาดว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมสูงสุดในเวลา 19.00 น. ที่แกนนำแจ้งว่าจะมีการจุดเทียนชัยถวายพระพร และการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ สำหรับเส้นทางจราจรขณะนี้มีการปิดถนนราชดำเนินกลางถึงแยกจปร. ถนนคอกวัว ถนนดินสอถึงแยกวันชาติ แยกเสาชิงช้า ถนนหลานหลวงถึงจักรพรรดิพงศ์
เมื่อถามว่ามีรายงานการจับกุมชาวต่างด้าว 3 คน ได้บริเวณพื้นที่ชุมนุมหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะ ปฏิเสธว่ายังไม่ได้รับรายงาน มีแต่เจ้าหน้าที่ที่ออกตรวจตราได้รับแจ้งพบกระเป๋าสะพายสีน้ำ ตาลพันด้วยเทปกาวสีดำต้องสงสัยที่หน้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่เมื่อตรวจสอบแล้วภาย ในมีเพียง เครื่องเขียน ตั๋วเดินทาง คาดว่ามีผู้ลืมทิ้งไว้ จึงส่งให้สน.ชนะสงคราม เก็บรักษาไว้
จับโจ๋ต่างด้าวดอดร่วมวง
เวลา 17.30 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. แถลงด้านหลังเวทีว่า ในเวลา 19.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ จะวิดีโอลิงก์เข้ามาเพื่อรำลึกถึงการใช้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยและนำกล่าวถวายพระพรในหลวง ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายการ์ดเสื้อแดงได้จับกุมตัววัยรุ่นต่างด้าว 3 คน เชื้อชาติพม่า 2 คน กัมพูชา 1 คนในพื้นที่ชุมนุม โดยทั้ง 3 คนไม่ได้ใส่เสื้อแดง จึงควบคุมตัวส่งตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ เพื่อสืบสวนที่มาต่อไป
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนอดสงสัยไม่ได้ว่าคนต่างด้าวที่จับกุมได้จะเป็นฝีมือรัฐบาลที่ต้องการใส่ร้ายป้ายสีพวกเราหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลประกาศจะมีคนต่างด้าวมาร่วมชุมนุม ขอเรียกร้องตำรวจให้สอบว่าคนต่างด้าวทั้ง 3 ถูกรัฐบาลว่าจ้างมาหรือไม่ หากเป็นจริง นายกฯ และรัฐบาลต้องรับผิดชอบ
แฉกลุ่มป่วนบุรีรัมย์ซุ่มสุวรรณภูมิ
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า จากรายงานข่าวของตนทราบว่า มีชายฉกรรจ์จากจ.บุรีรัมย์ นั่งรถทัวร์มาจากบุรีรัมย์ มารวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งคล้ายกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินที่มารวมตัวในเหตุการณ์เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา และทราบด้วยว่ากลุ่มคนดังกล่าวจะเคลื่อนขบวนจากสุวรรณภูมิมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเวลา 19.00 น. และใส่เสื้อแดงมาแฝงตัวในที่ชุมนุม ซึ่งตนไม่ทราบเจตนา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบด่วน
แกนนำนปช. กล่าวว่า ขอถามนายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ว่า ต้องการแตกหักกับคนเสื้อแดงตอนนี้เลยใช่หรือไม่ ที่ส่งกลุ่มคนดังกล่าวแฝงตัวเข้ามาชุมนุมและขอถามนายเนวิน ชิดชอบ ว่ามีส่วนในเรื่องนี้หรือไม่ และการเป็นประธานจัดงานฉลองพระเกียรติและเป็นประธานก่อกวนใส่ร้ายคนเสื้อแดงเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่และทำได้อย่างไร หากเกิดเหตุรุนแรงจากมือรัฐบาลจริง แกนนำจะประชุมเร่งด่วนเพื่อหามติดำเนินการต่อ
แดงแห่ตบเท้ารอฟัง”แม้ว”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นและค่ำ ประชาชนทยอยมาร่วมชุมนุมจำนวนมากเกือบ 1 หมื่นคน โดยบนเวทีมีการปราศรัยโจมตีรัฐ ธรรมนูญ ฉบับปี 2550 รัฐบาลและพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
เวลา 19.15 น. ที่เวทีกลุ่มคนเสื้อแดง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้วิดีโอลิงก์ปราศรัยกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า 77 ปีที่แล้วเรามีธรรมนูญการปกครองชั่วคราว รัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งมาตรา 1 ระบุว่าอำนาจเป็นของราษฎร แต่วันนี้ผ่านมา 77 ปี ประเทศถูกปกครองด้วยคนกลุ่มน้อย มีคนแอบสั่งราชการทำให้บ้านเมืองลำบาก ประชาชนต้องทุกข์ยากกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคม โดยคนที่แอบสั่งราชการไม่ต้องรับผิดชอบเหมือนตอนนี้นอกจากมีรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยแล้ว ยังมีรัฐมนตรีสั่งการที่ไม่ต้องเซ็น ไม่ต้องรับผิดชอบแต่ได้ส่วนแบ่งมากกว่า จึงขอให้พอได้แล้ว นักการเมืองขอให้คิดถึงประชาชน เพราะนักการเมืองเกิดมาจากประชาชนที่ลงคะแนนให้ ขอให้คำนึงถึงความเดือดร้อน เพราะปัญหาของประเทศเกิดจากประชาธิปไตยที่ไม่มั่นคงและการเมืองที่ไม่มั่นคง
ย้ำพร้อมเจรจา-ไม่คิดนั่งนายกฯ
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เดิมตอนใช้รัฐ ธรรมนูญปี 2540 ประชาธิปไตยมั่นคง แต่การเมืองไม่มั่นคงเพราะการรวมตัวของกลุ่มที่เสียประโยชน์จนต้องยุบสภา เมื่อมีการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เล่นตามกติกา ไม่ส่งคนลงเลือกตั้ง เป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงของประชาธิปไตยอีกครั้ง ตอนนี้จึงควรพอได้แล้ว เรามีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ แค่นี้ก็หนักพอแล้ว ขอให้นายอภิสิทธิ์ อย่าเป็นมิสเตอร์ออฟโพซิท ที่เห็นสิ่งที่ดีเป็นไม่ดี ซึ่งที่ไม่ดีก็บอกว่าดี ขอให้เอาประชาธิปไตยคืนให้ประชาชน และไม่ต้องห่วงตน
“ถ้ากลัวผมก็ไม่ต้องทำขนาดนี้ แม้จะระเหเร่ร่อนอยู่ในต่างประเทศ แต่ผมยังฟังภาษาไทยได้ชัด ไม่ว่าจะจากโทรศัพท์หรือมาพูดคุยกันโดยตรง ยังฟังชัดและพูดชัด ถ้าอยากพูดให้รู้ก็มาพูดให้รู้เรื่องได้ ใจผมยังช่วยประเทศไทยได้อีกเยอะแม้จะอยู่ต่างประเทศก็ตาม แต่ถ้าเขาบอกให้หยุดพูดกับเสื้อแดง ก็ต้องถามว่าถ้าไปปล้นเขามาแล้วเจ้าทรัพย์มาทวงทรัพย์คืน ก็บอกให้เขาอยู่เฉยๆอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ขอให้คืนรัฐธรรมนูญปี 2540 มา ถ้าเป็นเช่นนั้นพร้อมจะพูดคุยทุกอย่าง ผมเป็นหนี้บุญคุณคนเสื้อแดงที่ให้กำลังใจมาตลอด ไม่ได้หวังจะกลับมาเป็นนายกฯ แต่หวังที่จะกลับมารับใช้ประชาชนอีก” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
หวานใส่ม็อบแดงร่วมสู้มานาน
อดีตนายกฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุม เราต่อสู้กันมานาน การ์ดก็ยังไม่ตก ยังฟุตเวิร์กได้อยู่เสมอ วันนี้เรามาถวายพระพร แม้จะไม่มีงบประมาณที่โกงมาเอามาใช้มากมาย แต่ทุกคนก็มาด้วยใจ แสดงให้เห็นว่าคนเสื้อแดงรักในหลวงเหมือนกัน อย่ามองว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่คนไทยหรือไม่จงรักภักดี เพราะสีแดงเป็นสีของชาติ ซึ่งเราจงรักภักดีเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ได้นำจุดเทียนถวายพระพร และร่วมร้องเพลงสดุดีมหาราชาและเพลงสรรเสริญพระบารมี อย่างไรก็ตาม หลังจากจบวิดีโอลิงก์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ผู้ชุมนุมบางส่วนเริ่มทยอยกลับ
นปช.นัดหลังปีใหม่ไล่รัฐบาล
เมื่อเวลา 20.30 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานนปช.แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวปราศรัยบนเวทีว่า หลังปีใหม่ ในช่วงเดือนม.ค.2553 คนเสื้อแดงจะมีการขับเคลื่อนเพื่อขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง ขอให้รัฐบาลเตรียมรับมือการชุมนุมของคนเสื้อแดงให้ดี ครั้งนี้จะมีผู้ชุมนุมมากขึ้น ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ได้ประชุมแกนนำคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศแล้ว โดยกำชับให้แกนนำทั่วประเทศเตรียมพร้อม และให้หาตัวแทนทุกหมู่บ้าน เพื่อให้มีผู้ชุมนุมเดินทางมาพร้อมกันให้มากที่สุด ครั้งนี้จุดจบของรัฐบาลก็จะมาถึง เนื่องจากเป้าหมายของคนเสื้อแดงคือการล้มรัฐบาล และฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยจะเน้นปริมาณจำนวนคนให้ได้ 1 ล้านคน และใช้แนวทางสันติวิธี ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรม นูญที่ทางรัฐบาลเสนอนั้น มองว่าหากรัฐบาลต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ ก็สามารถนำร่างที่คปพร.เสนอมาพิจารณาได้เลย
กก.สมานฉันท์ฯรุกหนักนายกฯ เดินหน้าทำบ้านเมืองปกติสุข ยุติความแตกแยก ยุใช้วิธีเจรจาทั้ง”ลับ-แจ้ง”
มติชน : นายดิเรก ถึงฝั่ง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงรูปธรรมนำไปสู่การทำให้บ้านเมืองสงบตามพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ มิใช่มีแค่กรอบ 3 การแก้ไขรัฐธรรมนูญระยะเร่งด่วน แต่ยังมีกรอบ 1 เรื่องการสร้างความสมานฉันท์ และกรอบ 2 เรื่องการปฏิรูปการเมือง ซึ่งสามารถทำได้เลย ตนย้ำเรื่องนี้มาหลายรอบตั้งแต่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้วว่า รัฐบาลต้องเป็นแกนนำที่ดำเนินการพร้อมกันทุกกรอบ เช่น การลดวิวาทะ การลดการสร้างเงื่อนไขใหม่ การเจรจา เป็นต้น แต่นี่ไม่มีการทำ แถมคนข้างๆ นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ยุติการตอบโต้ ฉะนั้นหากรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมาถือธงนำในการปฏิบัติ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
“แม้พรรคเพื่อไทย หรือ แกนนำ นปช. จะออกมาพูดโจมตีใส่ร้ายอย่างไร ถ้าผมเป็นนายกฯ ผมจะนิ่ง ทำงานเพื่อพิสูจน์อย่างเดียว และไม่พูดมาก สังคมก็จะเห็นเอง เขาจะใส่ร้ายก็ปล่อยเขา เพราะประชาชนไม่โง่ และรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถ้าตอบโต้ตลอดเวลาอยู่อย่างนี้ มันจึงกลายเป็นชิงไหวชิงพริบในการพูดเสียมากกว่า เป็นการโต้วาที แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาบ้านเมือง การทำแบบนี้จึงเป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอไป ผมขอเรียกร้องให้เกิดการปฏิบัติจริง และปฏิบัติพร้อมกันทั้ง 3 กรอบที่เสนอไป” นายดิเรกกล่าว
ยุเจรจา-เริ่มต้นกับฝ่ายค้านก่อน
นายดิเรกกล่าวว่า เรื่องการเจรจาตามข้อเสนอนั้น ถ้าทุกคนเห็นแก่บ้านแก่เมือง ทำไมจะเจรจากันไม่ได้ เช่น เป็นไปได้หรือไม่ที่นายกฯจะเชิญฝ่ายค้านมาปรึกษาหารือ หาทางเลิกทะเลาะกัน ถ้านายกฯเปิดเกมอย่างนี้ก็จะมีการเจรจาได้ ไม่ใช่ต้องไปเจรจาแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเพียงคนเดียว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเจรจาแล้วคือแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นแต่สุดท้ายฝ่ายค้านก็ถอนตัวหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาสั่งการ นายดิเรกกล่าวว่า ฝ่ายค้านก็มีเหตุผลของตนเอง โดยมองว่า เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว ทำไมไม่ยกร่างเป็นร่างเดียว 6 ประเด็น รวมใจกันทำ แต่พอรัฐบาลให้แยกเป็น 6 ร่าง ร่างละประเด็น ฝ่ายค้านก็มองว่า รัฐบาลจะไม่เอาอันไหน ก็ไม่โหวตให้ได้ และเห็นว่า รัฐบาลจะซื้อเวลาด้วยการประชามติอีก ทั้งที่มาตรา 291 กำหนดให้รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญได้เลย ตรงนี้จึงเป็นความรู้สึกขัดแย้งขึ้นมา สุดท้ายทั้งสองฝ่ายมองกันไปมาด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจ
รบ.ไม่เป็นเจ้าภาพก็ไปไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นจริงๆ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ต้องการรับโทษและไม่ต้องการโดนยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท โดยอ้างว่าไม่ยุติธรรมเพราะเป็นผลต่อเนื่องจากการรัฐประหาร นายดิเรกกล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ที่การได้คุยกันก่อน ประเด็นไหนเจรจาไม่ได้ ก็ยกเก็บไว้ก่อน อันไหนทำได้ก็ทำ ก็จะค่อยๆ เริ่มเข้าใจกัน ถ้ารัฐบาลทำเหมือนแมวไล่จับหนูตลอดเวลา หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ และฝ่ายค้าน สู้เพื่อป้องกันตัวเองตลอดเวลา ก็ไม่สำเร็จ หรืออย่างฝ่ายค้านบอกว่า คดีเสื้อเหลืองปิดสนามบินสุวรรณภูมิทำไมไม่คืบ แต่คดีเสื้อแดงคืบเอาคืบเอา รัฐบาลก็ต้องชี้แจงด้วยเหตุผลเพื่อให้เข้าใจกัน
เมื่อถามถึงความจำเป็นที่จะต้องนำร่างกฎหมายปรองดองหรือพวกกฎหมายนิรโทษกรรมมาคุยกันหรือไม่ นายดิเรกกล่าวว่า หากเริ่มพูดคุยกันได้ มีอะไรก็เอามาวางต่อรองกัน และพิจารณากันดูเป็นประเด็นไป งานก็เดินหน้า ร่างกฎหมายปรองดอง อาจเป็นลักษณะหนึ่งก็ได้ถ้าสมมุติว่าพูดคุยกันได้จบ แต่นี่ยังไม่ได้คุยกันเลย รัฐบาลก็ไม่เป็นเจ้าภาพที่จะเริ่ม เรื่องก็ไปไหนไม่ได้
ต้องต่อยอดทั้งทางลับและแจ้ง
นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทย ในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงแนวทางรูปธรรมในการทำให้บ้านเมืองสงบว่า ข้อเสนอของกรรมการสมานฉันท์ฯ ในส่วนกรอบแรกว่าด้วยแนวทางสร้างสมานฉันท์ ซึ่งมี 6 ข้อ ได้แก่ การลดวิวาทะ การไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ การให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้ามาเป็นเครือข่ายสร้างพื้นที่สมานฉันท์ การเจรจา การตั้งสมัชชาสมานฉันท์ส่วนภูมิภาค และสร้างรัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เหล่านี้ ยังไม่มีการปฏิบัติเป็นรูปธรรม คิดว่า รัฐบาลต้องเป็นผู้เริ่มได้แล้วและหลายอย่างทำได้เลยไม่ต้องลงทุน เช่นการลดวิวาทะ ดูอย่างงาน 5 ธันวาคม ที่รัฐบาลจัด ก็ระดมใจคนสามารถทำให้บรรยากาศลดความร้อนแรงลงได้มาก
“ต่อจากนี้ไป รัฐบาลต้องต่อยอด เช่น การเจรจา ทั้งทางลับและทางแจ้ง เริ่มจากตัวหลักทางการเมือง คือ ฝ่านค้านและรัฐบาล นายกฯสามารถเชิญ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของฝั่งนี้ มาร่วมกันได้ เพราะการเมืองตอนนี้มี 2 ขั้วใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ซึ่งต่อไปต่างก็ต้องสลับเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แล้วทำไมจะคุยกันไม่ได้ ส่วนการเจรจาทางลึก รัฐบาลสามารถเปิดการเจรจากับคนที่อยู่เบื้องหลังการที่เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือ และยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาอ้างได้ เริ่มจากเอาสิ่งที่คุยกันได้มาเจรจากันก่อน หรือหากรัฐบาลไม่ทำ ประธานสภา ที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย ก็สามารถผลักดันได้ วันนี้เป็นโอกาสดี เพราะคนไทยมีศูนย์รวมใจที่พระเจ้าอยู่หัวแล้ว และกระแสสังคมก็ต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน” นายตวงกล่าว
จตุพรแฉแผนรัฐป้ายสี ดิสเครดิตม็อบแดง
ไทยรัฐ : “จตุพร” แฉแผนรัฐดิสเครดิต ป้ายสีม็อบแดง ทำลายความชอบธรรมชุมนุม วันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. ยันชุมนุมคนละจุดกับการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ จี้”เนวิน”แจงรายได้สปอนเซอร์300ล้าน
เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง กล่าวว่า คนเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่วันที่ 10 ธค.เช่นเดิม แต่ทราบว่าขณะนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เตรียมป้ายสีเสื้อแดงโดยสร้างฉากให้คนต่างด้าวทำลายพระฉายาลักษณ์ตามถนนราชดำเนิน และให้ตำรวจเข้าจับกุมคนด่างด้าวใส่เสื้อแดงในวันที่ 10 ธ.ค. หากเป็นเช่นนั้น คนเสื้อแดงจะชุมนุมยืดเยื้อ แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้คนเสื้อแดงก็จะชุมนุมเที่ยงวันเลิกเที่ยงคืนในวันที่ 10 ธ.ค. เพียงวันเดียวเท่านั้นเนื่องจากเป็นวันรัฐธรรมนูญ
นายจตุพร กล่าวต่อว่า รายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดง ล่าสุด ระบุว่า มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐบีบบังคับบริษัทที่มีลูกจ้างเป็นคนต่างด้าวเพื่อเอาคนต่างด้าวเข้ามา 5 ,000 คน เดิมจะใช้วันที่ 28 พ.ย. จนถึงวันที่ 2 ธ.ค. ขณะนี้ ยังมีการดำเนินการอยู่โดยพวกของนายสุเทพ แต่ทำยอดได้เพียง 1,000 คน และบ่ายวันที่ 10 ธ.ค. กำหนดแถลงข่าว จับคนต่างด้าวใส่เสื้อแดงเรียบร้อย ดังนั้น จะใช้การ์ดรักษาความปลอดภัย (รปภ.) 2,000 นายของคนเสื้อแดง ตั้งด่านร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสะพานผ่านฟ้าผ่านมาสี่แยกคอกวัว เพื่อไม่ให้มีการป้ายสีคนเสื้อแดง ว่าทำลายพระฉายาลักษณ์ ทั้งนี้การชุมนุม อยู่คนส่วนกับพื้นที่ที่รัฐบาลจัดงาน โดยรัฐบาลจัดที่แยก จ.ป.ร.กับลานพระบรมรูปทรงม้า ส่วนของคนเสื้่อแดงจะใช้พื้นที่ ถนนราชดำเนินถึงผ่านฟ้า ดังนั้น การชุมนุมวันที่ 10 ธ.ค.ของคนเสี้อแดงจึงไม่กระทบกับการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ
แกนนำเสื้อแดง กล่าวด้วยว่า ได้รับทราบว่า การประชุมของหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลได้มีการวางแผนให้มีการวางระเบิดในช่วงปลายปีนี้ เช่นที่เกิดในปลายปี 2549 และโยนความผิดให้กับสามเกลอ ก่อนสร้างกระแสสกัดไม่ให้มีการชุมนุมใหญ่ช่วงเดือน ม.ค. หากมีการเหตุการณ์เกิดขึ้น เราพร้อมชุมนุมยืดเยื้อและจะเป็นการประกาศศึกที่เร็วขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง เพราะคนเสื้อแดงไม่สนใจ ไม่ถอยแล้ว
นอกจากนี้ นายจตุพร กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย แจกแจงรายได้สปอนเซอร์จาก คิงเพาเวอร์ รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย ทราบว่า รวมทั้งหมดมีรายได้เกินกว่า 250-300 ล้านบาท ยังไม่นับงบประมาณในการจัดงาน 150 ล้านบาท
เสธ.แดงเผยทหารพราน ติดอาวุธพร้อมรบ
ไทยรัฐ : เสธ.แดง รับลูกบิ๊กจิ๋ว ปูดแผนส่งมหาพรานแฝงเป็นการ์ดคนเสื้อแดง เตือนกองทัพอย่าออกมาในช่วงนี้ หวั่งเกิดสงครามกลางเมือง…..
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ระบุเตรียมกองกำลังทหารพรานค่ายปักธงชัย สปก.315 ที่เคยเป็นของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย รวมตัวปกป้องกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ขณะนี้ทหารพรานค่ายปักธงชัยที่ถูกยุบกำลัง รวมตัวออกมาเป็น 1,000 คน มีการเตรียมอาวุธหนักพร้อมรบ เพราะเห็นว่า รัฐบาลไม่มีความเป็นธรรมเกิดสองมาตรฐาน ตอนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ปิดสนามบิน แต่ทหารไม่ออกมาปราบปราม แต่เมื่อกลุ่มเสื้อแดงออกมาล้อมทำเนียบรัฐบาล อย่างเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทหารก็ออกมาปราบปรามใช้อาวุธปืนยิง ซึ่งทหารพรานเหล่านี้ จะออกมาแฝงเป็นการ์ดคนเสื้อแดง เวลามีม็อบเสื้อแดงก็จะแฝงตัวไป ดังนั้น ขอเตือนว่า ทหารอย่าออกมาช่วงนี้ เพราะจะถูกทหารพรานที่มีอาวุธพร้อมรบออกมา อาจทำให้เกิดสงครามกลางเมืองได้ ที่สำคัญ ทหารพรานเหล่านี้ใช้อาร์พีจีเก่งกว่าทหารหลัก
พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า การที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เรียกตนไปพบ เพราะต้องการไปเคลียร์ว่า อย่าเพิ่งให้ทหารพรานเข้ามา ปล่อยให้เป็นการต่อสู้กันเองของรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทั้งนี้การที่ทหารพรานออกมา เป็นเพราะ พล.อ.ชวลิต เป็นคนตั้งค่ายนี้ขึ้นมา เมื่อ พล.อ.ชวลิต ลงเล่นการเมือง จึงอยากจะออกมา และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีบุญคุณขึ้นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้
พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า กองทัพเวลานี้จะทำนิ่งเฉยไม่สนใจปัญหาชายแดน ทั้งที่กองทัพทำให้เสียชายแดนเขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งทหารกองกำลังภูมิภาคที่ 4 ของกัมพูชา เขานำทหารกลับไปฉลองชัยชนะ ที่สามารถยึดดินแดนไทยได้ และทำถนนลาดปูนอย่างดี โดยมีสมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นประธานที่ อ.เสียมราฐ กัมพูชา ซึ่งบริเวณนั้นไทยไม่สามารถเดินทางข้ามเข้าไปได้แล้ว ขณะนี้ขอท้าว่า ทหารไปลาดตะเวนถนนนั้นได้หรือไม่ เวลานี้อายแทนกองทัพ ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต และ พล.อ.พัลลภ ถูกหาว่า ขายชาติ แต่เวลานี้กองทัพภายใต้อำมาตยาธิปไตย กำลังทำให้คนไทยสิ้นชาติ ความจริงสมเด็จฮุน เซน ไม่ต้องการทะเลาะกับคนไทย แต่เขาไม่พอใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ไปดูถูกเขาว่าเป็นคนต่ำต้อย.
นปช.นัดชุมนุม10ธ.ค.เชิญนักกฎหมายร่วมวง – “จตุพร” ชี้สมช.วางแผนบึ้มปีใหม่โยนบาปเสื้อแดง
มติชน : นปช.เคาะวันชุมนุม 10 ธ.ค.วันรัฐธรรมนูญพร้อมเชิญนักกฎหมายร่วมวงเสวนา แจงชุมนุมโดยสงบ เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ไม่มีการเคลื่อนพล “จตุพร” ปูดถกสมช.วางแผนก่อวินาศกรรมวางระเบิดช่วงปีใหม่ โยนความผิดให้เสื้อแดง
เสื้อแดงนัดชุมนุม 10ธ.ค.จัดเสวนาเชิญนักกฎหมายร่วมวง
นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ร่วมแถลงข่าวจัดการชุมนุม วันที่ 10 ธันวาคม เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการเรียกร้องประชาธิปไตย จะมีการเสวนาปัญหาการเมืองและปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ซึ่งจะเชิญนักวิชาการ อาทิ นายอุดม มั่งมีดี อดีตผู้พิพากษาหัวคณะศาลฎีกา นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมเสวนา
การชุมนุมครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมที่สงบ ปราศจากอาวุธ และจะเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลา 12.00-24.00 น. พร้อมกันนี้ยืนยันไม่เคลื่อนการชุมนุมไปสถานที่ใด ซึ่งหากรัฐบาลจะประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อควบคุมการชุมนุมนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะพิจารณา
“จตุพร”โวย สมช.วางแผนบึ้มโยนบาปให้”เสื้อแดง”
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี การรายงานคณะรัฐมนตรี(ครม.) เรื่องการวางแผนที่จะวางระเบิดในช่วงวันปีใหม่ 2553 ว่า ในการสัมมนาของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 27-28 พ.ย.ที่จ.อยุธยา ได้แจ้งกับที่ประชุมว่า มีนายทหารคนหนึ่งยศนายพลคนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่าในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งหนึ่ง มีการประชุมและวางแผนที่จะก่อวินาศกรรมด้วยการวางระเบิดแล้วโยนความผิดให้กับคนเสื้อแดง แต่ที่ผ่านมาแกนนำเสื้อแดงไม่คิดว่าเชื้อชั่วยังไม่ยอมตาย จึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ จนเมื่อนายสุเทพ นำเรื่องนี้รายงานต่อที่ประชุม ครม. พวกตนจึงต้องสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา
“บิ๊กจิ๋ว”อุทาน”ฮ่วย” ได้ยินข่าว”เสธ.แดง”อ้างทหารพรานติดอาวุธร่วมม็อบแดง
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกอ้างว่าจะมีทหารพรานค่ายปักธงชัย ซึ่งมีความสนิทกับพล.อ.ชวลิต นำอาวุธมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง พล.อ.ชวลิต อุทานว่า “ฮ่วย” แล้วตอบว่า “นั่นมันนานแล้ว ก็อาจจะจิตใจผูกพัน แต่ทำไมมันต้องออกมาล่ะ สนิทกับผมแล้วทำไมต้องออกมาด้วยล่ะ”
เมื่อผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า พล.ต.ขัตติยะ อ้างว่าเป็นเพราะทหารค่ายปักธงชัยที่ไม่พอใจรัฐบาลประชาธิปัตย์ยุบค่ายนี้ทิ้ง พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า “อ๋อ ยุบค่ายทิ้งเหรอ จริงเปล่า พรรคประชาธิปัตย์ยุบค่ายทิ้งเหรอ จะได้นำหน้าเองเลย คงไม่ใช่อย่างนั้น การยุบค่ายทิ้งคงเป็นเพราะความต้องการของกองทัพ ท่านเป็นพรรคการเมืองจะไปยุ่งเรื่องทหารทำไม”
นอกจากนี้ พล.อ.ชวลิต ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ถูกโจมตีว่าถังแตกจนต้องขายคอนโดว่า พูดอย่างนี้น่าเกลียด เขาไม่ได้โจมตีแต่คงไม่เข้าใจ พูดจาค่อนข้างน่าเกลียด ซึ่งพอข่าวออกมาแล้วกลายเป็นเรามาโวยวายเรื่องเงินทอง น่าเกลียดมากเพราะเราไม่เคยพูดอย่างนั้น อาจเป็นข่าวที่ผิดพลาด ลูกสาวเราจะส่งลูกสาว (หลานสาวของพล.อ.ชวลิต) ไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เลยขาย เราก็เลยช่วยบอกต่อให้ด้วย
เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ที่นำเสนอข่าวนี้หรือไม่ พล.อ.ชวลิต ตอบว่า ขนาดด่าแม่ตัวเองยังไม่เคยฟ้องเลย เรื่องแค่นี้จะฟ้องทำไม อย่าไปอะไรกันเลย เข้าใจกันดีกว่า
“พท.-เสื้อแดง” ประกาศ “พักรบ”
ข่าวสด : แม้แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน จะตั้งโต๊ะแถลงเลื่อนการชุมนุมใหญ่วันที่ 28 พ.ย. ถึง 2 ธ.ค. ออกไปโดยไม่มีกำหนด
โดยระบุเหตุผลว่า เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวไม่เหมาะสม และเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความบริสุทธิ์
แต่กลุ่มเสื้อแดงในพื้นที่ต่างจังหวัดยังคงเคลื่อนไหวขับไล่รัฐมนตรีที่เดินทางลงพื้นที่
จึงมีเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้
วันที่ 30 พ.ย. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จึงออกมาแถลงถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยในช่วงเดือนธ.ค.นี้ ว่า
จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนของสำนักวิจัยหลายสำนัก เห็นตรงกันกับพรรคเพื่อไทยว่าช่วงเดือนธ.ค.นี้ถือเป็นเดือนแห่งความสุข จึงหารือกับคณะผู้บริหารพรรค มีความเห็นร่วมกันว่า
สมควรชักชวนให้รัฐบาลพักรบชั่วคราวช่วงเดือนธ.ค.นี้ แล้วค่อยไปต่อสู้ทางการเมืองตามครรลองระบอบประชาธิปไตยใหม่อีกครั้งในช่วงเดือนม.ค.2553
จึงต้องทำความเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน คอยตรวจสอบรัฐบาลเพื่อประโยชน์กับประเทศชาติ ไม่ใช่คู่อาฆาตมาดร้าย แต่เราต่อสู้กันตามหนทางประชาธิปไตย
การเรียกร้องให้พักรบนี้ไม่ใช่การพักสงคราม และไม่ใช่การเกี้ยเซี้ยกันแน่นอน
การพักรบจะเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐบาลไม่ยั่วยุ ปั้นน้ำเป็นตัว ใส่ร้าย ให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกไม่ดี เช่น กรณีจับกุมระเบิดปิงปองและอาวุธปืนที่บ้านแกนนำคนเสื้อแดงที่จ.เชียงใหม่ ควรให้เป็นไปตามการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็น
หรือการหลอกลวงประชาชนเรื่องความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา การมุ่งล้างผลาญชีวิตของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การจับกุมคนเสื้อแดงที่ใช้ตีนตบในงานพระราชทานน้ำหลวงอาบศพนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ หรือการระบุว่ามีการลงขันลอบสังหารนายกฯ
![]() พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์/จตุพร พรหมพันธุ์ /น.พ.เหวง โตจิราการ
|
สิ่งเหล่านี้หากทำไม่ได้การพักรบก็เกิดขึ้นไม่ได้
ในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะกำชับส.ส.พรรคไม่ให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวในลักษณะโจมตี แต่เรื่องข้อเท็จจริงที่ต้องชี้แจงก็ต้องทำตามปกติ
ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศยุติการชุมนุมใหญ่ไปแล้ว แม้จะมีการเคลื่อนไหวในจังหวัดต่างๆ อยู่บ้าง เราจะพยายามให้ข้อคิดและขอร้องให้ยุติการเคลื่อนไหวในช่วงเดือนธ.ค.นี้ แต่จะรับฟังหรือไม่เป็นอีกเรื่อง
ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องระมัดระวังการยั่วยุให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ประชาชน
หลังพักรบกลับมาในช่วงเดือนม.ค.2553 ขอให้รัฐบาลเตรียมตัวรับการต่อสู้จากพรรคเพื่อไทยใน 6 ประเด็น
1.การต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคมกลับมา
2.การต่อสู้เพื่อขจัดคอร์รัปชั่นออกไปจากสังคมไทย รวมถึงการใช้งบประมาณหลายร้อยล้านบาท ใช้ทหาร ตำรวจ และอส.ออกมาปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร
3.การต่อสู้ทางนโยบายเศรษฐกิจ
4.การต่อสู้ในสภา ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภา และเชื่อว่าจะมีชื่อเสนอผู้สมควรเป็นนายกฯ ในกรณีที่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ
5.การต่อสู้ภาคประชาชน พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดง และ 6.ต่อสู้เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม
การพักรบครั้งนี้ไม่ใช่มติของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการพูดจาและเห็นพ้องต้องกันในระดับแกนนำ แต่ไม่ได้มีประชุมพรรคหรือประชุมส.ส.พรรค เนื่องจากขณะนี้ปิดสมัยประชุมสภาแล้ว
หากถามว่าจะควบคุมกลุ่มเสื้อแดงได้หรือไม่นั้น คิดว่าคงได้แต่เตือนสติกัน เชื่อว่าทุกคนมีความคิดและคงรับฟังกัน แต่เราคงไปสั่งเขาไม่ได้
พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์
โฆษกพรรคเพื่อไทย
เข้าใจว่าเป็นความหวังดีของนายปลอดประสพ ในฐานะที่เคยเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ไม่อยากให้มีการใส่ร้ายป้ายสีกันในช่วงเดือนมหามงคล ดังนั้น แม้จะเป็นความเห็นที่ไม่ได้ผ่านที่ประชุมพรรคหรือเป็นมติพรรค แต่ก็เป็นความหวังดี
เท่าที่คุยกันทีมโฆษกก็ยังทำงานเหมือนเดิม เพราะหากฝ่ายค้านไม่ตรวจสอบรัฐบาลก็ไม่รู้จะทำหน้าที่อะไร แต่การตรวจสอบและการแถลงจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่เสียดสี ไม่ปลุกกระแสให้เกิดความรุนแรงหรือความเกลียดชัง ไม่ใส่ร้ายป้ายสี
ซึ่งทีมโฆษกดำเนินการตามแนวทางนี้มาตลอดอยู่แล้ว
จตุพร พรหมพันธุ์
ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง
ความเห็นของนายปลอดประสพ ถือเป็นความเห็นหนึ่งที่เห็นว่าในช่วงระยะเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ควรมีความขัดแย้งอะไรกัน ซึ่งคนเสื้อแดงประกาศไปก่อนแล้วว่าจะไม่มีชุมนุมใดๆ ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา
เบื้องต้นชัดเจนว่าคนเสื้อแดงจะดำเนินกิจกรรมในเรื่องการจัดสัมมนาให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเชิงวิชาการเท่านั้น อย่างในวันที่ 10 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญ อาจจัดงานที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว เท่านั้น
ส่วนการเคลื่อนไหวเรื่องการชุมนุมใหญ่ต้องรอฟังผลการประชุมนปช. ในวันที่ 15 ธ.ค. เสียก่อน
ทั้งนี้ ความเห็นของนายปลอดประสพ เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องรับฟัง แต่คนเสื้อแดงไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง การเคลื่อนไหวอะไรก็ต้องแล้วแต่ที่ประชุม
ส่วนเรื่องการขับไล่รัฐมนตรีในพื้นที่ต่างๆ ต้องยอมรับว่าคนเสื้อแดงประกาศจุดยืนไว้ชัดเจนแล้วว่าไม่เอารัฐบาลชุดนี้และครม.ชุดนี้ ดังนั้น เมื่อไปไหนก็เป็นสิทธิ์ของคนเสื้อแดงที่จะขับไล่
นอกจากนี้ ยังมีความคับแค้นจากการใส่ความต่างๆ นานา อย่างประทัดก็ไปบอกว่าเป็นระเบิดปิงปอง รัฐบาลไม่เคยหยุดสร้างเงื่อนไข ทำให้เราก็ต้องตอบโต้
น.พ.เหวง โตจิราการ
แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน
กรณีที่พรรคเพื่อไทยประกาศพักรบเพื่อความสมานฉันท์นั้น ต้องเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวระหว่างคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยถือเป็นคนละส่วนกัน
และไม่ทราบว่าในความหมายการพักรบของพรรคเพื่อไทยคืออะไร คือการหยุดหายใจด้วยหรือไม่
ขอเรียนว่าแม้จะปิดสมัยประชุมสภาไปแล้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องทำหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อย่านิ่งดูดาย
ถึงแม้กลุ่มเสื้อแดงจะประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ แต่ตลอดเดือนธ.ค.นี้ทางแกนนำจะจัดการเสวนาทางวิชาการ เพื่อชี้ถึงข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ประเทศไทยเคยมีมา เพื่อติดอาวุธทางความคิดให้กับประชาชน รวมทั้งการแสดงออกถึงความจงรักภักดี
ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงบางกลุ่มที่จะดาวกระจายตามจังหวัดต่างๆ หลังวันที่ 5 ธ.ค. ยืนยันว่าไม่ใช่มติแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เป็นเพียงแดงกลุ่มย่อย แต่นั่นคือสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถชุมนุมได้อย่างสงบ
ทั้งนี้ ตลอดทั้งเดือนธ.ค. มติแกนนำนปช.จะไม่มีการชุมนุมใหญ่ที่ไหนทั้งสิ้น นอกจากการเสวนาทางวิชาการเท่านั้น
ยืนยันว่าชุมนุมใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาลมีแน่ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนม.ค.ปีหน้า
ทักษิณ ส่ง SMS ลา ไปยุโรป 3 วัน อัดรัฐแค่เป็ดขี้เหร่
ไทยรัฐ : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งข้อความ เอส.เอ็ม.เอส ถึงสมาชิกกลุ่มเสื้อแดง ขอลา ไปพบผู้นำประเทศในทวีปยุโรป 3 วัน ทำให้อาจต้องขาดการติดต่อต่อบ้าง อย่างไรก็ดีหากเสร็จสิ้นภาระกิจแล้วจะกลับมาเล่าประสบการณ์การเดินทางดังกล่าวให้ได้รับทราบต่อไป
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ตอบผู้ที่ทวิต เข้ามาถามเรื่องการอาจที่จะมีการยอมเจรจากับฝ่ายตรงกันข้ามโดยจะยอมอ่อนข้อ และยินยอมโดยไม่มีเงื่อนไข ว่า ” ไม่จริงครับเพียงแต่ผมเรียกร้องให้หันหน้าเขาหากันก่อนบ้านเมืองจะพัง ประชาชนต้องปะทะกันเกิดการนองเลือดแค่เหตุระแวงเพราะเข้าใจผิด ”
รวมถึงกรณีที่มีผู้เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ประสานให้พรรคฝ่ายค้านเข้าประชุมสภาให้ครบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นแก่ประชาชน ส่วนรวม เพื่อให้เกิดความเสถียรภาพทางรัฐสภา และปูทางไปสู่การที่ยุบสภาในเวลาไม่น้อยกว่า120 วัน เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนว่า “เป็ดออกไข่ฟักอย่างไรก็เป็นเป็ดปรับแต่งกี่รอบก็ยังเป็นเป็ดจะให้เป็นหงส์ทำไม่ได้ครับ เว้นแต่พอใจในเป็ดขี้เหร่ที่เผด็จการทำไว้ “
แม่ศิวรักษ์พึ่งพารบ.มาร์ค ม.7 ไม่ได้! วอนทักษิณ-พรรคเพื่อไทยช่วยลูกชาย
ไทยรัฐ : วันที่ 30 พ.ย. เมื่อเวลา 15.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พา นางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดา นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ที่ถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวอยู่ มาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดย นายนพดล กล่าวว่า นางสิมารักษ์ได้ติดต่อมายังตนเมื่อเช้า เพื่อขอให้ประสานความช่วยเหลือลูกชายจากทางการกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง หรือ แย่งซีน อะไรจากรัฐบาล เพียงแต่เราทราบถึงหัวอกของคนที่เป็นแม่ จึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เมื่อนางสิมารักษ์ ขอความช่วยเหลือมา ประสานไปยังกัมพูชาทันที บอกว่า คุณแม่อยากไปที่พนมเปญอีกครั้ง ซึ่งทางการกัมพูชาตอบรับยินดี ภายใน 2-3 วันนี้ คงจะได้เดินทางไปพบลูกชายอีกครั้ง ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการประสานของตนในฐานะอดีต รมว.ต่างประเทศ ที่มีเพื่อนฝูง และไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย
เบื้องต้น น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จาก บริษัทแคท เทเลคอม ที่กัมพูชา จะเดินทางมารับ แต่ตนไม่ได้ไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการตัดสินคดีต้องอาศัยอดีตนายกฯ ทั้ง 2 ท่าน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย นางสิมารักษ์ กล่าวว่า หลังรอมาหลายวัน เกรงว่าหากปล่อยเวลาเนิ่นนานไปลูกชาย อาจไม่สบายใจมากขึ้น และ ลูกบอกให้แม่ช่วยเหลือด้วย ดังนั้น จึงประสานความช่วยเหลือทุกวิถีทาง เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ เมื่อมีใครโยนขอนไม้มาให้ต้องคว้าไว้ก่อน สำหรับการช่วยเหลือของกระทรวงการต่างประเทศนั้น รู้สึกว่าจะช้า สำหรับผู้ที่ประสบเคราะห์กรรม และกำลังร้อนใจ ทั้งนี้ ขั้นตอนของราชการมาก จึงติดต่อขอความช่วยเหลือจาก นายนพดลอีกทางหนึ่ง หลังจากที่เดินทางไปเยี่ยมลูกชายครั้งแรก พบว่ายังมีสิ่งของจำเป็นขาดอยู่มาก จึงคิดจะเดินทางไปอีกครั้ง เพื่อนำสิ่งของไปให้ หากจะรอตามกำหนดการของกระทรวงการต่างประเทศ เกรงจะช้าเกินไป เพราะกว่าจะได้ไปคือวันที่ 7-8 ธ.ค. หวังว่าจะได้ความเมตตาจากพรรคเพื่อไทย ที่ทำให้ดำเนินการได้รวดเร็วกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงคิดว่ามาประสานกับ นายนพดลจะดีกว่า นางสิมารักษ์ ตอบว่า รู้สึกว่าได้รับการตอบรับที่ดี พ.ต.ท.ทักษิณ เอ่ยปากว่ายินดีช่วยแม้ว่า ลูกชายจะคิดร้ายกับท่าน จึงรู้สึกซาบซึ้ง สำหรับข้อเท็จจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น อยากให้ลูกชายตนพูดเองจากปากดีกว่า แต่ลูกชายเคยเขียนจดหมายไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ได้รับการสั่งการมา ถึงตอนนี้ยังมั่นใจว่าลูกชายจะได้รับการประกันตัว เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์
เมื่อถามว่า หากท้ายที่สุด นายศิวรักษ์ ถูกตัดสินว่า มีความผิดจะทำอย่างไร นางสิมารักษ์ ตอบว่า ถ้าผิดจริงจะขอร้องทั้ง 2 ฝ่าย ให้ช่วยขอพระราชทานอภัยโทษให้กับลูกชาย เมื่อถามว่าได้ประสานความช่วยเหลือจาก พล.อ.ชวลิต แล้วหรือยัง นางสิมารักษ์ ตอบว่า ท่านบอกว่าพร้อมที่จะช่วยเหลือ แต่ขออยู่เบื้องหลัง เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวระบุว่า นางสิมารักษ์เป็น คนเสื้อแดง นางสิมารักษ์ ตอบว่า พูดกันไปเรื่อยเปื่อย ตนเป็นข้าราชการรู้ว่าควรไม่ควรอย่างไร
ซัดรบ.มาร์ค ม.7 ให้ท้าย ‘เอเอสทีวี-ผู้จัดการ’ ออกหนังสืออ้างอิงสถาบัน
เดลินิวส์ : วันนี้ (29 พ.ย.)ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลง ว่าจากการตรวจสอบของพรรคเพื่อไทย พบว่าขณะนี้สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ในเครือผู้จัดการ ได้มีการออกหนังสือชื่อ “ขบวนการล้มเจ้า” ออกวางจำหน่าย ซึ่งเป็นการใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงคนของพรรคเพื่อไทย โดยเนื้อหามีการโจมตีใส่ร้ายว่าเป็นขบวนการล้มเจ้า และทรยศชาติ ซึ่งเป็นการนำเรื่องเก่าและเรื่องกัมพูชามาผูกโยงเข้าหากันแล้วสรุปความเอาเอง ถือว่าน่าอัปยศและเป็นงานถนัดของเอเอสทีวี ผู้จัดการ ที่มักนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากมั่นใจว่าตัวเองมีเส้นและเป็นพวกเดียวกับรัฐบาล จึงไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งวันนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็ได้ตั้งพรรคการเมืองและเป็นนักการเมืองแล้ว จึงขอให้เล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์ด้วยจิตวิญญาณของการเป็นนักการเมืองที่ดี แต่หากทำไม่ได้และยังคงสันดานเดิมๆ ที่เคยทำลายคนอื่นด้วยวิธีการเช่นนี้ ก็ขอให้ถอนตัวออกไปเล่นการเมืองข้างถนนเช่นเดิม เพราะไม่ควรมาทำลายคู่ต่อสู้ด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้
“การกระทำดังกล่าวถือเป็นการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะมาหากินด้วยการพิมพ์หนังสือจำหน่าย ผลของการกระทำมีลักษะเป็นการแบ่งแยกประชาชนและเหมือนเป็นการรับไม้ต่อจากบางคนโดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่าทรยศชาติได้ปรากฏในหนังสือหลายช่วงหลายตอน จึงขอให้ผู้กระทำยุติการจำหน่ายหนังสือดังกล่าวเสีย และขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่าหากยังต้องการความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติ ก็อย่าได้ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หรือให้ท้ายอยู่เบื้องหลังกลุ่มบุคคลดังกล่าว เพราะหากเกิดอะไรขึ้นอันมีสาเหตุมาจากหนังสือดังกล่าวรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ และถ้ายังปล่อยให้คนกลุ่มนี้อยู่เหนือกฎหมายและใช้สื่อเป็นเครื่องมือทำลายอีกฝ่ายโดยรัฐบาลได้ประโยชน์ด้วยก็ขอให้ระวังว่าประชาชนจะออกมาตัดสินกันด้วยตัวเอง และเมื่อนั้นก็จะเป็นหายนะอันยิ่งใหญ่ของชาติ” นายพร้อมพงศ์กล่าว



ความเห็นล่าสุด